จากการที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในชนบทห่างไกล
ทรงพบว่า ราษฎรส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร ที่ต้องประสบภัยธรรมชาติต่างๆ
เช่น ฝนแล้ง นาล่ม ศัตรูพืชรบกวน ทำให้การทำมาหากินไม่ได้ผล
และได้ทอดพระเนตรผ้าซิ่นไหมพื้นเมืองที่ประชาชนสวมใส่ในขณะมาเฝ้าฯ
รับเสด็จ ทรงเห็นว่าแต่ละท้องถิ่นต่างมีลวดลายที่แปลกและหลากหลายสวยงามแตกต่างกันไป
ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากในปัจจุบัน ราษฎรหลายท้องถิ่น
มีฝีมือเป็นเลิศทางศิลปหัตถกรรมหลายแขนงที่สืบทอดมาแต่บรรพบุรุษ
แต่ในวันนี้ศิลปเหล่านั้นขาดการสืบทอดและกำลังจะสูญสิ้นไป
เพราะงานดังกล่าวหลายชนิดต้องใช้ความพากเพียรพยายาม ใช้เวลา
และฝีมือที่ประณีตมาก จึงพระราชทานพระราชดำริว่า สมควรอนุรักษ์ไว้ให้เป็นสมบัติของชาติ
เพื่อเป็นการแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองในด้านประวัติศาสตร์
เศรษฐกิจ สังคม และวิวัฒนาการของชนชาติไทยสืบไป
" ข้าพเจ้าจึงได้ค้นพบความสามารถที่แฝงอยู่ในตัวของคนไทย
ทุกวันนี้ลูกหลานของชาวนาชาวไร่ผู้ยากจน และการศึกษาน้อยกลับมาเป็นผู้จรรโลงรักษาศิลปะของบ้านเมืองเราไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม
คนไทยคนใดก็ตามที่ได้มีโอกาสฝึกหัดงานศิลปะ ล้วนแต่แสดงออกถึงฝีมืออันเลิศล้ำ
ไม่เพียงแต่จะกรำงานในไร่นาผลิตเมล็ดข้าวและอาหารต่างๆ
มาเลี้ยงชาติเท่านั้น มือที่กรำงานหนักนี้ยังสามารถประดิษฐ์ผลงานที่ละเอียดลออได้หลายรูปแบบ
เช่น เครื่องถมเงินถมทอง และแพรพรรณอันสวยงาม เป็นต้น
"
พระราชดำรัส
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
วันที่ 11 สิงหาคม 2523
ที่ประชุมคณะทำงานฯ
มีมติให้จัดทำแปลงสาธิตการปลูกหม่อน พร้อมทั้งเพาะขยายพันธุ์ต้นหม่อนพันธุ์ดี
ส่งเสริมให้ราษฎรปลูกต้นหม่อนและเพิ่มมูลค่าผลผลิต โดยนำไปเลี้ยงไหม
พร้อมทั้งให้คำแนะนำด้านวิชาการแก่ราษฎร
ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้สำรวจออกแบบวางผังแปลง
ปรับพื้นที่ พร้อมทั้งขุดสระน้ำเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ ลึก
3 เมตร ความจุ 19,000 ลูกบาศก์เมตร เพื่อกักเก็บน้ำสำรองไว้ใช้
สนับสนุนให้ปลูกหม่อนพันธุ์บุรีรัมย์ 60 และหม่อนพันธุ์พื้นเมือง
รวมทั้งให้คำแนะนำด้านวิชาการ ทั้งนี้ องค์การบริหารส่วนตำบลโนนแดง
อำเภอบ้านเขว้า จะคัดเลือกเกษตรกรประมาณ 120 คน จาก 8
หมู่บ้านให้เข้ามาดูแลแปลงหม่อน
|
|
|
|
แปลงหม่อนพันธุ์บุรีรัมย์
60
|
สระน้ำขณะก่อสร้างเนื้อที่
4 ไร่ ลึก 3 เมตร ความจุประมาณ 19,000 ลูกบาศก์เมตร
|
การดำเนินงานในระยะต่อไป
จะพัฒนาเป็นจุดสาธิตการเลี้ยง การสาวไหม และเป็นจุดรวบรวมเส้นไหมของอำเภอบ้านเขว้า
ซึ่งทำให้ราษฎรที่เข้าร่วมโครงการได้เรียนรู้การพัฒนารูปแบบ
ลวดลาย และคุณภาพของผ้าไหมที่ตรงกับความต้องการของตลาด
นำความรู้ที่ได้รับจากการฝึกอบรม สาธิต ไปปฎิบัติและเผยแพร่
เป็นการส่งเสริมอาชีพและเพิ่มรายได้ให้ครอบครัวและชุมชน
ให้สามารถพึ่งตนเองได้ตามระบบเศรษฐกิจพอเพียง ช่วยลดปัญหาการว่างงาน
การอพยพแรงงาน ปัญหาสังคม และสามารถส่งเสริมให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวและศูนย์จำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าไหมของอำเภอบ้านเขว้า
ต่อไป
"
ข้าพเจ้าเห็นแล้วว่าชาวบ้านในท้องถิ่นของไทยเรานั้นถูกแล้วที่เป็นชนชาติที่มีความเจริญมาช้านาน
เจริญในที่นี้ข้าพเจ้าหมายถึงเจริญในทางด้านวัฒนธรรมและทางจิตใจ
จะเห็นได้จากลักษณะลวดลายที่เขาทอผ้าออกมานี้ การให้สี
การรู้จักใช้สีธรรมชาติจากรากไม้ต่างๆ แสดงให้เห็นว่า
ปู่ ย่า ตา ยาย ของเขานี้มีวัฒนธรรม มีความรู้สูงมาก ก็อยากจะเก็บรักษาวัฒนธรรมนี้ไว้
"
พระราชดำรัส สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
พระบรมราชินีนาถ
วันที่ 12 สิงหาคม 2522