ทรัพยากรป่าไม้มีความสำคัญต่อชีวิต และความเป็นอยู่ของคนไทยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีความสัมพันธ์
กับทรัพยากรสัตว์ป่า ทรัพยากรดิน และทรัพยากรน้ำ แต่การทำลายทรัพยากรป่าไม้ได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกภูมิภาค โดย
เฉพาะในช่วงการใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2504-2509) จนถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ
สังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 (พ.ศ.2540-2544) พื้นที่ป่าไม้ของประเทศไทยได้ถูกบุกรุกจนลดลงจากร้อยละ 53.3 ของพื้นที่
ประเทศ เหลือเพียงไม่เกินร้อยละ 20 สาเหตุเกิดจากความต้องการพื้นที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจ การเพิ่มขึ้นของประชากร การ
ให้สัมปทานตัดไม้ การถางป่าทำไร่เลื่อนลอยและการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ตลอดจนขาดการจัดการทรัพยากรป่าไม้อย่างม
ีประสิทธิภาพ

       ป่าสงวนแห่งชาติกุยบุรี อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีพื้นที่
ประมาณ 596,875 ไร่ ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่ป่าอุดมสมบูรณ์ มีป่าไม้และสัตว์ป่า
ที่หายาก รวมทั้งเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร ก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกับพื้นที่ป่า
ทั่วประเทศคือมีราษฎรบุกรุกเข้าไปถากถาง เพื่อเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจ โดย
เฉพาะสับปะรดและเป็นที่อยู่อาศัย ตลอดจนการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า จึงก่อ
ให้เกิดปัญหาสภาพดินและป่าเสื่อมโทรม ซึ่งส่งผลกระทบต่อแหล่งอาหาร
และที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า โดยเฉพาะช้างป่าที่อยู่อาศัยบริเวณนั้นมีมากถึง
107 เชือก เมื่อป่าไม้เสื่อมโทรมและแหล่งอาหารลดลง ทำให้โขลงช้างป่า
ลงมาบุกรุกไร่สับปะรดของราษฎร เกิดความเสียหายทุกปี จนกระทั่งเกิดข้อ
พิพาทระหว่างคนกับช้างป่าขึ้น ทำให้ช้างป่าถูกทำร้ายบาดเจ็บและเสียชีวิต
ไปหลายเชือก

       เมื่อความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยพระราชหฤทัยที่
เปี่ยมล้นไปด้วยพระเมตตา เกรงว่าพสกนิกรจะได้รับความเดือดร้อน และ
ช้างป่าจะถูกทำร้าย จึงได้พระราชทานพระราชดำริ เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน
2540 ณ พระราชวังไกลกังวล เพื่อดำเนินการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่า
บริเวณป่าสงวนแห่งชาติกุยบุรีความว่า

       "ให้ดำเนินการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่าบริเวณป่าสงวนแห่ง
ชาติกุยบุรี โดยใช้รูปแบบการฟื้นฟูเช่นเดียวกับการดำเนินงานโครง
การศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
จังหวัดเพชรบุรี และโครงการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มอัน
เนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดราชบุรี"

ฝายเก็บน้ำขนาดเล็ก (Check dam)

       และเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2541 ได้พระราชทานพระราชดำริ เกี่ยวกับแนวทางในการปลูกป่า การพัฒนาที่ดิน และ
แหล่งน้ำ ดังนี้

       ปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก ปล่อยให้ขึ้นเองตามธรรมชาติ
ซึ่งจะทำให้ประหยัดงบประมาณได้มาก ให้ปลูกสับปะรดที่ไม่
จำเป็นต้องมีคุณภาพดีนัก สำหรับเป็นอาหารช้าง โดยที่ลูกค้าของ
สับปะรดคือช้าง และเพื่อให้คนและช้างสามารถอยู่ร่วมกันได้
อย่างปกติสุข ให้ชาวบ้านมาช่วยดูแลพืชอาหารช้าง พร้อมทั้ง
ให้ค่าตอบแทนเขาด้วยถ้าชาวบ้านไม่มีที่พักให้จัดทำที่พักอาศัย
ให้โดยไม่ต้องแพงนัก และให้ปลูกผักสวนครัวในพื้นที่ด้วย

       สำรวจตรวจสอบพื้นที่ที่เหมาะสมที่จะทำ Check dam
ซึ่งหากพิจารณาแล้วเห็นว่ามีความเหมาะสมก็ดำเนินการได้เลย

       พัฒนาที่ดินโดยใช้หญ้าแฝก เพราะมีระบบช่วยอุ้มน้ำ
สร้างความชุ่มชื้นได้มากและจะพัฒนาดินด้วย

       ถ้าฝนแล้งหรือเกิดน้ำท่วม ก็พิจารณาหาแหล่งน้ำสัก 1 จุด
ซึ่งจะใช้น้ำมาเติม Check dam ก็ได้ และเนื่องจากแม่น้ำกุยบุรี เป็น
แม่น้ำสายสำคัญ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำน้อย และตื้นเขินในฤดูแล้ง ควร
มีการสร้างฝายหรือเขื่อนกักน้ำ รวมถึงการขุดลอก หรือหาแนวทาง
แก้ไข โดยวิธีอื่น เพื่อให้มีน้ำใช้ได้ตลอดปี เพื่อใช้ประโยชน์ในการเกษตร
และการใช้สอยของราษฎรในบริเวณลุ่มน้ำดังกล่าว

การฟื้นฟูสภาพป่าไม้ โดยการ
ปลูกป่าแบบไม่ต้องปลูก

       สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) กองทัพภาคที่ 1
กรมป่าไม้ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ได้
ร่วมกันดำเนินการสนองพระราชดำริ เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันสามารถดำเนินการตามแนวพระราชดำริ
ได้ผลในระดับหนึ่ง ดังนี้

ด้านการอำนวยการและแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดิน

       ขอใช้พื้นที่จากองค์การบริหารส่วนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเช่ามาจากกรมป่าไม้ จำนวน 3,500 ไร่ และพื้นที่ป่า
สงวนกุยบุรีจำนวน 15,175 ไร่ รวม 18,675 ไร่ ซึ่งราษฎรส่วนใหญ่ได้ให้ความร่วมมือในการอพยพออกจากพื้นที่เป็นอย่าง
ดี ในปัจจุบันไม่มีปัญหาการบุกรุกของราษฎรในพื้นที่โครงการ รวมทั้งได้มีการจัดตั้งชุดเจ้าหน้าที่ป้องกันการบุกรุกพื้นที่
โครงการ โดยจัดตั้งจุดตรวจร่วมกับทหารและเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี

       การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ให้แก่ราษฎรในพื้นที่โครงการ และบุคคลทั่วไป ตลอดจนสื่อมวลชน เพื่อให้มีความเข้าใจ
และให้ความร่วมมือในการสนับสนุนการดำเนินงานของโครงการเป็นอย่างดี รวมทั้งปลูกจิตสำนึกให้มีความหวงแหนใน
ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า โดยการใช้สื่อประชาสัมพันธ์ในด้านต่าง ๆ ได้แก่ สื่อวิทยุกระจายเสียง การเผยแพร่สารคดีทาง
โทรทัศน์ การใช้สื่อสิ่งพิมพ์ เอกสารและข้อมูลข่าวสารให้แก่หนังสือพิมพ์ รวมทั้งการจัดทำ Website เผยแพร่งานโครง
การทาง Internet

ด้านการอนุรักษ์ดินและน้ำตามแนวพระราชดำริ

       จัดทำแผนที่ทางกายภาพ ระวาง 1:4000 เพื่อกำหนดขอบเขตของโครงการให้ชัดเจนและการจัดทำ Contour
 map เพื่อดำเนินการกำหนดรูปแบบและใช้ประโยชน์ในการจัดทำฝายเก็บกักน้ำขนาดเล็ก (Check dam) เพื่อการอนุรักษ
์ดินและน้ำ รวมทั้งการจัดทำฝายเก็บกักน้ำขนาดเล็กจำนวน 50 แห่ง และดำเนินการขยายพันธุ์หญ้าแฝกและปลูกหญ้าแฝก
จำนวน 10,000 ต้น

       ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก จำนวน 7 แห่ง และฝายน้ำล้น จำนวน 1 แห่ง เพื่อใช้ประโยชน์ในการฟื้นฟูรักษาป่า และ
เป็นแหล่งน้ำให้แก่สัตว์ป่า รวมทั้งนำน้ำมาเติมให้แก่ Check dam โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสัตว์ป่าในพื้นที่
โครงการ

ด้านการฟื้นฟูสภาพป่าไม้ให้กลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์

       ปลูกป่าในพื้นที่เร่งด่วน จำนวน 175 ไร่ โดยใช้พันธุ์ไม้ขนาด 1 เมตร จำนวน 30 ชนิด และปลูกป่าในพื้นที่ 1,500
ไร่ โดยใช้พันธุ์ไม้ขนาด 50 เซนติเมตร จำนวน 20 ชนิด รวมทั้ง การป้องกันและควบคุมไฟป่า โดยการฝึกอบรมอาสาสมัคร
ป้องกันไฟป่า จำนวน 2 รุ่น และสำรวจข้อมูลไฟป่าในพื้นที่ จำนวน 1,876 ไร่

       การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ได้เข้ามาร่วมดำเนินการฟื้นฟูสภาพป่าในพื้นที่โครงการ จำนวน 9,972 ไร่ ซึ่งปลูก
ป่าแล้วเสร็จจำนวน 1,968 ไร่ และได้ดำเนินการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนในหมู่บ้านพุบอน ย่านซื่อ และบ้านรวมไทย โดย
การส่งเสริมการฝึกอบรมให้แก่ราษฎรในพื้นที่โครงการ ให้สามารถมีอาชีพและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ด้านการอนุรักษ์และป้องกันสัตว์ป่า

       ดำเนินการวางแผนสำรวจข้อมูลในด้านต่าง ๆ เกี่ยวกับพฤติกรรมของช้างในพื้นที่ 19 ลุ่มน้ำ เช่น โป่ง น้ำ เส้นทางเดิน
ของช้าง ความหลากหลายทางชีวภาพ และพืชอาหารช้าง ซึ่งได้ดำเนินการสำรวจไปแล้ว 3 ลุ่มน้ำ ได้แก่ บริเวณหุบมะกรูด
พุบอนและคลองลาน โดยทำการสำรวจใน 2 ด้าน คือ

       เชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์เพื่อขอข้อมูลจากชาวบ้าน

       เชิงปริมาณ โดยการเก็บสถิติการออกมาหากินของช้างนอกพื้นที่ป่า

       จากการสำรวจเมื่อเริ่มโครงการ (พ.ศ.2540) พบว่า ช้างมีแนวโน้มเดินทาง
ออกนอกพื้นที่ป่ามากขึ้น กล่าวคือเมื่อ 3 ปีก่อน ออกมานอกพื้นที่ครั้งละ 2 ชั่วโมง
ต่อมาค่อย ๆ เพิ่มเป็น 6 ชั่วโมง และ 12 ชั่วโมง ตามลำดับ ซึ่งขณะนี้แนวโน้มดัง
กล่าวเริ่มลดลงและสำรวจพบว่ามีพันธุ์ไม้ จำนวน 32 ชนิด ที่ช้างใช้เป็นอาหารได้
 และการสำรวจแหล่งน้ำพบว่ามีเพียงพอให้แก่ช้างตลอดปี

       นอกจากนี้ ได้มีการจัดเจ้าหน้าที่ พร้อมวัสดุอุปกรณ์ในการดูแลและเฝ้าระวัง
ช้างป่า ซึ่งขณะนี้ไม่พบปัญหาของผลกระทบระหว่างคนกับช้าง และช้างได้เพิ่ม
จำนวนมากขึ้น

การปลูกพืชอาหารช้าง เช่น กล้วย อ้อย
และ ไผ่

การส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ

ดำเนินการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพให้แก่ราษฎรในโครงการในด้านต่าง ๆ ดังนี้

       ฝึกอบรมให้ความรู้ระบบนิเวศน์ (เกษตรยั่งยืน) ด้านการอนุรักษ์ดินและน้ำ ทรัพยากรป่าไม้ จำนวน 48 คน

       ส่งเสริมการทำปุ๋ยหมัก สาธิตและให้ความรู้ในการทำปุ๋ยหมักแก่เกษตรกร

       ส่งเสริมและเพิ่มผลผลิตปลาในแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยการปล่อยพันธุ์ปลา จำนวน 200,000 ตัว

       ส่งเสริมการปลูกหญ้าแฝก โดยให้ความรู้แก่เกษตรกร และเพาะพันธุ์หญ้าแฝกลงถุงนำไปปลูกในพื้นที่ที่มีปัญหาการชะ ล้างพังทลายของดิน จำนวน 20,000 ถุง

       การดำเนินงานอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่าบริเวณป่า
สงวนแห่งชาติกุยบุรีตามแนวพระราชดำริ เป็นการดำเนิน
งานเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่าให้สมบูรณ์ ซึ่งจะ
ทำให้สัตว์ป่า มีแหล่งน้ำและอาหารเพียงพอสำหรับการ
ดำเนินชีวิต นอกจากนี้ ยังได้ศึกษาทัศนคติและปลูกฝังให้
ราษฎรมีจิตสำนึกในการร่วมอนุรักษ์ป่าไม้และสัตว์ป่า
ตลอดจนการส่งเสริมพัฒนาอาชีพ เพื่อให้ราษฎรในพื้นที
่รอบโครงการมีฐานะความเป็นอยู่ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ซึ่งแสดงให้เห็นว่า น้ำพระทัยอันประเสริฐของ พระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มิได้มีเพียงแต่ช่วยปัดเป่าความ
ทุกข์ยากของพสกนิกรของพระองค์เท่านั้น หากยังได้
เผื่อแผ่ต่อสัตว์ป่าต่าง ๆ เพื่อให้พ้นจากการถูกทำร้าย
และสามารถอยู่อย่างปกติสุขได้ตลอดไป

กรมชลประทานได้ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ
เพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูป่าและเป็น
แหล่งน้ำให้สัตว์ป่า

 

mail to  Chaipattana Network