กังหันน้ำชัยพัฒนาและเครื่องกลเติมอากาศ

พืชที่ไม่สามารถนำมาใช้ในงานปรับปรุงคุณภาพน้ำ


  • พืชทนแล้ง พืชอวบน้ำ  (กระบองเพชร)




ภาพที่ 21 พืชทนแล้ง แฟ้มที่ 12

ป่าดิบชื้น หรือป่าฝนในเขต tropical  เป็นต้นกำเนิดสายน้ำ








ภาพที่ 22 ป่าดิบชื้น แฟ้มที่ 13


ป่าดิบชื้น แหล่งกำเนิดสายน้ำ ศูนย์รวมมรดกโลก พืชทำหน้าที่ดูดซับน้ำและความชื้น มวลชีวภาพจะเป็นตัวปรับสมดุลธรรมชาติ




ภาพที่ 23 ป่าดิบชื้น แฟ้มที่ 13


พืชที่ไม่สามารถนำมาใช้ในงานปรับปรุงคุณภาพน้ำ

· พืชทนแล้ง พืชอวบน้ำ (กระบองเพชร)



ภาพที่ 21 พืชทนแล้ง แฟ้มที่ 12


ป่าดิบชื้น หรือป่าฝนในเขต tropical เป็นต้นกำเนิดสายน้ำ



ภาพที่ 22 ป่าดิบชื้น แฟ้มที่ 13


ป่าดิบชื้น แหล่งกำเนิดสายน้ำ ศูนย์รวมมรดกโลก พืชทำหน้าที่ดูดซับน้ำและความชื้น มวลชีวภาพจะเป็นตัวปรับสมดุลธรรมชาติ



ภาพที่ 23 ป่าดิบชื้น แฟ้มที่ 13

 

หลักการทั่วไปของระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำด้วยพืช


  1. พืชลอยน้ำ  พืชโผล่พ้นน้ำ ความลึกของระดับน้ำไม่ควรเกิน 1 เมตรได้แก่  แพงพวยน้ำ  บัว ผักตบชวาฯลฯ
  2. พืชแช่น้ำ พืชชายน้ำ    ความลึกของระดับน้ำไม่ควรเกิน 30 เซนติเมตร ได้แก่  พุทธรักษา  ปักษาสวรรค์ เตย

กก ธูปฤาษี

พืชน้ำ (Aquatic plant  ,  water plant) แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ

  1. กลุ่มที่เป็นพืชขนาดเล็กมาก  (microphyta)  สาหร่ายชั้นต่ำ (Algae) และการเกิด Algae bloom

ไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่าจะสามารถมองเห็นได้ภายใต้กล้องจุลทรรศน์ เช่นสาหร่ายชั้นต่ำ  (algae)  มีลักษณะเป็นแพลงตอน เป็นเส้นสาย  เป็นกลุ่มก้อน

  • ปัญหาน้ำเขียว สาหร่ายออ (Algae bloom)








ภาพที่ 8 สาหร่ายออ แฟ้มที่ 3


  • Blue green algae พืชขนาดเล็กที่ปนเปื้อนในน้ำทำให้น้ำมีสีและมีกลิ่น








ภาพที่ 9 Blue green algae แฟ้มที่ 4


  • Euglenoid ภาพ ศิริพร บุญดาว พืชขนาดเล็กที่พบมากในน้ำนิ่ง








ภาพที่ 10 Euglenoid แฟ้มที่ 5



  1. กลุ่มที่เป็นพืชขนาดใหญ่ (macrophyta) พืชในกลุ่มนี้สามารถนำมาเลือกใช้ในการบำบัดน้ำเสีย โดยเลือกใช้ให้เหมาะสมกับสภาพน้ำ  สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า มีลักษณะเป็นพืชลอยน้ำ พืชชายน้ำ พืชโผล่พ้นน้ำ และพืชใต้น้ำ

ลักษณะของกลุ่มพืชน้ำที่มีขนาดใหญ่
-  มักมีกิ่งก้าน ต้น หรือใบยาว เพื่อให้เหมาะสมกับระดับน้ำที่เปลี่ยนแปลง
-  มีใบที่แข็งแรงและทนทานต่อการกระเพื่อมของน้ำ
-  มีระบบลำเลียงออกซิเจนไปสู่ราก
-  พวกที่อยู่ใต้น้ำมีการปรับตัวให้ได้รับธาตุอาหารทางใบแทนราก
-  พวกที่อยู่ใต้น้ำจะไม่มีปากใบ เนื่องจากอาหารและอากาศเข้าสู่เนื้อเยื่อได้โดยตรง

ลักษณะของระบบนิเวศแหล่งน้ำ




ภาพที่ 11 ระบบนิเวศ แฟ้มที่ 6

พืชลอยน้ำ ( floating plant)

พืชชนิดนี้จะล่องลอยไปตามกระแสน้ำ หากนำมาใช้จำเป็นต้องกำหนดขอบเขตให้แน่นอน เนื่องจากบางชนิดเป็นวัชพืชน้ำที่ร้ายแรงและเมื่อพืชเริ่มแก่สังเกตได้จากมีการออกดอก เมื่อดอกโรยก็ควรเก็บพืชออกจากแหล่งน้ำ พืชลอยน้ำที่นิยมนำมาใช้ คือ  ผักตบชวา เนื่องจากมีความทนทานต่อสภาพน้ำเสียมากกว่าชนิดอื่น นอกจากนี้ก็มีจอกใหญ่ เป็นต้น ส่วนจอกหูหนู แหนเป็ดที่มีขนาดเล็กจะใช้ในกรณีบังแสงสว่างเพื่อลดการสังเคราะห์แสงของสาหร่ายชั้นต่ำ(algae)  เป็นการบำบัดน้ำเสียในกรณีเกิดสาหร่ายออ (algae-bloom)





  • Eichhornia  cressipes ผักตบชวา
    พืชลอยน้ำที่มีประสิทธิภาพในการปรับปรุงคุณภาพน้ำได้ดีแต่เจริญเติบโตเร็วจนมีปัญหาในการควบคุม




ภาพที่ 13 ผักตบชวา แฟ้มที่ 7



พืชชายน้ำ
(  marginal plant)

พืชชนิดนี้จะขึ้นอยู่บนดินริมชายตลิ่ง จึงมีรากที่ต้องอาศัยสิ่งยึดเกาะ การใช้พืชจำพวกนี้มาบำบัด การใช้พืชจำพวกนี้มาบำบัดน้ำเสียจึงจำเป็นต้องจำลองสภาพนิเวศเดิมเอาไว้โดยใช้ทรายเป็นเครื่องยึดเกาะแทนดิน พืชจะใช้สารอาหารจากน้ำในลักษณะของระบบการปลูกพืชแบบไร้ดิน (Hydroponic) พืชที่สามารถนำมาใช้เช่น พุทธรักษา ธูปฤาษี หญ้าแฝก ปักษาสวรรค์ เตยหอม เป็นต้น



  • Typha angustifolia   กกช้าง ธูปฤาษี ทนทานต่อน้ำเสียได้ดีแต่ต้องตัดดอกทิ้งก่อนดอกแก่เนื่องจากผลิตเมล็ดได้มากและเจริญเติบโตเร็วมากจากการแตกหน่อจากลำต้น


ภาพที่ 14 กกช้าง ธูปฤาษี แฟ้มที่ 8

  • Canna  indica พุทธรักษา  พุทธศร เป็นสัญลักษณ์ประจำวันพ่อแห่งชาติ  แช่น้ำได้ดีแต่ควรมีการเติมอากาศร่วมด้วยนอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความสวยงามให้กับแหล่งน้ำ  ต้นพุทธรักษามีหลากสีหลายพันธุ์สามารถเลือกใช้งานได้ตามความเหมาะสมกับสถานที่  สามารถขยายพันธุ์ได้ง่าย  ราคาถูก









  • ต้นเหงือกปลาหมอขึ้นได้ในที่มีน้ำกร่อยหรือน้ำเค็ม เป็นพืชทนความเค็มได้  ในกรณีเป็นน้ำเสียที่มีน้ำเค็มร่วมด้วยจะสามารถเจริญเติบโตได้ดีแต่ควรใช้เครื่องเติมอากาศร่วมด้วย




ภาพที่ 16 ต้นเหงือกปลาหมอ แฟ้มที่ 10


พืชโผล่พ้นน้ำ

(emergent  plant)

พืชจำพวกนี้จะมีรากอยู่ใต้ดินก้นน้ำ (ดินตม) และชูใบและดอกอยู่เหนือน้ำ พืชจำพวกนี้เช่น บัวหลวง บัวสาย ปัญหาที่พบคือมักเป็นอาหารของสัตว์น้ำ หากจะใช้ต้องสร้างในลักษณะของระบบการปลูกพืชแบบไร้ดิน

  • บัวสาย     พืชโผล่พ้นน้ำ นอกจากช่วยลดปัญหาน้ำเสียได้แล้วยังเพิ่มความสวยงามให้กับแหล่งน้ำ




ภาพที่ 17 บัวสาย แฟ้มที่ 11


พืชใต้น้ำ
(submerged plant)

พืชจำพวกนี้สามารถดำรงชีวิตยู่ใต้น้ำทั้งส่วนราก ลำต้น ใบ ดอก ผล เมล็ด ทุกส่วนสามารถอยู่ในน้ำได้ สามารถนำมาใช้บำบัดน้ำเสียได้ดีแต่ก็มักเป็นอาหารของสัตว์น้ำเช่นกัน พืชจำพวกนี้ได้แก่ สาหร่ายหางกระรอก สาหร่ายฉัตร ดีปลีน้ำ เป็นต้น รากของพืชเหล่านี้จะดูดเอาของเสีย สารอินทรีย์ แร่ธาตุที่พืชต้องการซึ่งปนมากับน้ำ ทำให้คุณภาพน้ำดีขึ้น





  • Hydrilla verticillata สาหร่ายใต้น้ำ  มีทั้งคุณและโทษสามารถทนทานต่อสภาพน้ำเสียแต่เป็นวัชพืชร้ายแรงในแหล่งน้ำชลประทาน






ภาพที่ 19 Hydrilla verticillata แฟ้มที่ 12



  • Potamogeto malaianus เป็นสาหร่ายใต้น้ำที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อม










 

การเลือกพืชบำบัดน้ำเสียและการดูแลรางพืช


ความเป็นมา วันที่ 26 พฤศจิกายน 2532 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรวิธีการบำบัดน้ำเสียด้วยผักตบชวาที่บริเวณหนองสนม ต เชิงชุม อ เมือง จ.สกลนคร ทรงเห็นว่าสภาพน้ำเสียจากชุมชนที่ไหลลงหนองสนมนับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ลำพังการใช้ผักตบชวาเพื่อกำจัดน้ำเสียภายในหนองสนมเพียงอย่างเดียวไม่อาจทำให้น้ำดีขึ้นมากนักทรงพระราชทานพระราชดำริให้ทำการวิจัยระบบบำบัดน้ำเสียแบบผสมผสานโดยใช้พืชน้ำร่วมกับเครื่องกลเติมอากาศ    (บรรจง วรรธนพงษ์  , มานพ ศิริวรกุล , สุนันทา เพ็ญสุต , 2535)   ผลงานวิจัยที่ได้ในครั้งนั้นสามารถสรุปได้ว่าในการใช้เครื่องเติมอากาศ หรือการใช้พืชน้ำอย่างใดอย่างหนึ่งสู้การใช้ทั้งสองวิธีผสมผสานกันไม่ได้  คณะทำงานจึงได้ยึดแนวทางการใช้พืชน้ำร่วมกับเครื่องกลเติมอากาศเป็นแนวทางในการปรับปรุงคุณภาพน้ำต่อมาจนถึงปัจจุบัน

การเลือกพืชเพื่อการบำบัดน้ำเสียและการดูแลรางพืช

การเลือกพืชบำบัดน้ำเสีย

คุณสมบัติของพืชที่สามารถนำมาใช้ได้

1.  ต้องเป็นพืชที่ชอบน้ำ

2.  ทนสภาวะที่มีออกซิเจนในน้ำน้อยได้พอสมควร

3.  มีการเจริญเติบโตได้ดีพอสมควรแต่ต้องอยู่ในอัตราที่สามารถควบคุมได้

 

 

ภาพที่ 3-7 พืชน้ำ แฟ้มที่ 2

 

ระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำด้วยรางพืชร่วมกับเครื่องกลเติมอากาศ

ความสำคัญของ ทรัพยากร น้ำ

“...เคยพูดมาหลายปีแล้ว ในวิธีที่จะปฏิบัติ เพื่อที่จะให้มีทรัพยากรน้ำพอเพียงและเหมาะสม คำว่าพอเพียงก็หมายความว่า ให้มีพอในการบริโภค ในการใช้ ทั้งในด้านการใช้บริโภคในบ้าน ทั้งในการใช้เพื่อการเกษตรกรรม อุตสาหกรรมต้องมีพอ ถ้าไม่มีพอทุกสิ่งทุกอย่างก็ชะงักลง แล้วทุกสิ่งทุกอย่างที่เราภูมิใจว่า ประเทศเราก้าวหน้าเจริญก็ชะงัก ไม่มีทางที่จะมีความเจริญ ถ้าไม่มีน้ำ.....


ภาพที่ 1 ในหลวง แฟ้มที่ 1

พระราชดำรัส พระราชทาน เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๖

ณ ศาลาดุสิดาลัย พระตำหนักจิตรดารโหฐาน


น้ำ คือ ชีวิต

พระราชดำรัส พระราชทานเมื่อ ๑๗ มีนาคม ๒๕๓๙ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน

“... หลักสำคัญว่าต้องมีน้ำ น้ำบริโภคและน้ำใช้ น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ำคนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้  ไม่มีไฟฟ้าคนอยู่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้า ไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้.....


ภาพที่ 2 ในหลวง แฟ้มที่ 1

 

4. การติดตามผลการดำเนินงานโครงการ

สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา ได้ดำเนินงานติดตามผลการดำเนินงานการปรับปรุงคุณภาพน้ำแต่ละแห่ง เพื่อตรวจสอบดูประสิทธิภาพในการวางระบบการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพื่อรวบรวมข้อมูลผล และปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนการปรับปรุงคุณภาพน้ำต่อไป

 

3. การซ่อมบำรุงดูแลรักษาเครื่อง


ภายหลังจากการติดตั้งหน่วยงานจะต้องบำรุงดูแลรักษาเครื่องตามคู่มือบำรุง รักษาเครื่องกลเติมอากาศ พร้อมทั้งเตรียมค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา ในระยะเวลาแต่ละปี โดยมีค่าใช้จ่ายดังนี้

3.1  เครื่องกังหันน้ำชัยพัฒนา ประมาณ 10,000 บาท ต่อปี

3.2  เครื่องกลเติมอากาศแบบอัดอากาศและดูดน้ำ RX – 5C ประมาณ 5,000 บาท ต่อปี

3.3  นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายดังกล่าวแล้วซึ่งจะต้องเดินเครื่องวันละ 9 ชั่วโมง ๆ โดยจะคิดเป็นค่า               3.3  ไฟฟ้า ชั่วโมงละ 1 ยูนิต ยูนิตประมาณ 3 - 4 บาท (ราคาอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงตาม                  3.3  ระยะเวลา) ถ้าไม่เปิดเครื่องตามเวลาที่กำหนด ก็จะไม่บังเกิดผลต่อการแก้ไขปัญหาน้ำเสีย

3.4  สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา จะจัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปซ่อมบำรุงดูแลรักษาเครื่อง ในกรณีที่       3.4  เครื่องกลเติมอากาศมีการชำรุด หรือขัดข้องภายในช่วงระยะเวลา 1 ปี โดยแจ้งมายัง               3.4  สำนักงานมูลนิชัยพัฒนา หากเครื่องติดตั้งภายหลังระยะเวลา 1 ปี เกิดการชำรุดและไม่           3.4  สามารถที่ซ่อมแซมได้ให้หน่วยงานทำหนังสือแจ้งมายังสำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งทาง      3.4  หน่วยงานจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายซึ่งจะเป็นอุปกรณ์ในการซ่อมบำรุง รักษาเครื่อง

 

 

 

2. ขั้นตอนการปฏิบัติ

2.1  หน่วยงานต่าง ๆ ที่มีความประสงค์จะติดตั้งเครื่องกลเติมอากาศของมูลนิธิชัยพัฒนา ให้ทำหนังสือแจ้ง2.1  ความประสงค์  มายังสำนักงานมูลนิชัยพัฒนา เรียนถึง เลขาธิการมูลนิชัยพัฒนา ทั้งนี้ หากมีข้อมูล      2.1  เกี่ยวกับสภาพน้ำและสภาพพื้นที่ ให้จัดส่งข้อมูลแนบมาด้วย เพื่อประกอบการพิจารณาเบื้องต้น โดย  2.1  ข้อมูลดังกล่าวได้แก่


-     สภาพพื้นที่แหล่งน้ำและขนาดบ่อ ประกอบด้วย ความลึก ความกว้าง และความยาว พร้อมแผนผัง

ประกอบโดยสังเขป

-      ค่าความสกปรกของน้ำ ได้แก่ ค่าบีโอดี ค่า Total Nitrogen (TN) ค่า Total Phosphorus (TP) และ            -      Total Suspended Solids (TSS หรือ สารแขวนลอย) ซึ่งสามารถของความร่วมมือในการตรวจได้จาก      -      มหาวิทยาลัยหรือสาธารณสุขจังหวัดใน แต่ละพื้นที่ (ถ้ามี)

2.2  สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา จะประสานไปยังกรมชลประทาน และหน่วยงานเพื่อเข้าร่วมสำรวจสภาพ 2.2  พื้นที่ ศึกษาสภาพปัญหา เพื่อวางแผน วางระบบการติดตั้ง และให้ข้อเสนอแนะแนวทางทางวิชาการ   2.2  รวมทั้งประมาณการค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ เพื่อจัดทำสรุปรายละเอียดแผนงานและงบประมาณ  2.2. โครงการเพื่อจัดส่งให้แก่หน่วย งานประกอบการพิจารณา ซึ่งรายละเอียดค่าใช้จ่าย ประกอบด้วย

2.2.1 ค่าใช้จ่ายในการจัดสร้างเครื่องกลเติมอากาศ ได้แก่

-  ค่าจัดสร้างเครื่องกังหันน้ำชัยพัฒนาแบบสแตนเลส มีค่าใช้จ่ายเป็นจำนวน 400,000 บาท/ชุด

(ยังไม่รวมอุปกรณ์การติดตั้ง)

-   ค่าจัดสร้างเครื่องกลเติมอากาศแบบอัดอากาศและดูดน้ำ RX – 5C มีค่าใช้จ่ายเป็นจำนวน

40,000 บาท/ชุด


ทั้งนี้ จำนวนการติดตั้งเครื่องกลเติมอากาศ ขึ้นอยู่กับขนาดของสระน้ำ ค่าความสกปรกของน้ำ

2.2.2  ค่าจัดสร้างตู้ควบคุมไฟฟ้า

2.2.3  ค่าดำเนินการติดตั้ง

หมายเหตุ มูลนิธิชัยพัฒนา จะให้การสนับสนุนวิธีการดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำเสีย และออก ค่าใช้จ่าย   ให้เฉพาะองค์กรสาธารณกุศล และหน่วยงานของรัฐที่ปฎิบัติเพื่อสาธารณกุศล แต่ขาดแคลนงบประมาณ โดยจะพิจารณาสนับสนุนให้ตามความเหมาะสมแล้วแต่กรณี ส่วนหน่วยงานอื่นๆ จะต้องออกค่าใช้จ่ายเอง

2.3  หลังจากหน่วยงานได้รับแผนงานและงบประมาณโครงการแล้ว หากมีความประสงค์ที่จะดำเนินการ  2.3  ติดตั้งเครื่องกลเติมอากาศ ให้แจ้งความประสงค์มายังสำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา

2.4  กรมชลประทาน จะเข้าดำเนินการติดตั้ง ซึ่งก่อนที่จะดำเนินการติดตั้ง ขอให้หน่วยงานจัดเตรียม       2.4  สถานที่เพื่อรองรับการติดตั้งเครื่องกลเติมอากาศ ดังนี้

2.4.1 เดินสายไฟฟ้า 380 v., 50 Hz, AC 4 สาย (สายดิน 1 เส้น) จากสายเมนไฟฟ้าไปยังจุดติดตั้ง

ตู้ควบคุมไฟฟ้า พร้อมติดตั้ง breaker switch ขนาด 30 Amp

2.4.2   จัดหาวัสดุและอุปกรณ์ ประกอบการติดตั้ง ได้แก่

-   สายไฟฟ้า Nyy  ขนาด 4 x 2.5 mm2

-   ท่อเหล็กอาบสังกะสี Ø 50 มม. X 6 ม.

-   ท่อเหล็กอาบสังกะสี Ø 25 มม. X 6 ม.

-  ท่อร้อยสายไฟฟ้า Ø 2” จากตู้ควบคุมไฟฟ้าไปยังขอบสระ

-  เชือกไนล่อน Ø 12 มม.

- เรือชนิด 2 คนพาย จำนวน 1 ลำ ใช้สำหรับติดตั้งและซ่อมบำรุง (ถ้ามี)

2.4.3 ทำการขนส่งเครื่องกลเติมอากาศจากส่วนโรงงาน สำนักเครื่องจักรกล กรมชลประทาน ปากเกร็ด

ไปยังจุดติดตั้ง (การขนส่งเครื่องกังหันน้ำชัยพัฒนา จะต้องใช้รถบรรทุกติดเครนชนิดที่ไม่ต่อ

กระบะ)



2.5  เมื่อดำเนินการติดตั้งแล้วเสร็จ สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา จะเรียกเก็บค่าใช้จ่ายไปยังหน่วยงาน


 




 

หลักเกณฑ์ วิธีการและขั้นตอนในการขอความอนุเคราะห์การติดตั้งเครื่องกลเติมอากาศ

แนวทางการดำเนินงาน

การดำเนินงานโครงการแก้ไขปัญหาน้ำเสีย ซึ่งมูลนิธิชัยพัฒนาได้ดำเนินการร่วมกับกรมชลประทานนั้น เป็นการปฏิบัติงานโดยการปรับปรุงคุณภาพน้ำด้วยเครื่องกังหันน้ำชัยพัฒนา ซึ่งได้กำหนดแนวทาง การดำเนินงานไว้ ดังนี้


1.หลักเกณฑ์

1.1  การบำบัดน้ำเสียของมูลนิธิชัยพัฒนามุ่งเน้นในการบำบัดน้ำเสียในแหล่งน้ำ สาธารณะ สถานสงเคราะห์ และวัดต่างๆ ที่  มีผลกระทบต่อสุขภาพของชุมชนเมือง และชนบทเป็นหลัก โดยแหล่งน้ำเสียนั้น จะไม่ไปกระทำซ้ำซ้อนกับระบบบำบัดน้ำเสียของรัฐ ซึ่งมีแผนงานและนโยบายที่แน่ชัดอยู่แล้ว

1.2  ในกรณีที่ภาครัฐมีระบบบำบัดน้ำเสียอยู่แล้วมีความประสงค์ที่จะใช้เครื่องกล เติมอากาศของมูลนิธิชัยพัฒนาไปเสริมเพิ่มเติมในกระบวนการเดิมนั้น ย่อมเป็นการไม่บังควรเพราะการมีระบบบำบัดน้ำเสียที่อยู่ภายใต้ข้อบังคับของสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม และกรมควบคุมมลพิษ ที่จะต้องปรับ 1.2  คุณภาพน้ำให้ได้ต่ำกว่ามาตรฐาน คือ ค่า BOD จะต้องน้อยว่า 20 มิลลิกรัมต่อลิตร ทั้งนี้ ถ้ามูลนิธิชัยพัฒนานำเครื่องเติมอากาศเข้าไปเสริมในระบบใหญ่ เมื่อผลการปรับคุณภาพน้ำดีกว่าเดิมย่อมจะเป็นผลดี แต่ถ้าคุณภาพน้ำยังไม่ดีกว่าเดิมย่อมจะเป็นข้ออ้าง และเป็นผลเสียต่อมูลนิธิชัยพัฒนา

1.3  ในกรณีที่ภาครัฐมีระบบบำบัดน้ำเสียอยู่แล้ว แต่มีบ่อหรือสระเก็บน้ำที่ใช้รับน้ำที่ผ่านมาการบำบัดเบื้องต้นแยกไว้ต่างหากจากระบบหลัก และต้องการขอให้มูลนิธิชัยพัฒนาใช้เครื่องกลเติมอากาศเพื่อปรับคุณภาพน้ำใน สระเก็บน้ำเพื่อรักษาคุณภาพน้ำก็ย่อมกระทำได้ แต่ต้องพิจารณาความเหมาะสมแล้วแต่กรณี

1.4  แหล่งน้ำสาธารณะบางแห่งที่อยู่ในความรับผิดชอบของภาครัฐ (เทศบาลสุขาภิบาล ฯลฯ) และหน่วยงานขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิชัยพัฒนาเพื่อวางโครงการย่อมกระทำได้ แต่ต้องใช้งบประมาณของภาครัฐนั้น ๆ เว้นแต่จะมีพระราชดำริไว้

1.5  สำหรับภาคเอกชนบางรายที่ทำคุณประโยชน์ให้แก่สาธารณะหรือแก่มูลนิธิชัยพัฒนา มีความต้องการช่วยเหลือด้านพิจารณาโครงการบำบัดน้ำเสีย มูลนิธิชัยพัฒนาจะพิจารณาสนับสนุนตามความเหมาะสม

1.6  แหล่งน้ำที่สามารถติดตั้งกังหันน้ำชัยพัฒนา ได้จะต้องมีความลึกไม่น้อยกว่า 1.50 เมตร และมีความกว้างไม่น้อยกว่า3.00 เมตร

 





 

สิทธิบัตรในพระปรมาภิไธย


เป็นที่น่าปิติยินดีเป็นล้นพ้นแก่ปวงพสกนิกรไทยทั้งมวล  เมือเครื่องกลเติมอากาศ "กังหันน้ำชัยพัฒนา"  ได้รับการพิจารณาและทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรในพระปรมาภิไธย  เมื่อวันที่  2  กุมภาพันธ์ พ.ศ.2536  นับเป็นสิ่งประดิษฐ์เครื่องกลเติมอากาศเครื่องที่ 9 ของโลกที่ได้รับสิทธิบัตรและเป็นครั้งแรกที่ได้รับการจดทะเบียนและออกสิทธิบัตรถวายแด่พระมหากษัตริย์ด้วย  จึงนับได้ว่า "สิทธิบัตรเครื่องกลเติมอากาศในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์พระองค์แรกในประวัติศาสตร์ชาติไทยและเป็นครั้งแรกของโลก"

 

หลักการทำงาน



ครื่องกลเติมอากาศ "กังหันน้ำชัยพัฒนา" แบบทุ่นลอย  สามารถปรับตัวขึ้นลงได้ตามระดับขึ้นลงของน้ำ  ส่วนประกอบสำคัญ ได้แก่  โครงกังหันน้ำรูป 12 เหลี่ยม  ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2.00 เมตร  มีซองตักน้ำขนาดบรรจุ 110 ลิตร  ติดตั้งโดยรอบ จำนวน 6 ซอง เจาะรูซองน้ำพรุน  เพื่อให้น้ำไหลกระจายใต้น้ำ  สามารถผลักดันน้ำให้เคลื่อนที่ผสมผสานออกซิเจนเข้ากับน้ำในระดับความลึกใต้ผิวน้ำเป็นอย่างดีอีกด้วย  จึงก่อให้เกิดกระบวนการทั้งการเติมอากาศ  การกวนแบบผสมผสานและการทำให้เกิดการไหลของน้ำเสียไปตามทิศทางที่กำหนดโดยพร้อมกัน


รูปกังหันน้ำชัยพัฒนา รูปแบบ A (ปี 2535-2536)  ซองน้ำจะถูกขับเคลื่อนโดยใช้ระบบขับส่งกำลังด้วยเฟืองจานโซ่ร่วมกับเกียร์มอเตอร์ขนาด 1 : 50  ใช้มอเตอร์ 2 แรงม้า

 

รูปกังหันน้ำชัยพัฒนา รูปแบบ B (ปี 2538)  ซองน้ำจะถูกขับเคลื่อนโดยใช้ระบบขับส่งกำลังด้วยชุดเกียร์ทดรอบขนาด 1:300 ใช้มอเตอร์ 1 แรงม้า ขับ 1 ข้าง

 

รูปกังหันน้ำชัยพัฒนา รูปแบบ C (ปี 2537) เหมือนรูปแบบ A แต่ใช้ในกรณีที่ต้องการขับเคลื่อนแล่นไปตามแหล่งน้ำด้วยตัวเองและแหล่งน้ำนั้นไม่มีพลังงานไฟฟ้าเข้าถึง  ต้องใช้เครื่องยนต์ขับเคลื่อนโดยมีเจ้าหน้าที่บังคับทิศทาง

 

 

รูปกังหันน้ำชัยพัฒนา รูปแบบ D (ปี 2538)  ซองน้ำจะถูกขับเคลื่อนด้วยชุดเกียร์ทดรอบขนาด 1: 50  ร่วมกับเกียร์ทดแบบเฟืองตรง 1: 6 ใช้มอเตอร์ 2 แรงม้า

 

หน้า 2 จาก 3

«เริ่มแรกย้อนกลับ123ถัดไปสุดท้าย»