พระราชดำรัสของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการเสวนาเรื่อง "อาหารและโภชนาการในภาวะเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลง" ณ สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2541 สรุปได้ดังนี้ 
         สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงยึดหลักของการพัฒนา ร่วมกับสังคมสงเคราะห์ คือ ทำอย่างไรให้ประชาชนมีความสุขสบายขึ้น ในภาวะที่เศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไป ในทางที่ตกต่ำลงเช่นนี้ จะต้องทำให้ค่ารักษาพยาบาลลดลง ต้องทำตัวไม่ให้ป่วยโดย 
1. รับประทานอาหารให้เพียงพอ ให้ถูกต้อง 
2. ทำอาหารให้สะอาด ไม่ใช่ห้องครัวนิดเดียว แมลงวันเป็นแสน ควรจัดห้องครัวให้เรียบร้อย จัดวางของให้ถูกต้อง ไม่ชื้นแฉะเป็นเชื้อรา 
3. ไม่ทิ้งสิ่งสกปรกโสโครกลงในแหล่งน้ำ การผลิตอาหารยามวิกฤตแบบนี้ น้ำเป็นสิ่งสำคัญ ทรงแนะวิธีการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ คือ มีบ่อน้ำ และเพาะปลูกรอบๆ บ่อ นำผลผลิตจากเกษตรกรรม รอบบ่อไปจำหน่ายหรือบริโภคเอง และยังทรงคิดต่อไปถึงการแปรรูปผลิตภัณฑ์ ซึ่งหากทำได้สม่ำเสมอ ก็อาจจัดเรื่องการตลาด อาจไปไกลได้ถึงการส่งออก แต่ต้องคำนึงถึงเรื่อง มาตรฐานของสินค้าด้วย 
       ในระยะนี้อาจเป็นโอกาสอันดี ในการปรับปรุงแก้ไขมาตรฐาน ของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้ทรงพบการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน ด้วยพระองค์เองหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นด้วยความไม่ตั้งใจของผู้ผลิต หรือความเสียดายไม่อยากทิ้งของไม่เข้ามาตรฐาน หรือเหตุผลอื่นๆ แต่ผลก็คือสินค้าไม่ได้มาตรฐาน เสียชื่อเสียง และองค์การอาหารและยา ไม่สามารถที่จะรับรองได้ ซึ่งในปัจจุบันเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นกระแสของโลก ที่จะต้องมีมาตรฐานในเรื่องของ ISO (มาตรฐานที่เกิดขึ้นมาจากผลผลิต ขององค์การที่ชื่อว่า องค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน หรือ International Organization for Standardization) หรือในเรื่องของอุตสาหกรรม เราต้องพิถีพิถันขึ้น ต้องละเอียดละออขึ้น เศรษฐกิจจะยิ่งแย่ถ้าเราปล่อยไปตามยถากรรม 
         สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีโครงการทางด้านโภชนาการ เพื่อเด็กๆในชนบท คือ โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน ซึ่งมีรับสั่งว่าทรงมีพระราชประสงค์ ให้เรียกว่า การเกษตรเพื่อโภชนาการ โครงการนี้ทรงจัดให้โรงเรียนในเขตชนบทห่างไกล ได้ปลูกผัก เลี้ยงไก่ แล้วใช้ประกอบอาหารกลางวันให้นักเรียน เพื่อนักเรียนจะได้รับสารอาหารที่เพียงพอ ถูกต้องตามหลักโภชนาการ บำรุงร่างกายและสมอง นอกจากนั้นยังมีโครงการ ที่เพิ่งจะมีพระราชดำริใหม่ คือ โครงการอาหารกลางคืน ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะส่งเสริม โภชนาการในโรงเรียนในเขตที่มีผู้นับถือศาสนาอิสลาม เนื่องจากในช่วงการถือบวช นักเรียนอิสลามจะไม่สามารถรับประทาน อาหารกลางวันได้ ทำให้โครงการอาหารกลางวันไม่ได้ผล จึงทรงคิดโครงการอาหารกลางคืนขึ้น ขณะนี้คณะอาจารย์จากสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดลกำลังศึกษาข้อมูล เพื่อประเมินผลได้ผลเสียของโครงการอยู่ 
         นอกจากนี้ยังทรงพบเด็กเล็ก ในหมู่บ้านชนบทที่มีผู้สูงอายุเป็นผู้ดูแล จึงมีพระราชดำริให้จัดตั้งศูนย์ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่มีความรู้คอยดูแล ร่วมกับคุณย่าหรือคุณยายที่ผลัดกันมา ช่วยดูแลลูกหลานตนเอง และลูกหลานผู้อื่นด้วย โดยทรงเรียกเล่นๆ ว่า โครงการต้วมเตี้ยมเลี้ยงเตาะแตะ คือคนแก่ต้วมเตี้ยมแล้วมาเลี้ยงเด็กเตาะแตะ 
       การพัฒนาในปัจจุบันเน้นการพัฒนาชุมชน ในลักษณะครบวงจร เมื่อก่อนทรงสนพระทัยเรื่องอาหารแต่อย่างเดียว ต่อมาก็ทรงสนพระทัยเรื่องส่งเสริมการศึกษา และส่งเสริมอาชีพซึ่งต้องแนะนำสิ่งที่เขาทำแล้วนำไปขายได้ หรือบริโภคเองได้ วิธีที่ทรงทำคือ ทรงคิดโครงการขึ้นมา ความจริงจะทำได้หรือไม่ได้ ก็ยังไม่ทรงทราบ แต่จะทรงคิดไปเรื่อยๆ แล้วส่งให้ทดสอบ ถ้าพิสูจน์ว่าทำได้ ก็จะทรงทำโครงการนั้นต่อไป แต่ว่าถ้าทำไม่ได้ก็ลืมเสีย ไม่ทำต่อ ถ้าไม่คุ้มก็จะทรงเปลี่ยนแปลงไปคิดอย่างอื่นต่อ 
       ท้ายที่สุดทรงสรุปว่าทุกๆโครงการ มีสิ่งที่เหมือนกันคือต้องทำด้วยความระมัดระวัง การดำเนินโครงการจะต้องคำนึงถึงความพอใจ และลักษณะนิสัยของผู้รับ ไม่ใช่ว่าจะใช้แต่ความคิดของตนเอง
 
HOME
BACK
English Language
 
 
mailto:special@mail.rdpb.go.th