ฉบับ เดือน เมษายน ๒๕๔๖       

 

เรียบเรียงโดย :: วาณิชย์ พฤฒิพงศ์


         นายทองหล่อ สอนดี ราษฎรจังหวัดระยอง มีความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ทรงทุ่มเทและอุทิศพระองค์ในการทรงงานและประกอบพระราชกรณียกิจ เพื่อการพัฒนาประเทศ และช่วยเหลือสงเคราะห์ประชาชนผู้ยากไร้ตลอดมา อีกทั้งได้ทราบและประจักษ์ถึงผลการดำเนินงานของมูลนิธิชัยพัฒนาที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนและประเทศชาติเป็นส่วนรวม จึงได้แจ้งความประสงค์ขอพระราชทานน้อมเกล้าฯ ถวายที่ดิน จำนวน 15 ไร่ ตั้งอยู่ที่บ้านโนนเส้าเล้า หมู่ที่ 1 ตำบลโนนแดง อำเภอบ้านเขว้า จังหวัดชัยภูมิ เพื่อใช้ประโยชน์ในกิจกรรมมูลนิธิชัยพัฒนา

          เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2544 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์ประธานกรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายทองหล่อ สอนดี เข้าเฝ้าฯ เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินแปลงดังกล่าว

 

ลักษณะและลวดลายผ้าไหมมัดหมี่ลายขอน้อยที่มีชื่อเสียง
และเป็นเอกลักษณ์ของชาวอำเภอบ้านเขว้า จ.ชัยภูมิ
แปลงสาธิตและขยายพันธุ์หม่อน พื้นที่ 10 ไร่

 

           มูลนิธิชัยพัฒนาร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและราษฎรในพื้นที่ประชุมพิจารณา เพื่อพัฒนาที่ดินผืนนี้ เห็นว่า พื้นที่อำเภอบ้านเขว้า เป็นแหล่งผลิตผ้าไหมที่มีคุณภาพ และมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะผ้าไหมมัดหมี่ลายขอน้อย ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านมาแต่ดั้งเดิม มีสีสันสวยงาม และราคาถูก

            แต่ในปัจจุบันอำเภอบ้านเขว้าประสบปัญหาขาดแคลนเส้นไหม ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่สำคัญในการผลิต ราษฎรต้องไปซื้อเส้นไหมราคาสูงจากโรงงานมาทอ อีกทั้งบางครั้งก็เป็นเส้นไหมเทียมและมีคุณภาพต่ำ

  " …ทุกแห่งที่ตามเสด็จ จะเห็นว่าชาวอีสานนี้นุ่งซิ่นไหมมัดหมี่ ข้าพเจ้าก็บอกว่าขอให้ฉันสักตัวจะได้ไหม เขาบอกว่าเอาไปทำไมของบ้านนอกคอกนา คนรวยๆเขาไม่ใส่กันหรอก ก็บอกกับเขาว่าสวยจริงๆไม่ใช่แกล้งยกยอ เพราะว่าเป็นของสวยงามมาก เขาก็เลยยินดี เขาบอกว่าถ้าจะใส่จริงเขาจึงจะทำให้ บอกว่าทำมาเถอะแล้วจะใส่ เขาก็ช่วยกันทำมา …"

พระราชดำรัส สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
วันที่ 11 สิงหาคม 2523

         จากการที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในชนบทห่างไกล ทรงพบว่า ราษฎรส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร ที่ต้องประสบภัยธรรมชาติต่างๆ เช่น ฝนแล้ง นาล่ม ศัตรูพืชรบกวน ทำให้การทำมาหากินไม่ได้ผล และได้ทอดพระเนตรผ้าซิ่นไหมพื้นเมืองที่ประชาชนสวมใส่ในขณะมาเฝ้าฯ รับเสด็จ ทรงเห็นว่าแต่ละท้องถิ่นต่างมีลวดลายที่แปลกและหลากหลายสวยงามแตกต่างกันไป ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากในปัจจุบัน ราษฎรหลายท้องถิ่น มีฝีมือเป็นเลิศทางศิลปหัตถกรรมหลายแขนงที่สืบทอดมาแต่บรรพบุรุษ แต่ในวันนี้ศิลปเหล่านั้นขาดการสืบทอดและกำลังจะสูญสิ้นไป เพราะงานดังกล่าวหลายชนิดต้องใช้ความพากเพียรพยายาม ใช้เวลา และฝีมือที่ประณีตมาก จึงพระราชทานพระราชดำริว่า สมควรอนุรักษ์ไว้ให้เป็นสมบัติของชาติ เพื่อเป็นการแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองในด้านประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม และวิวัฒนาการของชนชาติไทยสืบไป

" ข้าพเจ้าจึงได้ค้นพบความสามารถที่แฝงอยู่ในตัวของคนไทย ทุกวันนี้ลูกหลานของชาวนาชาวไร่ผู้ยากจน และการศึกษาน้อยกลับมาเป็นผู้จรรโลงรักษาศิลปะของบ้านเมืองเราไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม คนไทยคนใดก็ตามที่ได้มีโอกาสฝึกหัดงานศิลปะ ล้วนแต่แสดงออกถึงฝีมืออันเลิศล้ำ ไม่เพียงแต่จะกรำงานในไร่นาผลิตเมล็ดข้าวและอาหารต่างๆ มาเลี้ยงชาติเท่านั้น มือที่กรำงานหนักนี้ยังสามารถประดิษฐ์ผลงานที่ละเอียดลออได้หลายรูปแบบ เช่น เครื่องถมเงินถมทอง และแพรพรรณอันสวยงาม เป็นต้น "

พระราชดำรัส สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
วันที่ 11 สิงหาคม 2523

         ที่ประชุมคณะทำงานฯ มีมติให้จัดทำแปลงสาธิตการปลูกหม่อน พร้อมทั้งเพาะขยายพันธุ์ต้นหม่อนพันธุ์ดี ส่งเสริมให้ราษฎรปลูกต้นหม่อนและเพิ่มมูลค่าผลผลิต โดยนำไปเลี้ยงไหม พร้อมทั้งให้คำแนะนำด้านวิชาการแก่ราษฎร

          ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้สำรวจออกแบบวางผังแปลง ปรับพื้นที่ พร้อมทั้งขุดสระน้ำเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ ลึก 3 เมตร ความจุ 19,000 ลูกบาศก์เมตร เพื่อกักเก็บน้ำสำรองไว้ใช้ สนับสนุนให้ปลูกหม่อนพันธุ์บุรีรัมย์ 60 และหม่อนพันธุ์พื้นเมือง รวมทั้งให้คำแนะนำด้านวิชาการ ทั้งนี้ องค์การบริหารส่วนตำบลโนนแดง อำเภอบ้านเขว้า จะคัดเลือกเกษตรกรประมาณ 120 คน จาก 8 หมู่บ้านให้เข้ามาดูแลแปลงหม่อน

แปลงหม่อนพันธุ์บุรีรัมย์ 60
สระน้ำขณะก่อสร้างเนื้อที่ 4 ไร่ ลึก 3 เมตร ความจุประมาณ 19,000 ลูกบาศก์เมตร

 

            การดำเนินงานในระยะต่อไป จะพัฒนาเป็นจุดสาธิตการเลี้ยง การสาวไหม และเป็นจุดรวบรวมเส้นไหมของอำเภอบ้านเขว้า ซึ่งทำให้ราษฎรที่เข้าร่วมโครงการได้เรียนรู้การพัฒนารูปแบบ ลวดลาย และคุณภาพของผ้าไหมที่ตรงกับความต้องการของตลาด นำความรู้ที่ได้รับจากการฝึกอบรม สาธิต ไปปฎิบัติและเผยแพร่ เป็นการส่งเสริมอาชีพและเพิ่มรายได้ให้ครอบครัวและชุมชน ให้สามารถพึ่งตนเองได้ตามระบบเศรษฐกิจพอเพียง ช่วยลดปัญหาการว่างงาน การอพยพแรงงาน ปัญหาสังคม และสามารถส่งเสริมให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวและศูนย์จำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าไหมของอำเภอบ้านเขว้า ต่อไป

"…ข้าพเจ้าเห็นแล้วว่าชาวบ้านในท้องถิ่นของไทยเรานั้นถูกแล้วที่เป็นชนชาติที่มีความเจริญมาช้านาน เจริญในที่นี้ข้าพเจ้าหมายถึงเจริญในทางด้านวัฒนธรรมและทางจิตใจ จะเห็นได้จากลักษณะลวดลายที่เขาทอผ้าออกมานี้ การให้สี การรู้จักใช้สีธรรมชาติจากรากไม้ต่างๆ แสดงให้เห็นว่า ปู่ ย่า ตา ยาย ของเขานี้มีวัฒนธรรม มีความรู้สูงมาก ก็อยากจะเก็บรักษาวัฒนธรรมนี้ไว้…"


พระราชดำรัส สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
วันที่ 12 สิงหาคม 2522


 

ผ้าเป็นปัจจัยหนึ่งในสี่ของความจำเป็นในชีวิตมนุษย์ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตราบจนถึงปัจจุบัน การศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับผ้าไทย พบว่า การทอผ้าของไทยมีมาแต่โบราณ ปรากฏในจดหมายเหตุและพงศาวดารตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา และกรุงรัตนโกสินทร์ผ้าไหมเป็นผ้าพื้นเมืองที่นิยมทอกันมากในภาคเหนือและภาคอีสาน เนื่องจากเป็นที่ยอมรับกันในเรื่องของความงาม ความคงทน ความแวววาว และมีอายุการใช้งานที่ยาวนานการผลิตผ้าไหมในภาคอีสาน นอกจากจะเป็นอาชีพเก่าแก่หลายร้อยปีมาแล้ว จากข้อมูลทางวัฒนธรรมชี้ให้เห็นว่า ชาวอีสานมีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและใช้ผ้าไหมมานาน โดยเฉพาะในกลุ่มชนต่างๆ เช่น ข่า กระโส้ กระเลิง ส่วย และเขมร การผลิตผ้าไหมของชาวอีสานนอกจากจะเป็นการผลิตเพื่อใช้สอยและเพื่อการค้าแล้ว ผ้าไหมยังมีบทบาทในทางสังคมด้วย เช่น การใช้ผ้าไหมที่ต่างกันและมีลวดลายสีสันต่างกันจะเป็นเครื่องบ่งบอกถึงฐานะและสถานภาพทางสังคมผ้าไหมของชาวอีสานมีชื่อเสียงในด้านความสวยงามประณีต ละเอียดอ่อน ทั้งสีสันและลวดลาย เช่น ผ้าไหมมัดหมี่จากอำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น ผ้าไหมบ้านหนองเขื่อนช้าง จังหวัดมหาสารคาม ผ้าไหมลายหงส์ประยุกต์ ลายมัดหมี่โฮ ลายลูกแก้ว และลายอำพรหมจากจังหวัดสุรินทร์ เป็นต้นสำหรับอำเภอบ้านเขว้า นั้น ผ้าไหมที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของชาวไทยและชาวต่างประเทศ คือ ผ้าไหมมัดหมี่ลายขอน้อย ซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านและอาชีพมาแต่เดิม ที่มีสีสวยงาม และราคาถูก