ฉบับเดือน เมษายน ๒๕๔๕

 
 
 
 
 
 
 
 
 
เรียบเรียงโดย
อภิศักดิ์ สรวิสูตร


 

 

 

 

    




"...เศรษฐกิจของเราขึ้นอยู่กับการเกษตรมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว รายได้ของประเทศที่ได้ มาสร้างความเจริญด้านต่างๆ เป็นรายได้จากการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ จึงอาจกล่าวได้ว่า ความเจริญของประเทศต้องอาศัยความเจริญของการเกษตรเป็นสำคัญ และงานทุกๆ ฝ่ายจะดำเนินก้าวหน้าไปได้ก็เพราะการเกษตรของเราเจริญ..."
พระบรมราโชวาท
9 กรกฎาคม 2507

     จากพระบรมราโชวาทในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของภาคการเกษตรที่มีต่อประเทศชาติ และประชาชนชาวไทย ทรงห่วงใยในสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร ทรงเล็งเห็นความทุกข์ยากเดือดร้อนของเกษตรกร ซึ่งส่วนใหญ่มีสภาพยากจน มีหนี้สิน ทั้งๆ ที่ประเทศไทยอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ
     พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงตั้งพระราชหฤทัยที่จะช่วยเหลือเกษตรกรของชาติให้หลุดพ้นจากความทุกข์ยาก สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างพอเพียง คือ มีความพออยู่ พอกิน ซึ่งแนวพระราชดำริในเรื่อง "ทฤษฎีใหม่"   เป็นแนวพระราชดำริที่สำคัญประการหนึ่ง ที่สามารถช่วยเหลือและบรรเทาปัญหาให้แก่ราษฎรในการประกอบอาชีพทางการเกษตร ซึ่งขณะนี้มีเกษตรกรหลายรายได้นำแนวพระราชดำรินี้ไปปรับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ และก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและครอบครัวอย่างมากมาย

      นายทนันชัย ตรังคานุกูลกิจ คหบดีของจังหวัดอุดรธานี เป็นอีกผู้หนึ่งที่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระราชทานแนวพระราชดำริ "ทฤษฎีใหม่" ให้แก่พสกนิกรชาวไทยนำไปปฏิบัติ จึงได้น้อมเกล้าฯ ถวายที่ดิน เพื่อทำเป็นแปลงสาธิตการนำแนวทฤษฎีใหม่มาใช้ในพื้นที่ดังกล่าว อันจะเป็นต้นแบบให้เกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ได้ใช้เป็นสถานที่ศึกษาหาความรู้ด้านเทคโนโลยีการเกษตร

      เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2542 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายทนันชัย ตรังคานุกูลกิจ เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี แทนพระองค์ เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายที่ดิน จำนวน เนื้อที่ 20 ไร่ 3 งาน ตั้งอยู่ ณ บ้านติ้ว หมู่ที่ 6 ตำบลเมืองพาน อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริเกี่ยวกับที่ดินแปลงดังกล่าว "ให้มูลนิธิชัยพัฒนา ใช้ประโยชน์"

      เพื่อเป็นการสนองพระราชดำริ มูลนิธิชัยพัฒนาจึงได้ร่วมกับหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องจัดทำโครงการสาธิตการพัฒนาพื้นที่ การเกษตรแบบผสมผสานบ้านติ้วขึ้น "ดำเนินการพัฒนาด้านการเกษตร และวางผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยเน้นให้เป็นลักษณะแปลงสาธิตทฤษฎีใหม่ เพื่อเป็นทางเลือกและเป็นตัวอย่างสำหรับเกษตรกร นำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาอาชีพการเกษตรต่อไป"    โดยการจัดแปลงเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 พื้นที่ 5 ไร่ เป็น แปลงปลูกไม้ใช้สอย ส่วนที่ 2 พื้นที่ 2 ไร่ เป็นแปลงสาธิตปลูกพืชระยะสั้น และส่วนที่ 3 พื้นที่ 5 ไร่ เป็นแปลงนา นอกจากนี้ยังมีสระน้ำ ซึ่งมีความจุ 4,000 ลูกบาศก์เมตร และคัดเลือกเกษตรกรที่ขยันขันแข็ง แต่ไม่มีที่ทำกินเข้ามาทำงานในโครงการฯ ทำให้ได้รับความรู้ด้านการเกษตร โดยในระยะแรกที่ยังไม่มีผลผลิตก็ได้รับค่าแรงตอบแทนไปก่อน นอกจากนี้ โครงการฯ ยังได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการเกษตรให้แก่ราษฎร จัดสร้างศาลาวิชาการขนาดเล็กสำหรับบรรยายและจัดนิทรรศการให้ความรู้แก่เกษตรกร และผู้สนใจเข้ามาศึกษาดูงาน โดยให้เกษตรกรที่ทำกินอยู่ในพื้นที่เป็นผู้บรรยายกิจกรรมต่างๆ ซึ่งเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีต่างๆ ที่เหมาะสม และเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2542 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนิน และทอดพระเนตรการดำเนินงานโครงการฯ

แผนผังแปลงสาธิตโครงการพัฒนาพื้นที่การเกษตรทฤษฎีใหม่
บ้านติ้ว ตำบลเมืองพาน อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี
พื้นที่จำนวน 20 ไร่ 3 งาน

1. มะม่วงโชคอนันต์
    ฝรั่งแป้นสีทอง

2. มะม่วงเขียวเสวย
    พุทธาพันธุ์เจดีย์ทอง
3. ลำใยพันธุ์สีดอ
    พุทธาพันธุ์เจดีทอง
4. ลิ้นจี่
    ฝรั้งแป้นสีทอง
5. ขนุนพันธุ์ดี 5 สายพันธุ์
    พุทธาพันธุ์เจดีย์ทอง
6. กระท้อนพันธุ์ปุยฝ้าย
    ฝรั่งพันธุ์กลมสาลี่
7. ส้มโอพันธุ์ทองดี
    น้อยหน่าหนัง
8. ละมุดพันธุ์มะกอก
    น้อยหน่าหนัง
9. มะพร้าวน้ำหอม,มะนาว,
มะกรูด,สะตอ,เหลียง,แคเตี้ย
10. มะกอกน้ำ


      เนื่องจากพื้นที่ตั้งโครงการฯ เป็นพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยกุดแฮ่และห้วยโมงตอนบน ซึ่งประสบปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำ เกษตรกรในบริเวณใกล้เคียงโครงการฯ ได้รับความเดือดร้อนจากน้ำท่วมพื้นที่นาและพื้นที่การเกษตรอื่นๆ ประมาณ 200-1,000 ไร่ ทุกปี เกษตรกรได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ตั้งแต่ระยะตกกล้า จนกระทั่งระยะปักดำและส่งผลต่อเนื่องถึงระบบการดำรงชีพที่พึ่งพาการเกษตรเป็นหลัก

      เมื่อช่วงฤดูฝนปี 2543 เกิดน้ำท่วมพื้นที่โครงการและพื้นที่เกษตรบริเวณใกล้เคียง คณะทำงานโครงการฯ จึงเข้าช่วยเหลือ เพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อน โดยจัดทำแผนแก้ไขปัญหาที่สอดคล้องกับสภาพทางภูมิศาสตร์และสังคมศาสตร์ และเน้นให้เกษตรกรมีส่วนร่วมด้วย

      สำหรับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์ประธานมูลนิธิชัยพัฒนา ได้มีพระราชานุมัติให้มูลนิธิชัยพัฒนา นำเงินกองทุนผู้ประสบภัยเพื่อสำรองจ่ายในกรณีฉุกเฉินและเร่งด่วน จำนวน 250,000 บาท สนับสนุนแก่กรมวิชาการเกษตร นำไปจัดทำโครงการฟื้นฟูด้านการเกษตรช่วยเหลือเกษตรกร 60 ครอบครัว ที่ได้รับความเดือดร้อนจากน้ำท่วม สนับสนุนพันธุ์พืช พันธุ์ข้าว พันธุ์ข้าวโพดเทียน (ฝักสด) พันธุ์ถั่วลิสง ถั่วเขียว และผักสวนครัว อีกทั้งสนับสนุนการใช้ปุ๋ยหมักและปุ๋ยพืชสดในการปรับปรุงบำรุงดิน แต่มีเงื่อนไข คือ เมื่อเกษตรกรนำไปปลูกและได้ผลผลิตแล้วต้องนำเมล็ดพันธุ์ส่งคืน เพื่อแจกจ่ายให้เกษตรกรรายอื่น หรือเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้ในฤดูเพาะปลูกต่อไป

บ้านพักเกษตรกร
แปลงปลูกข้าวของเกษตรกร


      ส่วนการแก้ไขปัญหาระยะยาว มูลนิธิชัยพัฒนาได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำรวจและพิจารณาหาแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำจากห้วยกุดแฮ่ล้นฝั่งขึ้นมาท่วมพื้นที่โครงการ ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีฝายที่ชำรุดใช้การไม่ได้อยู่บริเวณท้ายน้ำลงไปประมาณ 1-2 กิโลเมตร ซึ่งเมื่อได้รับการปรับปรุงจะสามารถควบคุมระดับน้ำในลำห้วยกุดแฮ่ได้ และแนวทางการดำเนินงานต่อไปของโครงการฯ จะเน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร รวมทั้งสามารถสนับสนุนปัจจัยการเกษตรบางส่วนให้กับเกษตรกรผู้สนใจ อีกทั้งสามารถช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่การเกษตรโดยการปรับปรุงบำรุงดินและปลูกพืชไร่ในช่วงฤดูแล้ง ทดแทนผลผลิตที่เสียหายจากน้ำท่วม

      นี่คืออีกโครงการหนึ่ง ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว องค์นายกกิตติมศักดิ์มูลนิธิชัยพัฒนา และ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์ประธานมูลนิธิชัยพัฒนา ที่ทรงช่วยเหลือเกษตรกรให้ได้รับความรู้ทางการเกษตรที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของตนเอง และในยามที่ประสบอุทกภัยได้พระราชทานพระมหากรุณาธิคุณช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่การเกษตรที่ได้รับความเสียหาย ให้สามารถกลับมาใช้ประโยชน์ได้ดังเดิม มีพันธุ์พืชปลูกทดแทนเป็นรายได้ พอที่จะบรรเทาปัญหาเฉพาะหน้าและประคับประคองชีวิตให้ดำรงอยู่ต่อไปได้