แม่น้ำป่าสักมีต้นน้ำอยู่บริเวณเทือกเขาเพชรบูรณ์ ในเขตอำเภอด่านซ้าย ทางตอนใต้ของจังหวัดเลย ไหลผ่านลัดเลาะจังหวัดเพชรบูรณ์ ลพบุรี สระบุรี เรื่อยมาบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยาที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รวมความยาวทั้งสิ้นประมาณ 513 กิโลเมตร
       ลักษณะทั่วไปของลุ่มน้ำป่าสัก มีลักษณะคล้ายขนนกแคบเรียวยาว ส่งผลให้การเก็บกักน้ำและการซึมซับน้ำไว้ได้ไม่ดีเท่าที่ควร ปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรกรรม อุตสาหกรรมตลอดจนความต้องการน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค จึงทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี และเมื่อปริมาณประชากรเพิ่มขึ้น และมีการแผ้วถางขยายพื้นที่ทำกินออกไปอย่างกว้างขวาง ทำให้ปริมาณน้ำที่ต้องการใช้มีอัตราสูงยิ่งขึ้นไปอีก
        ห้วงระยะเวลา 4-5 ปี ที่ผ่านมา พื้นที่หลายแห่ง ในทุกภาคของประเทศไทย ประสบกับสภาวะความแห้งแล้ง มากผิดปกติทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง เช่น ปี พ.ศ. 2536 ฝนตกในภาคเหนือและภาคกลางมีปริมาณน้อยกว่าเกณฑ์เฉลี่ย ที่เคยตกในอดีต น้ำที่เก็บกักไว้ในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ของลุ่มน้ำเจ้าพระยามีปริมาณลดน้อยลงมาก เช่น น้ำในเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์เป็นต้น จึงจำต้องสำรองน้ำไว้ใช้สำหรับกิจกรรมต่างๆ ในฤดูแล้ง แต่เมื่อต้องระบายน้ำให้เกษตรกรไปหล่อเลี้ยงไร่นาเป็นจำนวนมาก ทำให้เขื่อนทั้ง 2 แห่งมีปริมาณน้ำลดลงมากกว่าปกติ จนเกิดการขาดแคลนน้ำจนทุกวันนี้
        แม้กรมชลประทานจะพยายามพัฒนาแหล่งน้ำประเภทต่างๆ ในลุ่มน้ำป่าสักเพื่อสนองความต้องการด้านเกษตรกรรม อุปโภคและบริโภค ตลอดมาจนถึงปัจจุบันก็ตาม แต่เนื่องจากโครงการส่วนใหญ่เป็นการพัฒนาแหล่งน้ำในลำน้ำสาขา จึงไม่สามารถกักเก็บน้ำได้มากนัก ราษฎรที่มีถิ่นฐานในลุ่มน้ำป่าสัก ต้องอาศัยน้ำส่วนหนึ่งจากโครงการเจ้าพระยามาช่วยสนับสนุน แต่ก็ไม่เพียงพอ และหากน้ำในลุ่มน้ำป่าสักมีปริมาณมาก ก็จะเกิดอุทกภัยในพื้นที่ของราษฎรตลอดลุ่มน้ำ รวมทั้งพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล
        นอกจากนี้ ปัจจุบันความต้องการน้ำมีปริมาณมากขึ้น เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร การเจริญเติบโตของชุมชน และโรงงานอุตสาหกรรม จึงสมควรหาแนวทางการพัฒนาแหล่งน้ำในลุ่มน้ำป่าสัก และลุ่มน้ำเจ้าพระยาให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อความสุขสมบูรณ์ของแผ่นดินไทย
พระเมตตาธิคุณ....ทรงเจือจุนดับทุกข์เข็ญ
        วันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2532 ณ พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ จังหวัดเชียงใหม่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริให้สำนักงาน คณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) และกรมชลประทาน ศึกษาความเหมาะสมโครงการ เขื่อนเก็บกักน้ำแม่น้ำป่าสักอย่างจริงจังและเร่งด่วน เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำและเพื่อประโยชน์ต่อพื้นที่เพาะปลูกในลุ่มน้ำป่าสัก ตลอดจนช่วยบรรเทาอุทกภัยที่เกิดขึ้นเป็นประจำ ทั้งในเขตลุ่มน้ำป่าสัก กรุงเทพมหานครและปริมณฑลได้อีกด้วย
       จากแนวพระราชดำริดังกล่าว กรมชลประทานได้ดำเนินการศึกษาเบื้องต้น และจัดทำสรุปแนวทางการดำเนินงานเสนอคณะรัฐมนตรี ซึ่งได้มีมติเมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2533 ให้ศึกษาความเหมาะสมของโครงการเขื่อนเก็บกักน้ำแม่น้ำป่าสัก โดยให้ สำนักงาน กปร. เป็นแกนกลางดำเนินการ ซึ่ง พรบ. ในฐานะประธาน กปร. ได้แต่งตั้งคณะกรรมการ พิจารณาการศึกษาโครงการเขื่อนเก็บกักน้ำแม่น้ำป่าสัก โดยที่แผนการก่อสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำขนาดใหญ่ ลงทุนสูงและมีผลกระทบหลายด้าน องค์กรนี้จึงได้เชิญสถาบันที่เกี่ยวข้องด้านการพัฒนา และสิ่งแวดล้อมเข้าร่วมพิจารณาตั้งแต่เริ่มดำเนินการศึกษา อาจกล่าวได้ว่าเป็นการนำเอาองค์กร NGO จนถึงเมื่อปี 2536 คณะรัฐมนตรี ได้มีมติเห็นชอบผลการศึกษาความเหมาะสมของโครงการ และให้นำผลการศึกษาด้านผลงานสิ่งแวดล้อม และแผนปฏิบัติการแก้ไข และพัฒนาสิ่งแวดล้อม เสนอผลความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม ซึ่งในที่สุด เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2537 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้กรมชลประทานดำเนินการก่อสร้างโครงการ เขื่อนเก็บกักน้ำแม่น้ำป่าสัก เขื่อนแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ ตำบลหนองบัว อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี มีลักษณะเป็นเขื่อนดิน ยาว 4,860 เมตร สูง 31.50 เมตร จะสามารถเก็บกักน้ำได้ 785 ล้านลูกบาศก์เมตร
ป่าสัก ..... วันนี้
        การดำเนินงานโครงการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสักฯ รัฐบาลได้จัดตั้งองค์กรขึ้นมา เพื่อกำกับดูแล โดยมีคณะกรรมการย่อยอีก 7 ชุด ดูแลแต่ละแผนงาน/กิจกรรม การดำเนินงานจะเป็นไปในลักษณะ Package Programme จนกระทั่งถึงขณะนี้ได้ใช้เวลาดำเนินงานนับตั้งแต่เริ่มศึกษาความเหมาะสม เมื่อปี 2535 จนถึงเป้าหมายเก็บกักน้ำในเดือนมิถุนายน 2541 รวมเป็นเวลาถึง 6 ปี ทุกหน่วยงานทั้งส่วนกลาง และในพื้นที่ได้เร่งรัดปฏิบัติงานจนเกิดผลเป็นรูปธรรม แก้ไขปัญหาอุปสรรคโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดหาที่ดินเพื่อใช้ในการก่อสร้างเขื่อน ถือได้ว่าเป็นรูปแบบจัดตั้งองค์กรบริหาร ที่ระดมทรัพยากรทุกส่วนของภาคราชการ และองค์กรเอกชน โดยเน้นความสำคัญ ของการสร้างความเข้าใจกับมวลชนมาโดยตลอด
ผลสรุปการดำเนินงานมีดังนี้
        ด้านจัดหาพื้นที่ : ในส่วนที่เป็นพื้นที่อยู่อาศัยทำกินของราษฎร ได้ดำเนินการจัดซื้อที่ดินจากราษฎร โดยได้มีการจ่ายเงินชดเชย ในส่วนที่เป็นพื้นที่การคมนาคม อาทิ ทางรถไฟ ทางหลวงแผ่นดิน ได้ดำเนินการย้ายเส้นทางดังกล่าว คาดว่าจะสามารถดำเนินการแล้วเสร็จตามกำหนด
ด้านฟื้นฟูและพัฒนาสิ่งแวดล้อม : ได้ดำเนินการฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำลุ่มน้ำป่าสัก ทำฝายต้นน้ำลำธาร สำรวจเพื่อประกาศเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่า นำไม้ออกและแผ้วถางป่าในพื้นที่ สำหรับแหล่งโบราณคดีที่ขุดพบในพื้นที่ จำนวน 33 แห่ง และสำรวจศึกษาวัฒนธรรมท้องถิ่น ก็จะได้มีการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์เก็บรักษาไว้เพื่อการศึกษาต่อไป
ด้านการก่อสร้างชลประทาน : ได้ดำเนินการก่อสร้างเขื่อนดินพร้อมอาคารประกอบ 3 แห่ง มีแผนจะแล้วเสร็จเก็บกักน้ำได้ ภายในเดือนมิถุนายน 2541 ส่วนระบบชลประทานอยู่ระหว่างดำเนินการศึกษา และสำรวจออกแบบ คาดว่าจะเริ่มดำเนินการในปี 2542
ด้านการพัฒนาอาชีพให้แก่ราษฎร : จัดให้มีการฝึกอบรมอาชีพระยะสั้น ให้บริการทางวิชาการด้านการเกษตร เช่น เพาะเลี้ยงสัตว์ การปศุสัตว์ ฝึกอบรม และสาธิตการอนุรักษ์ดินและน้ำ พัฒนาการเกษตรแบบผสมผสาน ฯลฯ โดยสนับสนุนข้อมูลข่าวสารในด้านต่างๆ อาทิ การผลิต การตลาด สนับสนุนความร่วมมือ ระหว่างเกษตรกรกับโรงงานแปรรูป ฯล
การจัดตั้งชุมชนใหม่ : ขณะนี้ราษฎรอพยพเข้าไปอยู่ในชุมชนใหม่แล้ว 23 แห่ง โดยทางคณะกรรมการหมู่บ้าน และองค์การบริหารส่วนตำบล เป็นผู้กำหนดพื้นที่ชุมชนใหม่ มีเพียงราษฎรส่วนน้อย ได้อพยพออกไปนอกจังหวัด ทางราชการได้สนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภค สาธารณูปการ ในพื้นที่ชุมชนทุกจุด
        ทั้งนี้ หากโครงการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสัก อันเนื่องมาจากพระราชดำริแล้วเสร็จ จะสามารถช่วยเหลือประชาชนในเขตจังหวัดลพบุรีและสระบุรี ให้มีน้ำในการอุปโภค-บริโภค และทำการเกษตรถึง 167,000 ไร่ รวมทั้งเป็นแหล่งน้ำสำหรับพื้นที่ โครงการชลประทานในทุ่งเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกถึง 2,200,000 ไร่ อีกทั้งยังช่วยป้องกันอุทกภัย ในพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำป่าสักและพื้นที่ตอนล่าง ของแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จากแผนดำเนินงานโครงการที่วางไว้ โครงการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสักอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จะสามารถเก็บกักน้ำได้ในราวกลางเดือนมิถุนายน 2541 นี้
อนาคต ..... ในพระราชหฤทัยที่ทรงคาดหวัง
        เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2537 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชดำรัส เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ความตอนหนึ่งว่า
        "..... อันนี้ก็ได้พูดถึงที่ท่านนายกฯ ได้กล่าวถึงกิจการที่ได้ทำมาส่วนหนึ่ง อื่น ๆ ก็ยังมีมาก อย่างเช่นที่ว่าที่พูดปีที่ แล้วเรื่องโครงการแม่น้ำป่าสัก แม่น้ำนครนายก และปากพนังว่า ปีนี้ก็น่ายินดีที่เริ่มลงมือเสียที เมื่อลงมือได้ แต่ก็ยังต้องมีอุปสรรคที่เราต้องฝ่าฟันอีกมาก สำหรับแม่น้ำป่าสักนี้ แต่ว่ามีหวังว่าภายในห้าปี ถ้าไม่มีอุปสรรคร้ายแรงอีกห้าปี ปัญหาเกี่ยวข้องกับน้ำแล้งหรือน้ำขาดแคลน กับน้ำท่วมจะบรรเทาไปมาก เข้าใจว่าบรรเทาไปแปดสิบเปอร์เซ็นต์ ทำให้ประชาชนจำนวนเป็นแสนมีความสุขมากขึ้น โดยอาศัยโครงการป่าสักกับโครงการนครนายก และก็ต้องน่าชมเชยประชาชนและข้าราชการ อย่างผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก และผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรีปัจจุบัน ที่ได้ช่วยไปจัดให้ประชาชนเข้าใจ และร่วมมือในกิจกรรมเหล่านี้ ....."
        สายธารพระมหากรุณาธิคุณที่ปกแผ่เหนือลุ่มน้ำป่าสัก คือ ประจักษ์พยานแห่งน้ำพระราชหฤทัยที่ทรงห่วงใย มวลพสกนิกรทั้งหลายให้พ้นภัยนานา ที่เข้ามาแผ้วพาน สามารถดำรงชีพอยู่ได้ด้วยความสุขสมบูรณ์ทั่วหน้า
HOME
BACK
English Language
mailto:special@mail.rdpb.go.th