เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2542 สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนัก
งาน กปร.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้จัดให้มีการประชุมสัมมนาเรื่อง "สองทศวรรษศูนย์ศึกษาการพัฒนา
อันเนื่องมาจากพระราชดำริ"
ขึ้น ณ ห้องประชุมสุธรรม อารีกุล อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในวโรกาสที่ทรงมีพระชนมายุครบ 72 พรรษา ใน
ปี 2542 และเพื่อเป็นการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้บุคคลในวงการต่าง ๆ ทราบเกี่ยวกับการดำเนินงานของศูนย์ศึกษา
การพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

       ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐบาล รัฐวิสาหกิจ องค์กรเอกชน และนักวิชาการจากสาขาอาชีพ
ต่าง ๆ กว่า 300 คน โดยมี ฯพณฯ นายอำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี เป็นประธานในพิธีและพร้อมกันนี้ได้บรรยายพิเศษในหัว
ข้อเรื่อง "ภาพรวมศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริในรอบสองทศวรรษและแนวคิดทิศทางการดำเนินงานใน
ระยะต่อไป" มีใจความตอนหนึ่งสรุปว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเน้นย้ำอยู่เสมอถึงการพัฒนาคนให้มีความ
"พออยู่ พอกิน" และสามารถ "พึ่งตนเองได้" เป็นการสร้างฐานล่างให้มั่นคงและเป็นเป้าหมายของการพัฒนาประเทศ
ซึ่งการพัฒนานั้น ๆ จะต้องสอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่อย่างแท้จริง และด้วยเหตุนี้
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงได้พระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้น
เพื่อเป็นสถานที่สำหรับศึกษา ค้นคว้า ทดลอง หาแนวทางและวิธีการพัฒนาด้านต่าง ๆ ที่เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพท้องถิ่น
ให้เป็น "ตัวแบบของความสำเร็จ" ซึ่งเกษตรกรสามารถเข้ามาศึกษาหาความรู้และนำความรู้และวิธีการในการประกอบ
อาชีพกลับไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่ของตนเอง ซึ่งแนวทางการดำเนินงานของศูนย์ศึกษาฯที่พระองค์พระราชทานพระราชดำร
ิไว้มีสาระสำคัญสรุปได้ 5 ประการคือ

ฯพณฯ นายอำพล เสนาณรงค์
องคมนตรี เปิดการสัมนา และบรรยาย
พิเศษ

       1. เป็นสถานที่สำหรับรวบรวมการศึกษา ค้นคว้า การพัฒนาตามแนวทาง
ต่าง ๆ ที่เหมาะสมในชนบท และประสานการดำเนินงานให้สอดคล้องกันและ
ได้ประโยชน์อย่างเต็มที่
       2. เป็น "พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต" ให้บุคคลทุกชั้น ทุกระดับได้เข้า
มาเยี่ยมชม ศึกษา เรียนรู้ ดูงานได้อย่างสะดวกรวดเร็ว เสมือนเป็น "ศูนย์บริการ
แบบเบ็ดเสร็จ"
(one stop service) เป็นที่รวมของการศึกษาทดลองและ
สาธิตที่ได้รับผลสำเร็จทั้งทางด้านการเกษตรตลอดจนการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ
สังคม
       3. จุดสำคัญคือ เป็นสถานที่ซึ่งหน่วยงานต่าง ๆ ได้นำเอาผลงานของตนเอง
ที่มีอยู่แล้วมาทดลองผสมผสานการดำเนินงานร่วมกันเพื่อหาแนวทางที่เหมาะ
สมในการพัฒนา ทั้งนี้หากการดำเนินการดังกล่าวล้มเหลวก็ให้ยอมรับและหา
แนวทางอื่นที่เหมาะสมต่อไป

       4. เป็นสถานที่เผยแพร่ผลของการศึกษาทดลองที่ได้รับผลสำเร็จแล้วสู่เกษตรกรพื้นที่เป้าหมาย ซึ่งเรียกว่า "หมู่บ้านรอบ
ศูนย์ฯ"
เมื่อส่งเสริมให้กับหมู่บ้านรอบศูนย์ฯจนได้รับผลขั้นหนึ่งแล้วก็จะขยายผลส่งเสริมไปยังเกษตรกรในพื้นที่อื่นต่อไป
       5. เป็นศูนย์วิจัยส่วนพระองค์

       ในตอนท้ายของการบรรยายพิเศษ ท่านองคมนตรีได้เน้นย้ำถึงการทำงานร่วมกันในระยะต่อไปว่า ทุกฝ่ายควรยึดถือแนว
ทางการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นหลักสำคัญคือ การใฝ่รู้ มุ่งความเพียร (พระมหาชนก) พึ่งตนเอง
(เศรษฐกิจพอเพียง) รู้รัก สามัคคี (ติโต) ไม่หวังผลตอบแทน (นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ) และสุดท้ายคือ บำรุงร่างกาย
จิตใจ ให้เข้มแข็ง

       จากนั้นเป็นการบรรยายประกอบสไลด์มัลติวิชั่น เกี่ยวกับการดำเนินงานของศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ที่มีอยู่ในภูมิภาคต่าง ๆ
รวม 6 ศูนย์ ส่วนในช่วงบ่ายเป็นการอภิปรายเพื่อระดมความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมประชุมสัมมนาเกี่ยวกับทิศทางการดำเนิน
งานของศูนย์ศึกษาฯและแนวทางการขยายผลในระยะต่อไป โดยเฉพาะกลไกต่าง ๆ ได้แก่ หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และ
ประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานของศูนย์ศึกษาการพัฒนาได้อย่างไร โดยสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้

1. แนวคิดการพัฒนา
 1.1 การดำเนินงานของศูนย์ฯ จะให้ความสำคัญกับการทำงานในเชิงคุณภาพ
และประสิทธิภาพมากขึ้น
 1.2 กิจกรรมดำเนินงานต่าง ๆ จะมุ่งไปที่ผู้รับประโยชน์ให้สามารถพออยู่ พอกิน
และพึ่งตนเองได้
 1.3 ศูนย์ศึกษาฯ จะต้องพัฒนาตนเองไปสู่การพึ่งตนเอง โดยเฉพาะในด้านงบ
ประมาณ และสนับสนุนให้ศูนย์ฯเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

2. แนวทางการดำเนินงานในระยะต่อไป
 2.1 ให้ความสำคัญกับการขยายผลการพัฒนาที่ประชาชนสามารถนำไปปฏิบัติได้ภายใต้เทคโนโลยีที่ไม่ซับซ้อน เน้นความ
ประหยัดและเรียบง่าย
 2.2 การขยายผลการพัฒนาต้องทำให้ครบวงจร เหมาะสม เทคโนโลยีไม่สูง และการดำเนินงานต้องค่อยเป็นค่อยไป ไม่ก้าว
กระโดด
 2.3 เน้นการทำงานร่วมกันระหว่างศูนย์ศึกษาฯ กับประชาชนผู้ได้รับประโยชน์
 2.4 พัฒนา ปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณศูนย์ศึกษาฯ เพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ต่อไป
3. การบริหารจัดการ
 3.1 การดำเนินงานต้องให้ความสำคัญกับแผน รวมถึงการติดตามประเมินผล
 3.2 เพิ่มประสิทธิภาพของบุคลากรโดยให้ความรู้ ฝึกอบรม เพิ่มทักษะในการทำงานให้มีคุณภาพมากขึ้น
 3.3 พัฒนาระบบการบริหารทั้งแนวดิ่งและแนวราบ เน้นการทำงานร่วมกันเป็นทีม
 3.4 พัฒนา ปรับปรุงระบบข้อมูลให้ทันสมัย และสร้างเครื่องชี้วัดในการพัฒนาด้านต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพ
4. บทบาทและแนวทางการมีส่วนร่วม
 4.1 ภาคราชการ ต้องดำเนินการตาม "เครื่องมือ" (แผนแม่บท) ที่วางไว้ โดยเฉพาะการสนับสนุนบุคลากรเข้าร่วมดำเนินการ
 4.2 ภาคเอกชน ต้องเปิดกว้างมากขึ้นโดยการสนับสนุนทรัพยากรต่าง ๆ ที่มีเช่น พลังงาน เงินทุน เป็นต้น
 4.3 ประชาชน ต้องมีความกระตือรือร้น ไม่รอรับผลการพัฒนาแต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องร่วมมือที่จะพัฒนาตนเองและ
ชุมชนของตนเอง โดยเฉพาะการเป็นตัวอย่างในการนำผลการพัฒนาไปขยายสู่ชุมชนอื่น ๆ ต่อไป

       ก่อนปิดฉากการประชุมสัมมนาในครั้งนี้ ฯพณฯ นายอำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี ได้กล่าวสรุปและให้โอวาทแก่ผู้เข่าร่วม
ประชุมสัมมนา สรุปสาระสำคัญได้ว่า การดำเนินการของศูนย์ศึกษาฯ ทั้ง 6 ศูนย์ฯ นั้น อาจมีเหตุปัจจัยแตกต่างกันไปทั้งใน
ด้านพื้นที่ ประชาชน งบประมาณ รวมทั้งรูปแบบการดำเนินงานซึ่งไม่มีสูตรตายตัว แต่การดำเนินงานในที่สุดแล้วต่างก็มีเป้า
หมายเดียวกันคือ ความพออยู่ พอกิน และพึ่งพาตนเองได้ของราษฎรตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง ขอให้ผู้ที่เกี่ยว
ข้องร่วมกันทำงานสนองพระราชดำริต่อไปด้วยความมานะ ซื่อสัตย์ สุจริต ตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้า
อยู่หัว โดยขอให้เน้นการดำเนินงานใน 3 ประการนี้คือ
1. การปรับปรุงงานให้สอดคล้องกับแนวพระราชดำริที่พระราชทานไว้
2. การเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณ
3. การขยายผลการพัฒนาต้องอาศัยการมีส่วนร่วมทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน
       การประชุมสัมมนาได้จบลงด้วยความปิติและอิ่มเอมใจของทุกคน เพราะโอกาสที่ผู้ปฏิบัติงานในศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ
จะได้มารวมตัวกันครบทั้ง 6 ศูนย์เพื่อพบปะพูดคุย รับทราบปัญหาและแลกเปลี่ยนทัศนะต่อกันเช่นนี้ คงเป็นเรื่องที่ไม่ได้เกิด
ขึ้นบ่อยนัก ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในบรรยากาศของการประชุม ตั้งแต่เริ่มต้นจนปิดฉากลง จึงเป็นนิมิตหมายและ
เครื่องยืนยันอันดีว่า ภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ของทุกคนที่จะต้องร่วมกันทำจากนี้ไปก็คือ การสืบสานพระราชปณิธานของ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในอันที่จะพัฒนาให้พสกนิกรของพระองค์มีความพออยู่ พอกิน และพึ่งพาตนเองได้อย่างม
ีความสุขตลอดไป

 

mail to  Chaipattana Network