การมาเมืองไทยครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม 2540
ตามคำร้องขอของสำนักงานคณะมนตรีน้ำมันมะกอกระหว่างประเทศ เพื่อให้ช่วยในการริเริ่มโครงการมะกอกน้ำมัน
ซึ่งในขณะนั้นมีต้นมะกอกน้ำมันที่นำเข้าจากต่างประเทศแล้วนำมาปลูกในกระถางที่ขอนแก่น
พวกเราได้ไปเยี่ยมชมแปลงปลูกต้นมะกอกน้ำมันและได้แนะนำพันธุ์ต่างๆ เพื่อทดลองในระยะแรก
จากนั้นมาจึงมีการปลูกต้นมะกอกน้ำมันในพื้นที่ต่างๆ ทั้งในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
เมื่อเดือนกันยายน 2544 ที่ผ่านมา คณะของเราได้มาดูแปลงต้นมะกอกน้ำมัน
6 แห่ง โดยการอำนวยความสะดวกของเจ้าหน้าที่สำนักงาน กปร. และเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบของแต่ละแห่งได้รายงานผลการปฏิบัติงาน
ตลอดจนการดูแลต่างๆ ก่อนที่จะตรวจดูแปลง
คณะของเราได้ตรวจดูแปลงต้นมะกอกน้ำมันที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ
เป็นจุดแรก พันธุ์มะกอกน้ำมันที่นี่ได้มาจากโครเอเชีย จำนวน 6 พันธุ์ ปลูกมาแล้ว
4 เดือน ต้นมะกอกน้ำมันได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด บางต้นเจริญเติบโตดี
แต่บางต้นก็แคระแกร็น ซึ่งคิดว่าสาเหตุหลักของการชะงักการเจริญเติบโตอาจเนื่องมาจากการปลูกในดินลึก
ทำให้รากอยู่ในดินที่ฉ่ำน้ำตลอดเวลา ทำให้การระบายอากาศของรากไม่ดีพอ และมีหนอนเจาะลำต้นบ้างเล็กน้อย
แต่ไม่มีผลต่อการเจริญเติบโตของต้น ต้นที่ปลูกมีอายุค่อนข้างแตกต่างกันคือ
1-3 ปี ซึ่งเพิ่มความยุ่งยากในการประเมิน คณะจึงได้แนะนำให้ลดปริมาณการให้น้ำ
ทำร่องระหว่างแถวให้ลึกขึ้น และอาจจะต้องปรับต้นมะกอกน้ำมันที่ปลูกอยู่เดิมให้ตื้นขึ้น
หรือปลูกบนเนินดิน
 |
|
ผู้เชี่ยวชาญ
IOOC Professor Piero Fiorino (คนที่ 4 จากซ้าย) และ
Professor Shimon Lavee (คนที่ 6 จากซ้าย)
|
ส่วนแปลงที่ 2 ที่ได้ไปตรวจดูอยู่ในศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ
เช่นเดียวกัน ปลูกมาแล้ว 3 ปี ระหว่างแถวขุดเป็นร่องลึก ต้นมะกอกน้ำมันในแปลงนี้ส่วนใหญ่ตายแล้ว
และบางส่วนเพิ่งปลูกซ่อมใหม่ มีต้นมะกอกน้ำมันชุดแรกที่เหลืออยู่ 6 ต้น
โดยมี 3 ต้นที่แคระแกร็น ไม่เจริญเติบโต ใบเล็ก ยอดไม่เจริญและข้อสั้นมาก
ขณะเดียวกันต้นที่ปกติก็มีกิ่งที่เล็ก ปริมาณยอดและใบที่แตกใหม่มีน้อยมาก
ซึ่งอาจเกิดจากการตัดกิ่งมากเกินไปในช่วงของการเจริญเติบโตที่ผ่านมา
สิ่งที่เห็นได้ชัดคืออากาศร้อนจัดและน้ำขัง ซึ่งทำให้ต้นมะกอกน้ำมันแตกตามากเกินไป
มีข้อสั้น ใบเล็ก และอาจทำให้เกิดรากเน่า จึงแนะนำว่าควรตรวจดูการแพร่กระจายของราก
โดยยอมสละต้นมะกอกน้ำมัน 1 ต้น
ส่วนข้อมูลธาตุอาหารในใบไม่ได้จดบันทึกไว้
จึงแนะนำว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้แนะนำให้ทำการวิเคราะห์ปีละ 2
ครั้ง คือในช่วงก่อนและหลังฤดูฝน โดยวิเคราะห์ใบที่สมบูรณ์เต็มที่จากตรงกลางกิ่งที่กำลังเจริญเติบโต
และต้องตรวจเช็คพันธุ์ให้แน่นอนก่อนสุ่มตัวอย่างและแยกวิเคราะห์อย่างน้อย
3 พันธุ์
จากการตรวจดูแปลงต้นมะกอกน้ำมันของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม รู้สึกประทับใจในความก้าวหน้าและแนวทางวิจัย
แม้ว่าการศึกษาส่วนใหญ่จะอยู่ในระยะเริ่มต้น แต่หัวข้อวิจัยน่าสนใจ แปลงต้นมะกอกน้ำมันมีด้วยกัน
6 พันธุ์ เป็นพันธุ์ของสเปน ในจำนวนนี้ 3 พันธุ์ คือ Arbequina, Picual
และ Hojiblanca มีการเจริญเติบโตค่อนข้างดีสำหรับต้นมะกอกน้ำมันที่มีอายุ
4 ปี และควรมีการจัดทรงพุ่มและตัดแต่งกิ่งในช่วง 3 ปีแรก ส่วนพันธุ์ที่เหลืออีก
3 พันธุ์ โดยเฉพาะพันธุ์ Manzallino มีการเจริญเติบโตค่อนข้างผิดปกติ อย่างไรก็ดีพบว่าการเจริญเติบโตของต้นมะกอกน้ำมันมีความแตกต่างกันค่อนข้างชัดเจน
คือการเจริญเติบโตลดน้อยลงจากแถวด้านทิศตะวันออกไปแถวด้านทิศตะวันตก ส่วนต้นที่มีการเจริญเติบโตค่อนข้างดี
พบว่าระบบรากค่อนข้างตื้นและมีขนาดเล็ก อาจเนื่องมาจากน้ำขัง เพราะระดับน้ำใต้ดินค่อนข้างสูงเกือบถึงผิวดิน
ซึ่งคิดว่าถ้ามีการตัดแต่งกิ่งอย่างเป็นระบบ จะช่วยให้ต้นมีความสมดุลและเจริญเติบโตได้ดี
สิ่งสำคัญที่ควรทำวิจัยต่อไปคือเรื่องการสังเคราะห์แสง และควรจดบันทึกข้อมูลวงจรการเจริญเติบโตของลำต้น
การแตกตา และข้อมูลสภาพดินฟ้าอากาศในรอบปีด้วย
คณะของเราได้เห็นภาพถ่ายผลของมะกอกน้ำมันที่ถ่ายในปี
2543 ซึ่งเป็นที่น่าสนใจเมื่อพบว่า มีการพัฒนาของช่อดอกจากปลายยอด เพราะพบได้ยากมากในแหล่งปลูกดั้งเดิม
และผลที่เกิดจากช่อดอกเหล่านี้จะร่วงไปในที่สุด ซึ่งเข้าใจว่าเป็นเพราะไม่ได้รับการผสมพันธุ์
แต่ไม่ใช่ปัญหาหลักที่ควรวิจัยในปัจจุบัน
ในบริเวณเดียวกันนี้ มีแปลงต้นมะกอกน้ำมันของโครงการพัฒนาส่วนพระองค์ที่มหาวิทยาลัยได้ร่วมในการวิจัยด้วย
มีการป้องกันน้ำขังรากโดยปลูกบนเนินดิน การควบคุมทรงพุ่มและตัดแต่งกิ่งต้องศึกษาจากข้อมูลการตอบสนองของต้นมะกอกน้ำมันที่มีต่อ
สภาพแวดล้อมของท้องถิ่น
จากนั้นได้ไปดูแปลงต้นมะกอกน้ำมันที่สถานีทดลองเกษตรที่สูงภูเรือ
จังวัดเลย ซึ่งมีความสูงจากระดับน้ำทะเล 920 ม. แปลงต้นมะกอกน้ำมันของสถานีฯ
ปลูกในปี 2540 จำนวน 17 พันธุ์ และปลูกเพิ่มอีก 2 พันธุ์ ในปี 2541 มีการปลูกซ่อมและปลูกเพิ่มอีกบางพันธุ์ในปีต่อๆ
มาด้วย ปัจจุบันมีต้นมะกอกน้ำมัน จำนวน 18 พันธุ์ รวม 286 ต้น ซึ่งปลูกบนที่ลาดเอียงไปทางทิศเหนือและมีการกำจัดวัชพืชรอบโคนต้นอย่างดี
ตลอดจนมีการจดบันทึกข้อมูลต่างๆ ด้วย พบว่ามีความแปรปรวนในการเจริญเติบโต
แต่เนื่องจากใช้รหัสเป็นตัวเลขแทนชื่อพันธุ์จึงไม่สามารถประเมินในขณะนั้นได้ว่าสาเหตุของความแปรปรวน
นั้นเกิดจากปัจจัยภายในพันธุ์ หรือระหว่างพันธุ์
แต่มีผลเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ต้นมะกอกน้ำมันที่ปลูกบนที่สูงมีการพัฒนาลำต้นดีกว่าในที่ราบลุ่ม
อย่างไรก็ตามถึงแม้ต้นมะกอกน้ำมันจะปลูกบนที่ลาดเอียง แต่การระบายน้ำของดินก็ไม่ดีพอ
บางต้นมีปัญหาน้ำขัง อาจเป็นเพราะมีน้ำสะสมบริเวณรอบโคนต้น ทำให้ดินฉ่ำน้ำตลอดเวลา
โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน ต้นมะกอกน้ำมันได้รับผลกระทบจากน้ำขังเป็นระยะเวลานาน
จึงอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ใบร่วง ข้อสั้น มีขนาดเล็ก หากมีการระบายน้ำบริเวณผิวดินรอบโคนต้น
อาจช่วยให้ต้นมีสภาพดีขึ้น บางต้นอาจมีโอกาสเจริญเติบโตอยู่ในเกณฑ์ดีถ้าหากได้รับการตัดแต่งที่ถูกวิธี
ควรมีการควบคุมทรงพุ่ม โดยการตัดแต่งกิ่งอ่อนแอออก เพราะการที่ต้นมะกอกน้ำมันมีการเจริญเติบโตที่สมดุลมีความสำคัญมากต่อการพัฒนาการแตกตา
แม้ต้นมะกอกน้ำมันที่ปลูกนี้มีอายุ 4 ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะติดดอกออกผลได้
|
|
|
ดูสภาพต้นมะกอกที่แปลงของสถานีทดลองพืชสวนเพชรบุรี
จังหวัดเพชรบุรี
|
 |
 |
| สาธิตวิธีการตัดแต่งกิ่งต้นมะกอกที่แปลงโครงการมะกอก
น้ำมันโครเอเชียอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี
|
สภาพแปลงปลูกต้นมะกอกน้ำมัน
ที่สถานีทดลองเกษตรที่สูงเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์
|
อย่างไรก็ตาม มีบางพันธุ์ที่ออกดอกได้แล้ว
เช่น Cornicabra (2542) Aribequina (2543) และ Barnea (2543) บางต้นมีการติดผล
แต่เป็นผลที่ไม่ได้รับการผสมเกสรและร่วงหล่นไปในที่สุด เพราะเป็นผลที่เกิดจากช่อดอกที่พัฒนาจากปลายยอดเช่นเดียวกับต้นที่ปลูกในที่ราบ
ทั้งนี้อาจเป็นเพราะมาจากการแตกตาข้างมากเกินไปในช่วงที่ยอดกำลังเจริญเติบโต
จึงทำให้มีกิ่งที่ไม่สมบูรณ์เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ซึ่งได้กล่าวแต่แรกแล้วว่า
ข้อมูลการพัฒนาทางลำต้นที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่สามารถสรุปได้ว่าต้นมะกอกน้ำมันจะให้ผลผลิตได้ภายใต้
สภาพแวดล้อมของไทย
การดูแปลงปลูกต้นมะกอกน้ำมันที่สถานีทดลองเกษตรที่สูงเขาค้อ
จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งปลูกบนเขาและลาดเอียงไปทางทิศใต้ มีต้นมะกอกน้ำมันจำนวน
27 พันธุ์ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากประเทศอิตาลี และมีการใส่รหัสแทนชื่อพันธุ์เช่นเดียวกับที่สถานีทดลองเกษตรที่สูงภูเรือ
จึงเป็นการยากที่จะประเมินความแตกต่างระหว่างพันธุ์ได้ แต่พบว่ามีการเจริญเติบโตเกือบปกติ
คือ มีใบใหญ่ได้ขนาด แต่กิ่งค่อนข้างยาวและเล็ก อาจเป็นเพราะไม่ได้รับการตัดแต่งกิ่ง
บางต้นมีอาการใบร่วงแต่พิสูจน์ไม่ได้ว่าเกิดจากเชื้อโรคอะไร การตรวจสอบหาเชื้อและสาเหตุของโรคควรกระทำอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื้อ Spilocaea oleagina ต้นมะกอกน้ำมันที่โตแล้วบางต้นมีจำนวนกิ่งตายแตกต่างกันไป
บางต้นตายทั้งที่ยังมีใบติดอยู่ ซึ่งคาดว่าเกิดจากโรค Verticillium wilt
ซึ่งโรคนี้จะเข้าทำลายในช่วงการให้น้ำ หรือในขณะที่ดินมีความชื้นสูง อาจเกิดจากเชื้อในท้องถิ่น
หรือติดมากับพันธุ์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งพันธุ์มะกอกน้ำมันแต่ละพันธุ์มีความทนทานต่อโรคนี้แตกต่างกัน
พันธุ์ที่มีความอ่อนแอต่อโรคนี้มาก คือ San Agostino และ Manzanillo
การติดผลที่ไม่ได้รับการผสมเกสรบนช่อดอกที่เจริญจากปลายยอดพบได้ในบางพันธุ์
แต่จากรายงานฉบับภาษาไทย พบว่าพันธุ์ Blancolila ติดผลที่สมบูรณ์ได้ โดยมีทั้งเนื้อและเมล็ดตามลักษณะพันธุ์
มีการแตกกิ่งด้านข้างจำนวนมาก แต่น้อยกว่าต้นที่ปลูกในที่ราบลุ่ม
ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ
พืชหลายชนิดที่นำมาปลูกในสภาพภูมิอากาศเขตร้อน
มีระยะการเจริญเติบโตทางลำต้นที่ไม่มีขอบเขต ส่งผลให้การแตกตาไม่พร้อมกัน
และพบว่าการปลูกต้นมะกอกน้ำมันในที่ราบลุ่มมีการตัดแต่งกิ่งหลังการปลูก
เพื่อให้เหลือกิ่งจำนวนน้อยแต่สมบูรณ์แข็งแรง ในการควบคุมการเจริญเติบโต
อาจตัดแต่งกิ่งปีละ 2-3 ครั้ง ซึ่งอาจช่วยส่งเสริมการพัฒนาการในระยะต่างๆ
ของต้นมะกอกน้ำมันให้เกิดพร้อมกันได้ และเป็นที่แน่ชัดว่าการที่จะพัฒนาต้นมะกอกน้ำมันภายใต้สภาพแวดล้อมของประเทศไทยนั้น
จะต้องมีการจัดการในด้านต่างๆ เป็นพิเศษ เพื่อปรับช่วงการเจริญเติบโตของต้นให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมของท้องถิ่น
สิ่งที่ควรกระทำอย่างยิ่ง คือ ควบคุมให้มีการเจริญเติบโตอย่างเป็นระบบและสมดุล
ควบคุมการแตกตาและการเจริญเติบโตให้พร้อมกันเป็นเป้าหมายแรก และควรมีการบันทึกการเจริญเติบโตด้านต่างๆ
อย่างต่อเนื่องและละเอียด
คณะของเราจึงแนะนำว่า ในระยะนี้ไม่ควรทดลองตอนกิ่ง
ซึ่งจะเป็นการรบกวนการเจริญเติบโตของกิ่ง และไม่ควรให้ความสำคัญกับการทดลองตอนกิ่งมากนัก
หรือควรเป็นการวิจัยในช่วงหลัง
ในขณะที่มีการศึกษาช่วงการเจริญเติบโตด้านต่างๆ
ควรจะค่อยๆ พัฒนาเทคนิคการควบคุมการเจริญเติบโตควบคู่ไปด้วย แปลงต้นมะกอกน้ำมันที่ไปดูมีอายุ
2-3 ปี และมีการขยายการปลูกออกไปเรื่อยๆ สำหรับการเปรียบเทียบในระยะนี้ไม่มั่นใจว่าจะทำได้หรือไม่
คงจะเป็นการดีหากจะปลูกต้นมะกอกน้ำมันใหม่อีก
2 แห่ง คือบนที่สูงและที่ราบลุ่ม ทั้งนี้ควรใช้พันธุ์ที่สมบูรณ์ มีอายุ
1 ปี ประมาณ 5-6 พันธุ์ พันธุ์ละ 15-20 ต้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการเก็บข้อมูลการเจริญเติบโต
พันธุ์ที่ควรนำมาศึกษา คือ Leccino, Picual, Picholine, Koronaki, Coratina
Arbequima และ Barnea
การควบคุมทรงพุ่มและการตัดแต่งกิ่งควรพัฒนาให้สอดคล้องกับลักษณะของพันธุ์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน
และมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในใบ ซึ่งคณะของเรายินดีที่จะช่วยแปลผลหลังจากที่มีการเก็บข้อมูลแล้วและขอเสนอแนะว่าในช่วง
2-3 ปีข้างหน้า ให้เก็บตัวอย่างใบมะกอกน้ำมันจากจำนวน 4-5 พันธุ์ ในแต่ละแปลง
และถ้าเป็นไปได้ควรใช้ต้นเดิม นำมาวิเคราะห์ปีละ 2 ครั้ง ทั้งก่อนและหลังฤดูฝน
สิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่ง คือการเพิ่มการระบายน้ำของแปลงปลูกในช่วงฤดูฝน และการควบคุมปริมาณน้ำในหน้าแล้ง
เพราะดูเหมือนว่าต้นที่แคระแกร็นอาจเกิดจากน้ำขัง และการระบายอากาศในดินไม่ดีพอ
ซึ่งอาจมีผลทำให้พัฒนาการของรากหยุดชะงัก
นอกจากนี้ควรเขียนชื่อพันธุ์ติดที่ต้น หรือติดร่วมกับรหัสที่ให้ไว้แต่ละต้น
จะช่วยให้ง่ายในการติดตามผลการเจริญเติบโตของแต่ละพันธุ์ และเจ้าหน้าที่จะได้คุ้นเคยกับพันธุ์ต่างๆ
ด้วย
การศึกษาพัฒนาการของตาที่นำไปสู่การออกดอกและการติดผลที่ทำอยู่ในปัจจุบันควรระงับไว้ก่อน
แต่ให้เน้นวิธีการทำให้ต้นมะกอกน้ำมันมีการเจริญเติบโตดี โดยทดลองจากต้นที่มีความสมบูรณ์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน
โดยศึกษาจากผลของโบรอนที่มีต่อการพัฒนาตาและดอก และทดสอบผลของทองแดง (0.3-1.0%)
โดยฉีดพ่นก่อนและหลังฤดูฝน เพื่อป้องกันใบร่วง
ผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับต้นมะกอกน้ำมันควรจะศึกษาหาความรู้จากผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยตรงจาก
ประเทศที่ปลูกต้นมะกอกน้ำ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ทั้งนี้อาจจะศึกษาในประเทศไทยก็ได้
โดยเน้นให้เจ้าหน้าที่ หรือนักวิชาการนำไปปฏิบัติในแปลงและมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงานเป็นประจำทุกวัน
ซึ่งคณะของเรายินดีที่จะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่
ท้ายสุดนี้ ขอขอบคุณคณะผู้แทนจากประเทศไทย
สถานีทดลองเกษตรที่สูง มหาวิทยาลัย และเจ้าหน้าที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
ที่ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล และคุณกมลินี
สุขศรีวงศ์