น้ำพระทัย . . . บนผืนดินอีสาน
        เป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่งนัก ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จแปรพระราชฐาน เพื่อทรงเยี่ยมเยียนราษฎรและงานโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดำริบนพื้นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อปี 2528 ณ ที่ตำบลพังขว้าง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร พระองค์เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตร การดำเนินงานของสถานีบำรุงพันธุ์สัตว์สกลนคร ซึ่งมีการดำเนินงานส่งเสริมราษฎรในบริเวณใกล้เคียง ให้มีอาชีพเลี้ยงโค เพื่อผลิตน้ำนม อันจะเป็นแหล่งอาหารคุณภาพสำหรับเด็ก เยาวชนและราษฎรในบริเวณใกล้เคียง ด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกล และเล็งเห็นความสำคัญของสุขภาพอนามัย ของราษฎรในการบริโภคอาหารที่มีคุณประโยชน์ เป็นอันดับแรก ผนวกกับพระอัจฉริยภาพด้านการพัฒนา ที่เน้นการใช้วิธีที่ง่ายๆ แก้ไขสิ่งที่ยาก จากเริ่มต้นด้วยระดับเล็กๆ ไปสู่ระดับกว้างขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป พระองค์จึงมีพระราชประสงค์ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันจัดตั้งศูนย์รวมน้ำนม ให้เป็นสถานที่รับซื้อน้ำนมดิบ เพื่อนำมาผลิตนมสดพาสเจอร์ไรส์และช่วยเหลือราษฎรในบริเวณนั้น โดยพระราชทานพระราชดำริ ให้สถานีบำรุงพันธุ์สัตว์ ร่วมกับปศุสัตว์จังหวัด และจังหวัดสกลนครพิจารณาจัดทำ "โครงการนมพาสเจอร์ไรส์" ในลักษณะเป็น Pilot Project โดยให้เริ่มดำเนินการและใช้เครื่องขนาดเล็กไปก่อน เพื่อใช้เป็นการทดสอบและวิจัยการแปรสภาพนมสด ตลอดจนการตรวจสอบคุณภาพนม และถ้าหากการทดลองดังกล่าวได้ผลดี และได้รับความสนใจจากผู้บริโภคและราษฎรในพื้นที่ ให้การสนับสนุนมากขึ้น ก็อาจปรับปรุงขยายการดำเนินงานในรูปแบบระบบสหกรณ์ คล้ายคลึงกับโครงการผลิตนมสด หนองโพที่จังหวัดราชบุรี และถ้ามีปริมาณนมสดเหลือมากพอก็อาจแปรสภาพเป็นนมผงให้มากขึ้น เพราะในสวนจิตรลดาเองก็ยังนำนมสดมาแปรสภาพทำเป็นนมผงอัดเม็ด ซึ่งได้รับความนิยมสูงมาก
        สำหรับการดำเนินงานด้านการพัฒนาปศุสัตว์ โดยเฉพาะการเลี้ยงวัวนมนั้น ให้ดำเนินการสาธิตให้ราษฎรเลี้ยงวัวนมให้มากขึ้น โดยให้ราษฎรรวมกลุ่มกันดำเนินงานเป็นกลุ่มเล็กๆ ก่อน ต่อเมื่อมีความเข้าใจและได้ผลดีแล้ว ก็จะขยายเป็นระบบสหกรณ์ต่อไป
เมื่อเริ่มนับหนึ่ง . . . เป็นศูนย์รวมนม
        เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ กรมปศุสัตว์ จังหวัดสกลนครและสำนักงาน คณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จึงได้ร่วมสนับสนุนให้จัดตั้งศูนย์รวมนม สถานีบำรุงพันธุ์สัตว์สกลนคร ขึ้นในปี พ.ศ. 2529 ใช้ชื่อว่า "ศูนย์รวมนมภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ" มีการดำเนินงานส่งเสริมการผลิตน้ำนมดิบของเกษตรกร ผู้เลี้ยงโคนมรายย่อย ให้สามารถผลิตนมสดที่มีความสะอาดบริสุทธิ์ และได้มาตรฐานสำหรับการบริโภค ตลอดจนสามารถจำหน่ายเป็นรายได้เสริมให้แก่เกษตรกร และด้วยพระเมตตาคุณอันใหญ่หลวงขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อันเป็นที่ประจักษ์แก่ราษฎรว่า ไม่เคยทรงทอดทิ้งราษฎร และทรงโอบอุ้มเกษตรกรทุกหมู่เหล่า เพื่อประโยชน์อันเป็นความสุขความอยู่ดีของราษฎร จึงพระราชทานพระราชดำริเพิ่มเติมในปี 2532 ให้ส่งเสริมการเลี้ยงโคนมให้แก่เกษตรกรในเขตจังหวัดสกลนคร และนำน้ำนมดิบมาทำเป็นนมสดพาสเจอร์ไรส์ โดยดำเนินการเป็นขนาดเล็กเพื่อเป็นการสาธิต และเป็นตัวอย่างให้เกษตรกรก่อน ไม่ได้ต้องการให้ดำเนินกิจการแบบธุรกิจการค้าขนาดใหญ่ ให้ดำเนินการค่อยๆ ขยายการผลิตน้ำนมไปเรื่อยๆ ซึ่งเมื่อปฏิบัติตามพระราชดำริดังกล่าวแล้ว ก็เป็นที่สนใจและมีเกษตรกรสมัครเข้าเป็นสมาชิกมากขึ้นเป็นลำดับ
รวมพลังชัยพัฒนา . . . ยิ่งเข้มแข็ง
        ในปีเดียวกันนี้เอง สมาชิกเกษตรกรโคนม จึงร่วมกันขอให้ศูนย์รวมนมแห่งนี้มีลักษณะการดำเนินงาน ในรูปแบบสหกรณ์การเกษตร และในปี 2533 ได้รับความช่วยเหลือจากมูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นองค์ประธานกรรมการฯ ให้เกื้อหนุนด้านเงินทุน ด้วยการให้กู้ยืมเงินในอัตราดอกเบี้ยที่ถูก อีกทั้งยังให้ผ่อนชำระคืนจำนวนน้อยในระยะเวลายาวนาน จึงทำให้กิจการของศูนย์รวมนมสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน สหกรณ์โคนมของศูนย์รวมนมภูพานมีสมาชิกซึ่งอยู่ในเขตอำเภอเมือง และอำเภอพรรณานิคม รวม 287 ราย โคนมจำนวน 1,733 ตัว สามารถผลิตน้ำนมดิบได้ 2,800-4,200 กิโลกรัม/วัน โดยทางศูนย์ฯจะรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรในราคากิโลกรัมละ 8.25 บาท และจะนำน้ำนมดิบที่แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์นมสดปรุงแต่งพาสเจอร์ไรส์ ผ่านด้วยเครื่องโฮโมจิไนซ์ (Homoginized) เป็น "นมภูพาน" หลายรส หลากกลิ่น ในขนาดบรรจุ 200 มิลลิลิตร ราคาถุงละ 3 บาท โดยมียอดจำหน่ายเฉลี่ยวันละประมาณ 18,000 ถุง อันเป็นการส่งเสริมเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ดังเช่นตัวอย่างเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมบ้านโนนสวรรค์
        นางทองศรี เหลาแตว วัย 41 ปี อยู่กับสามีและลูกอีก 3 คน มีอาชีพทำนา และเลี้ยงวัวนมจำนวน 6 ตัว รีดน้ำนมส่งศูนย์รวมนมทุกวัน วันละประมาณ 25-30 กิโลกรัม ได้เงินเป็นกำไรเดือนละ 5 พันบาท เมื่อเปรียบเทียบกับต้องก้มหน้าปลูกข้าวก็ถือว่าดีกว่า ตอนนี้ก็ปลูกข้าวไว้พอกิน ทำให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น และสามารถส่งลูกเรียนหนังสือได้นางทองศรีฯ ก็พอใจแล้ว
จากหนึ่ง . . . ขยายเป็นสอง
        จากการที่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจและทรงเยี่ยมเยียนประชาชน ไม่ว่าจะเป็นที่ไกลหรือที่ใกล้ ตามรอยบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ บ้านป่าโจดและบ้านดงบัง ตำบลค้อเขียว อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร กลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์ค้อเขียว ซึ่งมีศูนย์รวมนมเล็กๆ เป็นของตนเอง ได้ร่วมกันขอจัดตั้งเป็นสหกรณ์การเกษตรใช้ชื่อว่า "สหกรณ์โคนมวาริชภูมิจำกัด" มีสมาชิกผู้เลี้ยงโคนมรวม 194 ราย เมื่อสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรการดำเนินงานของสหกรณ์โคนมวาริชภูมิในปี 2535 ได้พระราชทานความช่วยเหลือและมีพระราชดำริ ให้มูลนิธิชัยพัฒนา พิจารณาจัดหาถังเก็บน้ำนมดิบ และพิจารณาให้ความช่วยเหลือค่าใช้จ่าย โดยอาจให้กู้เงินดอกเบี้ยต่ำ รวมทั้งพิจารณาจัดหาน้ำให้กับราษฎรบ้านป่าโจด และบ้านโคกตาดทองให้มีน้ำอุปโภค บริโภคและใช้สนับสนุนการเกษตรตลอดปี และด้วยพระวิสัยทัศน์ที่ทรงตระหนักถึงความสำคัญ ด้านการศึกษาเรียนรู้ จึงโปรดเกล้าฯ ให้พิจารณาให้การศึกษาอบรม ความรู้แก่สมาชิกสหกรณ์และบุตรหลาน เพื่อให้ได้รับการศึกษามีความรู้ทางวิชาการสมัยใหม่มาพัฒนา และกลับมาทำงานให้กับสหกรณ์ต่อไป
นมสด . . . เพิ่มโอกาสที่วาริชภูมิ
        เมื่อได้รับพระมหากรุณาธิคุณ ซึ่งได้บรรเทาความเดือดร้อนของเหล่าสมาชิก สหกรณ์ฯ ผู้เลี้ยงโคนมใน 6 อำเภอ คือ อำเภอวาริชภูมิ อำเภอพังโคน อำเภอสว่างแดนดิน อำเภอส่องดาว อำเภอกุดบากและอำเภอนิคมน้ำอูน เป็นจำนวน 264 คน รวมวัวนมได้ 1,257 ตัว โดยสหกรณ์ฯ ดำเนินการรวบรวมน้ำนมดิบจาก แม่วัวนมสมบูรณ์ ของสมาชิก ด้วยการรับซื้อในราคามาตรฐาน 8.75 บาท/กิโลกรัม แต่ถ้าเป็นน้ำนมมีคุณภาพดีก็จะรับซื้อในราคาสูงขึ้น ซึ่งในเดือนหนึ่งๆ สามารถรับซื้อนมดิบได้ประมาณ 143 ตัน จากนั้น นำมาแปรรูปเป็นนมปรุงแต่งพาสเจอร์ไรส์ตรา "นมวาริช" ในรสชาติหลากกลิ่นหลายสี ทั้งหวาน จืด สตรอเบอรี่ และโกโก้ ล้วนสดมันด้วยกรรมวิธีโฮโมจิไนซ์ เพื่อรักษาคุณค่าของน้ำนม ทำให้ สหกรณ์ฯ สามารถจัดจำหน่ายนมสดบรรจุถุงให้แก่นักเรียนโรงเรียนต่างๆ ในจังหวัดสกลนคร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ จำนวน 255 แห่ง และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในอำเภอวาริชภูมิอีก 21 ศูนย์ อันเป็นการเพิ่มโอกาสการบริโภคนมสดที่มีคุณภาพแก่เด็กในวัยเรียน อีกทั้งเป็นการเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพเสริมรายได้ให้แก่สมาชิกฯ และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคอีกด้วย เช่น นายสงกา แพงศรี วัย 52 ปี สมาชิกอาวุโสกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์ตั้งแต่ปี 2528 มีบุตร 7 คน เดิมมีอาชีพทำนาและไร่มันด้วยรายได้ 3 หมื่นบาท/ปี เริ่มแรกเลี้ยงโค 2 ตัว ก็รีดน้ำนมขายมาตลอด ปัจจุบันเป็นกรรมการสหกรณ์โคนมวาริชภูมิ มีวัวนมอยู่ 18 ตัว รีดนมได้ประมาณวันละ 70-90 กิโลกรัม เป็นน้ำนมคุณภาพขายได้ราคาดี ทำให้มีรายได้เฉลี่ยเดือนละกว่า 17,000 บาท นายสงกาฯ บอกว่า "ถ้าไม่เลี้ยงวัวนม โอกาสจะมีรถก็ไม่ได้ มอเตอร์ไซด์ก็ไม่ได้ โอกาสที่ไม่มีเดี๋ยวนี้มีแล้ว . . . ลูกก็เรียนถึงมัธยม ถึง ปวส. แล้ว"
        หรืออย่าง นายทรพิษ แพงศรี หนุ่มวัยทำงานอายุ 38 ปี เป็นประธานกรรมการ สหกรณ์ฯ ร่วมกับภรรยาช่วยกันเลี้ยงวัวนม 10 ตัว ได้น้ำนมคุณภาพวันละ 50-80 กิโลกรัม ส่งขายในราคาดีกิโลกรัมละ 9.25 บาท มีรายได้จากส่งน้ำนมดิบเดือนละประมาณ 1-2 หมื่นบาท หักค่าใช้จ่ายแล้วก็เหลือประมาณ 6 พันถึงหมื่นกว่าบาท และยังปลูกข้าวเสริมอีก 5 ไร่ เพื่อใช้ในการบริโภค เท่านี้นายทรพิษก็มีความเป็นอยู่ดีขึ้น
        ยิ่งกว่านั้นนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่สหกรณ์ฯ ที่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานเงินจำนวน 1 ล้านบาท ให้เป็นเงินกองทุนพระราชทาน เพื่อสำรองไว้ใช้ในกิจการของสหกรณ์ฯ และเป็นกุศลบุญอย่างหาที่เปรียบมิได้แก่สมาชิก สหกรณ์โคนมวาริชภูมิ ที่ทรงรับบุตรหลานของสมาชิกสหกรณ์ฯ ที่มีความตั้งใจและต้องการจะเรียนต่อสาขาวิทยาศาสตร์ในระดับสูงขึ้น โดยทรงรับเป็นนักศึกษาในพระบรมราชานุเคราะห์ จำนวน 3 ราย ซึ่งเมื่อจบการศึกษาแล้วก็ให้นำความรู้กลับมาทำงาน เพื่อพัฒนางานของสหกรณ์ฯ ต่อไป
        . . . นายสุริยันชัย คำพอง และนางสาวศรีไพร แพงศรี ซึ่งได้รับพระราชทานทุนเล่าเรียนในสาขาสัตวศาสตร์ และสาขาการจัดการธุรกิจ ตามลำดับ และทั้งสองคนได้กลับมาทำงานที่สหกรณ์ฯ ในสาขาที่จบมา ทำให้มีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง อยู่กับครอบครัวและพัฒนาท้องถิ่นของตนเองให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น
        และนักเรียนทุนพระราชทานคนล่าสุด "ตอนแรกจบ ม.6 จะไม่ได้เรียนแล้ว ไม่มีเงิน โชคดีพ่อเป็นสมาชิกสหกรณ์ฯ ก็ได้เรียนต่อ . . ." นางสาวประภัสสร ภูผาเงิน อายุ 22 ปี ศึกษาต่อในสาขาเทคโนโลยีการอาหารที่สถาบันราชมงคลวิทยาเขตกาฬสินธุ์ เป็นเวลา 2 ปี ขณะนี้กลับมาทำงาน มีเงินเดือน เลี้ยงดูตนเองได้แล้ว
สร้างอาชีพ . . . เสริมสุขภาพและรายได้ที่มั่นคง
        ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ศูนย์รวมนมภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และ สหกรณ์โคนมวาริชภูมิจำกัด มีการดำเนินงานที่ก้าวหน้าดีขึ้นและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้มีกำไรและมีกองทุนรายได้ถึง 6 ล้านบาท และ 3.5 ล้านบาท ตามลำดับ ทำให้ราษฎรจากการที่ต้องก้ม "หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน" และขายข้าวมีรายได้ปีละไม่ถึง 4 หมื่นบาท ซึ่งถ้าปีไหนฟ้าฝนปรวนแปร นาเสียก็ยิ่งลำบาก ปัจจุบันได้เลี้ยงโคนมเป็นอาชีพเสริม ถ้ารีดน้ำนมอย่างต่ำวันละ 20-25 กิโลกรัม ก็ได้เงินเดือนละ 5-6 พันบาท ทำให้มีรายได้ที่มากขึ้น มั่นคงขึ้น และนอกจากจะได้อาชีพเพิ่ม รายได้เพิ่มให้กับครอบครัวแล้ว น้ำนมที่ผลิตได้ยังกลับมาสู่ราษฎรและเด็กในท้องถิ่น โดยเฉพาะเด็กเล็กและเด็กในวัยเรียน ซึ่งจะมีแหล่งอาหารที่มีคุณค่าสารอาหารสำหรับบริโภค อันจะทำให้พวกเขาเหล่านั้นเติบโตอย่างมีสุขภาพดี แข็งแรง และเป็นกำลังสำคัญในอนาคตสำหรับท้องถิ่นและประเทศชาติต่อไป
        หลายปีผ่านไป . . . เป็นความปลื้มปิติอย่างล้นพ้น แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงวัวนมทั้งสองแห่งที่ได้รับ "น้ำพระทัย" จาก "สองพระองค์" นักพัฒนาของแผ่นดิน ที่ทรงบรรเทาความทุกข์ร้อนยากลำเค็ญ ด้อยโอกาสของราษฎร ด้วยทรงยกระดับโภชนาการ ยกฐานะรายได้และคุณภาพชีวิตของพสกนิกรให้ดีขึ้นอย่างทั่วหน้า ไม่ว่าจะเป็น ณ ที่แห่งใด . . . ที่ไกลหรือใกล้ก็ตาม ด้วยพระราชหฤทัยที่ห่วงใยราษฎรทุกแห่งหน ทั่วทุกอณูแผ่นดิน . . .
HOME
BACK
English Language
 
mailto:special@mail.rdpb.go.th