"กูแบซีรา" เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ตั้งอยู่ที่บ้านปูลากาชิง ตำบลกอลำ
อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี สภาพพื้นที่เป็นที่ราบลุ่ม ดินเป็นดินร่วนปนทราย
ทางเข้าหมู่บ้านเป็นดินลูกรัง ราษฎรที่นี่มีด้วยกัน 78 ครัวเรือน 371
คน ส่วนใหญ่ทำนาเป็นอาชีพหลักและมีความเป็นอยู่ที่แร้นแค้นเป็นอย่างมาก
ในช่วงฤดูฝน น้ำฝนจะไหลมาจากเขาตูมและเขาลานควาย ไหลทะลักเข้าสู่บริเวณพื้นที่การเกษตรของหมู่บ้าน
ที่ถูกปิดกั้นโดยถนนและคันคูส่งน้ำ จึงทำให้น้ำเอ่อล้นทะลักเข้าสู่หมู่บ้าน
เกิดน้ำท่วมขังบริเวณหมู่บ้าน นาข้าว พืชผักและไม้ผลได้รับความเสียหาย
ไม่สามารถเก็บเกี่ยวพืชผลได้ตามฤดูกาล สัตว์เลี้ยงตายและไม่มีที่อยู่อาศัย
ถนนหนทางภายในหมู่บ้านถูกน้ำท่วมขัง ยิ่งไปกว่านั้น ในฤดูแล้งไม่มีน้ำกินน้ำใช้
ในบ่อน้ำตื้นที่ราษฎรขุดไว้ น้ำจะมีสนิมไม่สามารถใช้ดื่มกินได้ ราษฎรในบ้านกุแบซีราจึงมีความยากลำบากเป็นอย่างมาก
"แต่ยังไม่มีหน่วยงานใดเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาทุกข์ยากเดือดร้อนนี้"
พระมหากรุณาธิคุณ
สถิตแนบในฤทัย
ครั้นเมื่อ 6 กันยายน 2544 สมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วย สมเด็จพระบรม โอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
เสด็จฯ แปรพระราชฐาน ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส เพื่อทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจและติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำ
ริในเขตพื้นที่ภาคใต้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงรับทราบถึงปัญหาของราษฎรบ้านกูแบสีรา
จึงมีพระราชประสงค์ที่จะเสด็จฯ เยี่ยมเยียนและตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยพระองค์เอง
ณ บ้านกูแบซีรานี้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ
สยามมกุฎราชกุมาร ทรงศึกษาข้อมูลและสอบถามถึงชีวิตความเป็นอยู่ โดยการเสด็จฯ
ขึ้นไปบนบ้าน นายดอเลาะ บือแน ชาวมุสลิม ทำให้ทรงรับทราบปัญหาด้วยภาษายาวีผ่านล่าม
ว่าราษฎรที่นี่ขาดแคลนน้ำดื่ม และเมื่อถึงฤดูฝนก็ประสบปัญหาน้ำท่วมขัง
เพราะไม่มีคูน้ำช่วยในการระบายน้ำ
นายดอเลาะ กราบบังคมทูลว่า "ไม่เคยมีพระมหากษัตริย์พระองค์ใดเสด็จฯ
มาที่บ้าน"
"ทุกพระองค์ทรงห่วงใยราษฎร ก็เพราะเป็นห่วงจึงได้มา"
พระราชกระแสที่ทรงตอบนายดอเลาะไปนั้น
สร้างความปลื้มปิติแก่นายดอเลาะ และผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ในวันนั้น ทำให้ทุกคนได้รับรู้ถึงความห่วงใยที่ทรงมีต่อพสกนิกร
|
|
|
เมื่อว่างจากการทำนาราษฎรจะรับจ้างทำทองม้วน
|
พระราชดำริ : แก้ไขเป็นขั้นตอน ครอบคลุมทั้งระบบ
วันนั้น เป็นเวลามืด ใกล้ 19.30 น. ยังทรงรับฟังสภาพปัญหาของพื้นที่จากส่วนราชการที่กราบบังคมทูลรายงาน
ทั้งเรื่องน้ำ ดิน และความเป็นอยู่ของราษฎร จากนั้นจึงได้พระราชทานคำแนะนำ
และแนวทางในการแก้ไขปัญหาว่า
"ให้แก้ไขปัญหาเรื่องเร่งด่วนก่อน
พร้อมทั้งศึกษาในภาพรวม เมื่อได้ศึกษาในภาพรวมทั้งระบบแล้วให้ดูว่าส่วนใดจะแก้ไขอย่างไร
และให้แก้ไขไปทีละส่วนเป็นขั้นตอน จึงจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งระบบ"
ทั้งนี้
มีรับสั่งให้ประสานงานกันให้ดี
เมื่อส่วนราชการได้รับทราบพระราชดำริแล้ว
สำนักงาน กปร. จังหวัดปัตตานี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงได้แต่งตั้ง
คณะกรรมการดำเนินการขึ้น เพื่อกำกับ ดูแล ดำเนินการจัดทำแผนงานและกำหนดแนวทางในการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ
ซึ่งปัญหาที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน คือ ปัญหาเรื่องน้ำกินน้ำใช้
และน้ำท่วมขัง ตลอดจนการใช้ประโยชน์ในการทำการเกษตรในพื้นที่ การกำหนดแนวทางการพัฒนาและส่งเสริมอาชีพ
และความจำเป็นพื้นฐานต่าง ๆ ได้แก่ การคมนาคม การศึกษา และการสาธารณสุข
|
|
|
น้ำฝนจะไหลมาจากเขาตูมและเขาลานควายท่วมขังพื้นที่การเกษตรของราษฎร
|
|
|
|
สภาพบ่อน้ำที่ชาวบ้านใช้อุปโภคบริโภค
|
|
|
|
บ้านพักอาศัยของราษฎรหมู่บ้านกูแบซีรา
|
|
|
|
โรงเรียนประจำหมู่บ้าน
ซึ่งเปิดสอนเฉพาะชั้นประถมปีที่ 2,3 และ 6
|
ด้วยพระปรีชา
พลิกปัญหาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
ปัญหาน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภค แก้ไขด้วยการจัดทำประปาหมู่บ้านแบบบาดาลขนาดกลางและจัดส่งให้ถึงราษฎรในพื้นที่
แก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังบริเวณหมู่บ้านและที่ทำกิน โดยการขุดคลองและทำอาคารระบายน้ำท่อลอดในบริเวณที่มีน้ำท่วมขัง
ส่วนน้ำเพื่อการเกษตรนั้น จะจัดวางระบบจากระบบส่งน้ำของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปัตตานี
เพื่อให้ราษฎรได้รับน้ำอย่างทั่วถึง และสามารถทำการเกษตรได้อย่างสมบูรณ์ในช่วงฤดูแล้ง
การพัฒนาพื้นที่เพื่อการเกษตร ได้วางแผนให้นำผลการศึกษาทดลองของศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ
นำมาประยุกต์ใช้ให้แก่ราษฎร ทั้งในด้านการแก้ไขและปรับปรุงดิน โดยการสาธิตการพัฒนาที่ดิน
ปรับปรุงพื้นที่ดินเสื่อมโทรม และจัดระบบการอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่ลุ่มให้ราษฎรสามารถประกอบอาชีพทางการเกษตรได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ
การพัฒนาอาชีพการเกษตรและส่งเสริมรายได้ให้แก่ราษฎร
โดยวางแผนการส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตโดยเฉพาะข้าว ส่งเสริมการปลูกไม้ผลพันธุ์ดี
ส่งเสริมการปลูกผักปลอดสารพิษ เกษตรผสมผสาน และการป้องกันและกำจัดศัตรูพืช
สำหรับงานด้านปศุสัตว์ มีการส่งเสริมการเลี้ยงโค แพะ และสัตว์ปีกอย่างถูกต้อง
ด้านการประมง มีการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ
เพื่อให้ราษฎรพอมีพอกินต่อการยังชีพต่อไป
พร้อมกันนี้จะได้พัฒนาและส่งเสริมอาชีพนอกภาคการเกษตรควบคู่กันไป
โดยจัดตั้งกลุ่มอาชีพสตรี กลุ่มอาชีพเยาวชน จัดตั้งหมู่บ้านตัวอย่าง
ฝึกอาชีพเพื่อยกระดับสาขาช่างฝึกจักร สาขาอาหารและขนม และสาขาทอเสื่อ
ที่ดำเนินการอยู่แล้วในท้องถิ่นให้มีคุณภาพและมีรายได้ที่สูงขึ้น
ทั้งนี้ จะมีการดูแลโครงสร้างพื้นฐานและความจำเป็นพื้นฐานของราษฎร
ด้วยการปรับปรุงถนนให้สามารถสัญจรได้ตลอดทั้งปี ตลอดทั้งดูแลแก้ไขปัญหาสาธารณสุขมูลฐานด้วยการรณรงค์และเร่งรัดการมีส้วมใช้
เฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาเด็กขาดสารอาหาร
พระบารมีแผ่ไพศาล
ประชาราษฎร์พ้นทุกข์ภัย
ด้วยพระราชประสงค์ที่จะบำบัดทุกข์และบำรุงสุขแก่ราษฎรบ้านกูแบซีรา
สมเด็จพระบรมโอรสา ธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร จึงมีพระราชกระแสให้รับโครงการพัฒนาพื้นที่บ้านกูแบซีราไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
จากผลการพัฒนาที่เกิดขึ้นนี้ ไม่เพียงแต่ราษฎรที่บ้านกูแบซีราเท่านั้นที่จะได้รับประโยชน์
แต่ยังทำให้ราษฎรในเขตพื้นที่บ้านปูลากาซิง และบ้านใกล้เคียงในตำบลกอลำ
อำเภอยะรัง ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาในจุดนี้อีกด้วย
แนวทางการพัฒนาพื้นที่ในรูปแบบโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในสมเด็จพระบรมโอรสา
ธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร นั้น เป็นการดำเนินการตามรอยพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และเป็นพระราชประสงค์ที่จะให้ทุกหน่วยงานประสานและร่วมแรงร่วมใจกันดำเนินงาน
เพื่อประโยชน์ของประชาชนภายใต้แผนงานที่กำหนดไว้ เป็นการลดปัญหาความซ้ำซ้อน
และการขาดการดูแลเอาใจใส่ ยิ่งไปกว่านั้นรูปแบบการพัฒนาที่พระราชทานไว้นี้
จะเป็นการพัฒนาจากจุดเล็กไปหาจุดใหญ่ เป็นการระเบิดจากข้างใน ในระดับพื้นที่และขยายผลสู่ระดับชาติต่อไป
และไม่มีพระราชประสงค์ที่จะให้ทำอะไรใหญ่โตเกินความจำเป็น ค่อยเป็นค่อยไป
และที่สำคัญราษฎรจะต้องมีส่วนร่วม และมีความพร้อมที่จะร่วมมือกับรัฐในการพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง
เพื่อความมั่นคงและยั่งยืนสืบไป
เมื่อพระราชภารกิจที่บ้านกูแบซีราเสร็จสิ้น
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จฯ กลับยังศาลาศิลปาชีพบ้านปาตาติมอ
ตำบลตะลุบัน อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ในเวลา 21.00 น. เพื่อทรงปฏิบัติพระราชภารกิจในฐานะราชองครักษ์พิเศษเพื่อถวายความปลอดภัยแด่
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และเสด็จพระราชดำเนินถึงพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์
ก็เป็นเวลาล่วง 22.00 น. ไปแล้ว
น่าภูมิใจกับชาวไทยที่มีมกุฎราชกุมารที่ทรงคอยดูแลเอาใจใส่ทุกข์สุขของราษฎรถึงเพียงนี้
ขอทรงเป็นมิ่งขวัญของชาวไทยสืบไป