เจ้าหญิงแห่งพงไพร
ทรงห่วงใยไทยทั่วหล้า
ช่วงก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ประเทศไทยได้นำเข้าไม้ดอกเมืองหนาวจากต่างประเทศมีมูลค่าสูงถึงปีละประมาณ
2,000-3,000 ล้านบาท นับว่าคนไทยต้องเสียเงินจำนวนมากกับสินค้าฟุ่มเฟือยที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตภาคใต้ ไม้ดอก-ไม้ประดับจากต่างประเทศได้เข้ามามีส่วนแบ่งในตลาดเกือบทั้งภาค
ทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียเงินและเสียรายได้จากการเก็บภาษีอากรมูลค่านับหลายล้านบาท
ด้วยทรงตระหนักถึงความสูญเสียของประเทศไทยดังกล่าวข้างต้น
ในเดือนธันวาคม 2536 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชดำริแก่นายสุเมธ
ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ว่า "ให้ดำเนินการศึกษาทดลองการผลิตไม้ดอกในพื้นที่ภาคใต้เพื่อศึกษาศักยภาพและทดแทนการนำเข้าจากต่
างประเทศ" และต่อมาในปี
2537 พระราชทานพระราชดำริว่า "ภาคใต้มีการใช้ไม้ดอกกันมาก
ซึ่งต้องซื้อจากต่างประเทศ หากมีการผลิตเสียเองในภาคใต้ก็จะเกิดประโยชน์มาก"
และ "การทดสอบปลูกไม้ดอกเมืองหนาวนั้น
ถ้าขึ้นไปทดสอบบนพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลมากขึ้น เช่น ที่อำเภอเบตง
จังหวัดยะลา หรือที่เขาสก จังหวัดสุราษฎร์ธ านี อาจจะสามารถพัฒนาคุณภาพของไม้ดอกได้ดียิ่งขึ้น
โดยให้ดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้ของการปลูกไม้ดอกไม้ประดับในลักษณะการทดลองขนาดเล็ก
และอย่าให้มีปัญหาเรื่องการใช้ที่ดินกับราษฎรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่"
จากแนวพระราชดำริดังกล่าว
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงได้ดำเนินการสำรวจและคัดเลือกพื้นที่ที่มีความเหมาะสมต่อการดำเนินงานโครงการ
ไม้ดอกเมืองหนาว อันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้นในเขตพื้นที่ภาคใต้
ใต้สุดแดนสยาม
: เส้นทางสายหมอก ดอกไม้บาน
"ใต้สุดแดนสยาม" เมื่อนึกถึงชื่อนี้
คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าเป็นพื้นที่ที่มีอากาศร้อนชื้น พรรณไม้ใบเขียวครึ้ม
ฝนตกชุกตลอดทั้งปี แต่ใครเล่าจะนึกถึงภาพคลื่นทะเลหมอกที่ลอยเวียนไปมาในหุบเขาสูงเตี้ยสลับกันไป
อากาศเย็นสบาย จนไม่คิดว่าที่นี่ คือ ภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งอยู่ห่างจากเส้นศูนย์สูตรไม่ไกลนัก
ที่ตำแหน่งเส้นแวงที่ 101 องศา มีความสูงประมาณ 800 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง
อุณหภูมิโดยเฉลี่ย 17-25 องศาเซลเซียส และอยู่ใกล้ชายแดนประเทศมาเลเซีย
บริเวณที่กล่าวถึงนี้ คือ
"หมู่บ้านปิยะมิตร
ตำบลตาเนาะแมเราะ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา"
หมู่บ้านปิยะมิตร
เป็นพื้นที่ที่กองทัพภาคที่ 4 ได้ขออนุญาตจากกรมป่าไม้เพื่อใช้จัดสรรที่ดินทำกินให้แก่ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย
ซึ่งมีสัญชาติเดิมเป็นชาวจีนมาเลเซีย อพยพมาจากประเทศมาเลเซีย จำนวน
42 ครัวเรือน จัดสรรที่ดินให้ครัวเรือนละ 15 ไร่ และราษฎรได้ปลูกยางพารามาตั้งแต่ปี
2531 แต่ยางพาราไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควรเนื่องจากสภาพภูมิอากาศค่อนข้างหนาว
เกษตรกรไม่ประสบผลสำเร็จในการปลูกยางพารา จึงหันมายึดอาชีพปลูกผักและรับจ้างกรีดยางแทน
ด้วยเหตุที่พื้นที่ดังกล่าวมีสภาพทางภูมิศาสตร์ที่ค่อนข้างเย็นสบายตลอดทั้งปี
และเหมาะสมกับการปลูกพืชเมืองหนาว หน่วยงานที่รับผิดชอบในการดำเนินงานสนองพระราชดำริ
ซึ่งได้แก่ กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร จังหวัดยะลา และศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
จังหวัดนราธิวาส จึงได้จัดทำ "โครงการไม้ดอกเมืองหนาวหมู่บ้านปิยะมิตร
2" ตำบลตาเนาะแมเราะ อำเภอเบตง จังหวัดยะลาขึ้นในปี 2537
เพื่อศึกษาทดสอบการปลูกไม้ดอกเมืองหนาว ในพื้นที่ 20 ไร่ ปลูกทดสอบ 2
ลักษณะ คือ การปลูกกลางแจ้งและในโรงเรือนพลาสติกใส ไม้ดอกที่ปลูกได้ดีและเหมาะสมที่จะปลูกเป็นการค้า
ได้แก่ เบญจมาศ กุหลาบ พีค๊อก เยอบีร่า และลิลลี่ ฯลฯ ในจำนวนนี้ "เบญจมาศ"
มีความเหมาะสมที่สุด สามารถปลูกได้ดีในสภาพอากาศหนาว
มีสีสันสวยงาม คงทน สามารถนำมาใช้ในงานเทศกาล หรือพิธีต่างๆ ได้หลากหลาย
และตลาดมีความต้องการมาก ส่วนลิลลี่ต้องลงทุนสูง เนื่องจากหัวพันธุ์มีราคาแพง
แต่จำหน่ายดอกได้ในราคาที่ต่ำไม่คุ้มทุน
บ้านปิยะมิตร
แหล่งผลิตไม้ดอกแห่งใหม่ในพื้นที่จังหวัดยะลา
การดำเนินงานโครงการฯ ในพื้นที่ดังกล่าว
นอกจากจะมีการศึกษาทดสอบการปลูกไม้ดอกเมืองหนาวแล้ว ยังได้มีการขยายผลการส่งเสริมการปลูกไม้ดอกเพื่อเป็นการค้าไปสู่ราษฎรด้วย
ปัจจุบันมีราษฎรเข้าร่วมโครงการ 12 ครอบครัว 24 ราย ซึ่งเดิมส่วนใหญ่ปลูกยางพาราและปลูกผักเป็นอาชีพหลัก
เมื่อโครงการนี้ได้กำเนิดขึ้น ราษฎรจึงได้ใช้แปลงปลูกผักซึ่งเป็นพื้นที่ราบมาปลูกไม้ดอกเป็นการค้าแทน
ส่วนการปลูกยางพารายังคงมีอยู่ในพื้นที่ลาดชันบางส่วน ไม้ดอกที่ส่งเสริมให้ปลูก
ได้แก่ เบญจมาศ กุหลาบ เยอบีร่ายุโรป นอกจากนี้ยังได้สนับสนุนปุ๋ย เงินกู้ปลอดดอกเบี้ยเพื่อสร้างโรงเรือน
รวมทั้งการฝึกอบรมและนำเกษตรกรไปทัศนศึกษาการปลูกไม้ดอกเมืองหนาวที่จังหวัดเชียงราย
จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดเลย รวมทั้งทัศนศึกษาการใช้ไฟฟ้ากำจัดแมลงกุหลาบที่จังหวัดสงขลา
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา การปลูกไม้ดอกของหมู่บ้านปิยะมิตร
2 มีพื้นที่ในการปลูกน้อย จึงทำให้ได้ผลผลิตน้อยและคุณภาพไม่ตรงกับความต้องการของตลาด
ทำให้ไม้ดอกจากประเทศมาเลเซียเข้ามามีส่วนแบ่งการตลาดในจังหวัดยะลาค่อนข้างสูง
อย่างไรก็ตาม จากการส่งเสริมและพัฒนาพันธุ์ไม้ดอกในพื้นที่ สามารถปรับปรุงคุณภาพไม้ดอกจนเป็นที่ยอมรับของผู้ซื้อ
ซึ่งในปัจจุบันเฉพาะในเขตเทศบาลตำบลเบตง ไม้ดอกจากหมู่บ้านปิยะมิตร 2
เป็นที่ยอมรับและสามารถมีส่วนแบ่งทางการตลาดได้เกือบร้อยละ 50 รวมทั้งมีแม่ค้ารายย่อยเพิ่มมากขึ้น
ภายใต้ "วิกฤติ" ยังมี "โอกาส"
ในช่วงปี พ.ศ. 2540 ประเทศไทยประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ
ประชาชนเดือดร้อนกันถ้วนหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "เกษตรกร"
ซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่เดิมมีฐานะยากจน ยิ่งจนลงมากยิ่งขึ้น
จากสภาวการณ์ดังกล่าว สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเห็นว่าเกษตรกรควรจะผลิตสินค้าที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตขั้นพื้นฐานก่อน
เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจที่ทรุดตัวลง ดังนั้น เมื่อวันที่ 21
กันยายน 2541 เมื่อคราวเสด็จฯ ทอดพระเนตรแปลงเกษตรของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนโรงงานยาสูบ
2 จังหวัดยะลา ได้พระราชทานพระราชดำริและทรงแนะแนวทางการพัฒนาเกี่ยวกับการส่งเสริมการปลูกไม้ดอกในภาคใต้
ว่า "ควรวิเคราะห์ให้ดี เพราะประเทศมาเลเซียมีการจัดการการค้าไม้ดอกได้ดีกว่าในประเทศไทย
เราจึงควรยึดการปลูกพืชกินได้ไปก่อน คือ การปลูกผัก"
ต่อมาเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2544
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีได้เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรการดำเนินงานโครงการไม้ดอกเมืองหนาว
และแปลงปลูกไม้ดอกของเกษตรกร ในการนี้ได้พระราชทานพระราชดำริให้ "กำหนดเขตการอนุรักษ์และการเกษตรให้ชัดเจนเนื่องจากมีการบุกรุกพื้นที่บริเวณภูเขาซึ่งเป็นเขต
ป่าไม้เป็นจำนวนมาก"
จากแนวพระราชดำริดังกล่าว
หน่วยงานต่างๆ จึงได้ร่วมกันวางแผนการดำเนินงานในระยะต่อไป โดยจะเน้นการส่งเสริมการปลูกไม้ผลและพืชผักเมืองหนาวที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่
และสอดคล้องกับวิถีชีวิตเดิมของประชาชนในพื้นที่ เช่น ท้อ บ๊วย พลัม
และผักต่าง ๆ เพื่อเป็นแหล่งอาหาร ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการปลูกไม้ดอกเมืองหนาว
โดยกำหนดเขตการ พัฒนาเฉพาะในพื้นที่หมู่บ้านปิยะมิตร 1 และหมู่บ้านปิยะมิตร
2 ซึ่งจะทำให้สภาพภูมิประเทศแห่งนี้สวยงามมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น ให้สมกับสมญานามของอำเภอเบตง
คือ "เมืองในหมอก ดอกไม้งาม" และในอนาคตอันใกล้จะได้มีการส่งเสริมและพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวย
งามอีกแห่งหนึ่ง ของภาคใต้
|
|
|
เบญจมาศสามารถปลูกได้ดี
และเป็นที่ต้องการของตลาดในภาคใต้
|
|
|
|
กุหลาบ
"ราชินีแห่งไม้ดอก"
|
|
|
|
หัวหน้ากลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกไม้ดอกในโครงการไม้ดอกเมืองหนาวหมู่บ้านปิยะมิตร
2
|
พระทรงเป็น
"นักพัฒนา" ประเทศไทย
การดำเนินงานโครงการตามแนวพระราชดำริดังกล่าว
นอกจากจะทำให้หมู่บ้านปิยะมิตรสามารถผลิตไม้ดอกเข้าสู่ตลาดแล้ว ยังเป็นการสร้างโอกาสให้ราษฎรหมู่บ้านปิยะมิตรได้มีทางเลือกในการประกอบอาชีพและมีรายได้เพิ่มมากขึ้น
นอกจากนี้ยังทำให้ราษฎรในหมู่บ้านซึ่งเดิมเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย และเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร
เกิดความรักและหวงแหนถิ่นที่อยู่อาศัยของตนเอง ส่งผลถึงความมั่นคงของประเทศมากยิ่งขึ้น
จากจุดเล็ก
ๆ ที่พระราชทานแนวทางการพัฒนาตามโครงการนี้ไว้ จะเห็นได้ว่าทรงเป็น "นักพัฒนา"
อย่างแท้จริง ทรงมีพระวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล และเมื่อพิจารณาให้ประจักษ์แล้ว
พบว่าแนวทางการพัฒนาดังกล่าวครอบคลุมวัตถุประสงค์ของการพัฒนาประเทศไว้ถึง
3 ประการ คือ
ความมั่นคงทางสังคม
ความมั่งคั่งของชาติ
และความมั่นคงของชาติ