ฉบับเดือน เมษายน ๒๕๔๕

 
 
 
 
 
 
 
 
 
เรียบเรียงโดย
สุพร ตรีนรินทร์

 

 กองทัพมด : ผู้บุกเบิกเส้นทางค้าขาย

     เมื่อเอ่ยถึงชายแดนไทย-มาเลเซีย สิ่งหนึ่งที่ทำให้คิดคำนึงถึง นั่นคือ "กองทัพมด" ซึ่งมีอยู่คู่กับพื้นที่บริเวณนี้มาหลายทศวรรษ กองทัพดังกล่าวหาใช่กองทัพติดอาวุธไม่ แต่เป็น "กองทัพทางสังคม" กองทัพของการลักลอบค้าขายสินค้าระหว่างกันของราษฎรในเขตชายแดนทั้งสองฝั่ง เหตุที่เรียกกองทัพมดเนื่องจากการขนสินค้าไปขายนั้น แต่ละคนจะขนไปทีละน้อย เช่นเดียวกับมดที่ขนอาหาร หรือน้ำตาลทีละเม็ด เดินตามกันเป็นแถวยาว เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับของศุลกากร กองทัพมดนี้จะขนส่งสินค้าด้วยการเดินเท้า เรือข้ามฟาก รถยนต์ หรือรถไฟ เพื่อข้ามชายแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน สินค้าฝั่งไทยที่นำไปขายได้แก่ ข้าวสาร น้ำตาล แป้งมัน และของใช้ในชีวิตประจำวัน ส่วนสินค้าฝั่งมาเลเซียที่นำมาขายฝั่งไทย ได้แก่ น้ำมันพืช และของใช้ทั่วไป

     แม้ภายหลังการค้าขายระหว่างเขตแดนไทย-มาเลเซียได้เปลี่ยนรูปแบบและชนิดของสินค้าไปบ้าง แต่สินค้าเลี่ยงภาษีสิ่งหนึ่งที่ไม่ได้คาดคิดว่าจะเข้ามามีส่วนแบ่งในตลาดภาคใต้ของไทยเกือบร้อยเปอร์เซนต์ ทั้งที่ภาคเหนือของไทยสามารถผลิตได้เป็นอย่างดี นั่นคือ "ไม้ดอก-ไม้ประดับ" ซึ่งถูกนำมาใช้กันอย่างมาก ทั้งประดับตกแต่งโรงแรมที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในเขตอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาและจังหวัดใกล้เคียง และนำมาใช้ในงานเทศกาล ชีวิตประจำวัน ตกแต่งบ้านและอื่นๆ ไม้ดอก-ไม้ประดับของต่างประเทศมีราคาถูก เพราะค่าใช้จ่ายในการขนส่งถูกกว่าไม้ดอกที่นำมาจากภาคเหนือของเมืองไทย จึงเป็นที่นิยมซื้อของผู้บริโภคในภาคใต้
เมื่อวันที่ 21 พฤษจิกายน 2544 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯไปทอดพระเนตรการดำเนินงานและแปลงดอกไม้ของเกษตรกรหมู่บ้านปิยะมิตร 2

 เจ้าหญิงแห่งพงไพร ทรงห่วงใยไทยทั่วหล้า

     ช่วงก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ประเทศไทยได้นำเข้าไม้ดอกเมืองหนาวจากต่างประเทศมีมูลค่าสูงถึงปีละประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาท นับว่าคนไทยต้องเสียเงินจำนวนมากกับสินค้าฟุ่มเฟือยที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตภาคใต้ ไม้ดอก-ไม้ประดับจากต่างประเทศได้เข้ามามีส่วนแบ่งในตลาดเกือบทั้งภาค ทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียเงินและเสียรายได้จากการเก็บภาษีอากรมูลค่านับหลายล้านบาท

      ด้วยทรงตระหนักถึงความสูญเสียของประเทศไทยดังกล่าวข้างต้น ในเดือนธันวาคม 2536 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชดำริแก่นายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ว่า "ให้ดำเนินการศึกษาทดลองการผลิตไม้ดอกในพื้นที่ภาคใต้เพื่อศึกษาศักยภาพและทดแทนการนำเข้าจากต่ างประเทศ"      และต่อมาในปี 2537 พระราชทานพระราชดำริว่า "ภาคใต้มีการใช้ไม้ดอกกันมาก ซึ่งต้องซื้อจากต่างประเทศ หากมีการผลิตเสียเองในภาคใต้ก็จะเกิดประโยชน์มาก"          และ  "การทดสอบปลูกไม้ดอกเมืองหนาวนั้น ถ้าขึ้นไปทดสอบบนพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลมากขึ้น เช่น ที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา หรือที่เขาสก จังหวัดสุราษฎร์ธ านี อาจจะสามารถพัฒนาคุณภาพของไม้ดอกได้ดียิ่งขึ้น โดยให้ดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้ของการปลูกไม้ดอกไม้ประดับในลักษณะการทดลองขนาดเล็ก และอย่าให้มีปัญหาเรื่องการใช้ที่ดินกับราษฎรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่"

     จากแนวพระราชดำริดังกล่าว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงได้ดำเนินการสำรวจและคัดเลือกพื้นที่ที่มีความเหมาะสมต่อการดำเนินงานโครงการ ไม้ดอกเมืองหนาว อันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้นในเขตพื้นที่ภาคใต้

 ใต้สุดแดนสยาม : เส้นทางสายหมอก ดอกไม้บาน

     "ใต้สุดแดนสยาม" เมื่อนึกถึงชื่อนี้ คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าเป็นพื้นที่ที่มีอากาศร้อนชื้น พรรณไม้ใบเขียวครึ้ม ฝนตกชุกตลอดทั้งปี แต่ใครเล่าจะนึกถึงภาพคลื่นทะเลหมอกที่ลอยเวียนไปมาในหุบเขาสูงเตี้ยสลับกันไป อากาศเย็นสบาย จนไม่คิดว่าที่นี่ คือ ภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งอยู่ห่างจากเส้นศูนย์สูตรไม่ไกลนัก ที่ตำแหน่งเส้นแวงที่ 101 องศา มีความสูงประมาณ 800 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง อุณหภูมิโดยเฉลี่ย 17-25 องศาเซลเซียส และอยู่ใกล้ชายแดนประเทศมาเลเซีย บริเวณที่กล่าวถึงนี้ คือ

"หมู่บ้านปิยะมิตร ตำบลตาเนาะแมเราะ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา"

     หมู่บ้านปิยะมิตร เป็นพื้นที่ที่กองทัพภาคที่ 4 ได้ขออนุญาตจากกรมป่าไม้เพื่อใช้จัดสรรที่ดินทำกินให้แก่ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ซึ่งมีสัญชาติเดิมเป็นชาวจีนมาเลเซีย อพยพมาจากประเทศมาเลเซีย จำนวน 42 ครัวเรือน จัดสรรที่ดินให้ครัวเรือนละ 15 ไร่ และราษฎรได้ปลูกยางพารามาตั้งแต่ปี 2531 แต่ยางพาราไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควรเนื่องจากสภาพภูมิอากาศค่อนข้างหนาว เกษตรกรไม่ประสบผลสำเร็จในการปลูกยางพารา จึงหันมายึดอาชีพปลูกผักและรับจ้างกรีดยางแทน

      ด้วยเหตุที่พื้นที่ดังกล่าวมีสภาพทางภูมิศาสตร์ที่ค่อนข้างเย็นสบายตลอดทั้งปี และเหมาะสมกับการปลูกพืชเมืองหนาว หน่วยงานที่รับผิดชอบในการดำเนินงานสนองพระราชดำริ ซึ่งได้แก่ กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร จังหวัดยะลา และศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส จึงได้จัดทำ "โครงการไม้ดอกเมืองหนาวหมู่บ้านปิยะมิตร 2" ตำบลตาเนาะแมเราะ อำเภอเบตง จังหวัดยะลาขึ้นในปี 2537 เพื่อศึกษาทดสอบการปลูกไม้ดอกเมืองหนาว ในพื้นที่ 20 ไร่ ปลูกทดสอบ 2 ลักษณะ คือ การปลูกกลางแจ้งและในโรงเรือนพลาสติกใส ไม้ดอกที่ปลูกได้ดีและเหมาะสมที่จะปลูกเป็นการค้า ได้แก่ เบญจมาศ กุหลาบ พีค๊อก เยอบีร่า และลิลลี่ ฯลฯ ในจำนวนนี้ "เบญจมาศ"      มีความเหมาะสมที่สุด สามารถปลูกได้ดีในสภาพอากาศหนาว มีสีสันสวยงาม คงทน สามารถนำมาใช้ในงานเทศกาล หรือพิธีต่างๆ ได้หลากหลาย และตลาดมีความต้องการมาก ส่วนลิลลี่ต้องลงทุนสูง เนื่องจากหัวพันธุ์มีราคาแพง แต่จำหน่ายดอกได้ในราคาที่ต่ำไม่คุ้มทุน

 บ้านปิยะมิตร แหล่งผลิตไม้ดอกแห่งใหม่ในพื้นที่จังหวัดยะลา

     การดำเนินงานโครงการฯ ในพื้นที่ดังกล่าว นอกจากจะมีการศึกษาทดสอบการปลูกไม้ดอกเมืองหนาวแล้ว ยังได้มีการขยายผลการส่งเสริมการปลูกไม้ดอกเพื่อเป็นการค้าไปสู่ราษฎรด้วย ปัจจุบันมีราษฎรเข้าร่วมโครงการ 12 ครอบครัว 24 ราย ซึ่งเดิมส่วนใหญ่ปลูกยางพาราและปลูกผักเป็นอาชีพหลัก เมื่อโครงการนี้ได้กำเนิดขึ้น ราษฎรจึงได้ใช้แปลงปลูกผักซึ่งเป็นพื้นที่ราบมาปลูกไม้ดอกเป็นการค้าแทน ส่วนการปลูกยางพารายังคงมีอยู่ในพื้นที่ลาดชันบางส่วน ไม้ดอกที่ส่งเสริมให้ปลูก ได้แก่ เบญจมาศ กุหลาบ เยอบีร่ายุโรป นอกจากนี้ยังได้สนับสนุนปุ๋ย เงินกู้ปลอดดอกเบี้ยเพื่อสร้างโรงเรือน รวมทั้งการฝึกอบรมและนำเกษตรกรไปทัศนศึกษาการปลูกไม้ดอกเมืองหนาวที่จังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดเลย รวมทั้งทัศนศึกษาการใช้ไฟฟ้ากำจัดแมลงกุหลาบที่จังหวัดสงขลา

      ในช่วงเวลาที่ผ่านมา การปลูกไม้ดอกของหมู่บ้านปิยะมิตร 2 มีพื้นที่ในการปลูกน้อย จึงทำให้ได้ผลผลิตน้อยและคุณภาพไม่ตรงกับความต้องการของตลาด ทำให้ไม้ดอกจากประเทศมาเลเซียเข้ามามีส่วนแบ่งการตลาดในจังหวัดยะลาค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตาม จากการส่งเสริมและพัฒนาพันธุ์ไม้ดอกในพื้นที่ สามารถปรับปรุงคุณภาพไม้ดอกจนเป็นที่ยอมรับของผู้ซื้อ ซึ่งในปัจจุบันเฉพาะในเขตเทศบาลตำบลเบตง ไม้ดอกจากหมู่บ้านปิยะมิตร 2 เป็นที่ยอมรับและสามารถมีส่วนแบ่งทางการตลาดได้เกือบร้อยละ 50 รวมทั้งมีแม่ค้ารายย่อยเพิ่มมากขึ้น

  ภายใต้ "วิกฤติ" ยังมี "โอกาส"

     ในช่วงปี พ.ศ. 2540 ประเทศไทยประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ ประชาชนเดือดร้อนกันถ้วนหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "เกษตรกร" ซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่เดิมมีฐานะยากจน ยิ่งจนลงมากยิ่งขึ้น จากสภาวการณ์ดังกล่าว สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเห็นว่าเกษตรกรควรจะผลิตสินค้าที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตขั้นพื้นฐานก่อน เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจที่ทรุดตัวลง ดังนั้น เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2541 เมื่อคราวเสด็จฯ ทอดพระเนตรแปลงเกษตรของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนโรงงานยาสูบ 2 จังหวัดยะลา ได้พระราชทานพระราชดำริและทรงแนะแนวทางการพัฒนาเกี่ยวกับการส่งเสริมการปลูกไม้ดอกในภาคใต้ ว่า "ควรวิเคราะห์ให้ดี เพราะประเทศมาเลเซียมีการจัดการการค้าไม้ดอกได้ดีกว่าในประเทศไทย เราจึงควรยึดการปลูกพืชกินได้ไปก่อน คือ การปลูกผัก"

      ต่อมาเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2544 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีได้เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรการดำเนินงานโครงการไม้ดอกเมืองหนาว และแปลงปลูกไม้ดอกของเกษตรกร ในการนี้ได้พระราชทานพระราชดำริให้ "กำหนดเขตการอนุรักษ์และการเกษตรให้ชัดเจนเนื่องจากมีการบุกรุกพื้นที่บริเวณภูเขาซึ่งเป็นเขต ป่าไม้เป็นจำนวนมาก"

     จากแนวพระราชดำริดังกล่าว หน่วยงานต่างๆ จึงได้ร่วมกันวางแผนการดำเนินงานในระยะต่อไป โดยจะเน้นการส่งเสริมการปลูกไม้ผลและพืชผักเมืองหนาวที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และสอดคล้องกับวิถีชีวิตเดิมของประชาชนในพื้นที่ เช่น ท้อ บ๊วย พลัม และผักต่าง ๆ เพื่อเป็นแหล่งอาหาร ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการปลูกไม้ดอกเมืองหนาว โดยกำหนดเขตการ พัฒนาเฉพาะในพื้นที่หมู่บ้านปิยะมิตร 1 และหมู่บ้านปิยะมิตร 2 ซึ่งจะทำให้สภาพภูมิประเทศแห่งนี้สวยงามมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น ให้สมกับสมญานามของอำเภอเบตง คือ "เมืองในหมอก ดอกไม้งาม" และในอนาคตอันใกล้จะได้มีการส่งเสริมและพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวย งามอีกแห่งหนึ่ง ของภาคใต้

เบญจมาศสามารถปลูกได้ดี และเป็นที่ต้องการของตลาดในภาคใต้
กุหลาบ "ราชินีแห่งไม้ดอก"
หัวหน้ากลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกไม้ดอกในโครงการไม้ดอกเมืองหนาวหมู่บ้านปิยะมิตร 2


 พระทรงเป็น "นักพัฒนา" ประเทศไทย

     การดำเนินงานโครงการตามแนวพระราชดำริดังกล่าว นอกจากจะทำให้หมู่บ้านปิยะมิตรสามารถผลิตไม้ดอกเข้าสู่ตลาดแล้ว ยังเป็นการสร้างโอกาสให้ราษฎรหมู่บ้านปิยะมิตรได้มีทางเลือกในการประกอบอาชีพและมีรายได้เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้ราษฎรในหมู่บ้านซึ่งเดิมเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย และเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร เกิดความรักและหวงแหนถิ่นที่อยู่อาศัยของตนเอง ส่งผลถึงความมั่นคงของประเทศมากยิ่งขึ้น

     จากจุดเล็ก ๆ ที่พระราชทานแนวทางการพัฒนาตามโครงการนี้ไว้ จะเห็นได้ว่าทรงเป็น "นักพัฒนา" อย่างแท้จริง ทรงมีพระวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล และเมื่อพิจารณาให้ประจักษ์แล้ว พบว่าแนวทางการพัฒนาดังกล่าวครอบคลุมวัตถุประสงค์ของการพัฒนาประเทศไว้ถึง 3 ประการ คือ

ความมั่นคงทางสังคม

ความมั่งคั่งของชาติ

และความมั่นคงของชาติ