พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัส เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2526 เกี่ยวกับการจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาไว้ตอนหนึ่ง ดังนี้
        "…จุดประสงค์ของศูนย์ศึกษาก็เป็นสถานที่สำหรับค้นคว้า วิจัยในท้องที่ เพราะว่า แต่ละท้องที่ สภาพฝน ฟ้า อากาศ และประชาชน ในท้องที่ต่างกัน ก็มีลักษณะแตกต่างกันมากเหมือนกัน…"
        "…ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเป็นศูนย์ที่รวบรวมกำลังทั้งหมด ของเจ้าหน้าที่ทุกกรมกอง ทั้งในด้านการเกษตร หรือในด้านสังคม ทั้งในด้านหางานการส่งเสริมการศึกษามาอยู่ด้วยกัน ก็หมายความว่าประชาชนซึ่งจะต้องใช้วิชาการทั้งหลาย ก็สามารถที่จะมาดู ส่วนเจ้าหน้าที่จะให้ความอนุเคราะห์แก่ประชาชน ก็มาอยู่พร้อมกัน ในที่เดียวกันเหมือนกัน ซึ่งเป็นสองด้าน ก็หมายถึงว่า ที่สำคัญปลายทางคือ ประชาชนจะได้รับประโยชน์ และต้นทางของผู้เป็นเจ้าหน้าที่จะให้ประโยชน์…"
        ศูนย์ศึกษาการพัฒนาได้จัดตั้งขึ้น ในภูมิภาคต่างๆ จำนวน 6 ศูนย์ ซึ่งแต่ละศูนย์จะมีการศึกษา วิจัย ในเรื่องที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และภูมิอากาศ เพื่อให้ราษฎรได้มีโอกาสศึกษา และนำวิทยาการแผนใหม่ มาใช้ประโยชน์ในการทำมาหากิน และช่วยเหลือตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
        ขณะนี้ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาได้ดำเนินการมาแล้วกว่า 10 ปี มีผลการดำเนินงานมากมาย และเป็นศูนย์รวมความรู้เพื่อพัฒนาการเกษตร ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ในการประกอบอาชีพแก่เกษตรกรโดยทั่วไป รวมทั้งนักวิชาการที่ได้เข้าไปศึกษาดูงานในศูนย์ด้วย
        สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยกองประเมินผลและข้อมูล ได้ทำการศึกษาและประเมินผลการดำเนินงานของศูนย์ศึกษาการพัฒนา ทั้ง 6 ศูนย์ โดยเฉพาะผลที่มีต่อประชาชนในหมู่บ้านที่อยู่รอบๆ ศูนย์ ทำให้ได้รับทราบว่าทุกศูนย์ฯ สามารถทำการศึกษาทดลองได้ตามแนวพระราชดำริได้เป็นอย่างดี และในปัจจุบัน ผลการทดลองในทุกๆ สาขา ได้มีการสาธิตไว้ให้เกษตรกรและผู้สนใจเข้าไปศึกษา เพื่อนำไปเป็นแนวทางการประกอบอาชีพต่อไปได้ ซึ่งแต่ละปีนั้นมีผู้เข้าไปศึกษาดูงานในแต่ละศูนย์มากกว่าหมื่นคน ในกรณีที่เข้าเยี่ยมชมศูนย์เป็นหมู่คณะ ทางศูนย์จะจัดเจ้าหน้าที่บรรยายเกี่ยวกับกิจกรรมการดำเนินงานศูนย์ และนำไปดูงานในแปลงสาธิตตามความสนใจ ขณะเดียวกันจะมีการจัดการฝึกอบรมในหลักสูตรต่างๆ เช่น การปรับปรุงบำรุงดิน การทำปุ๋ยหมัก การเพาะปลูกพืชชนิดต่างๆ การขยายพันธุ์พืช การเลี้ยงสัตว์ ฯลฯ นอกจากนั้นเจ้าหน้าที่ของศูนย์ยังได้เข้าไปให้คำแนะนำ กับประชาชนในหมู่บ้านรอบศูนย์ พร้อมกันนี้ได้มีการประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ เช่น การแจกจ่ายเอกสารโครงการ จัดทำบทความหรือสารคดีเผยแพร่ทางสื่อต่างๆ ตลอดจนมีการจัดนิทรรศการเป็นครั้งคราวในโอกาสที่เหมาะสม เป็นต้น
        จากการดำเนินการศึกษาทดลองของ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทั้ง 6 ศูนย์ ทำให้เกิดผลงานมากมายที่เป็นประโยชน์กับประชาชนในท้องถิ่น สามารถนำไปประกอบอาชีพ และได้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้น ซึ่งในการประเมินผลครั้งนี้จะขอยกตัวอย่างในบางกิจกรรม ที่น่าสนใจในแต่ละศูนย์ และสามารถเป็นตัวอย่างที่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้ อาทิ
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา
        มีการปรับปรุงบำรุงดินด้วยวิธีธรรมชาติด้วยการปลูกพืชตระกูลถั่ว การใช้หญ้าแฝก การใช้สารสะเดากำจัดแมลง ซึ่งล้วนแต่เป็นการทำการเกษตรแบบยั่งยืน ทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น และมีการทำการเกษตรแบบผสมผสาน แทนการทำไร่มันหรือไร่ข้าวโพดเพียงอย่างเดียว ขณะนี้มีเกษตรกรได้นำความรู้เหล่านี้ไปทำในพื้นที่ของตนอย่างได้ผลแล้ว
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี
        ได้มีกิจกรรมทางด้านการเกษตร คือ มีการสาธิตรูปแบบการทำการเกษตร ผสมผสานในพื้นที่ขนาดเล็กประมาณ 5 ไร่ ประกอบด้วยรูปแบบต่างๆ หลายรูปแบบ และการทำทฤษฎีใหม่ ตลอดจนการปลูกป่าเพื่อให้กลับคืนสู่ธรรมชาติดังเดิม รวมทั้งวิธีการปรับปรุงสภาพดินซึ่งเคยแห้งแล้งให้มีสภาพที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้เกษตรกรได้มีความรู้ในเรื่องดังกล่าว และสามารถนำความรู้จากการทดสอบศึกษาของศูนย์ไปใช้ประโยชน์ในอาชีพของตนได้ นอกจากนั้นทางศูนย์ยังได้ส่งเสริมการพัฒนาสุขภาพอนามัยของเด็กเล็ก รวมทั้งอาชีพเสริมอื่นๆ เช่น การทำผ้าบาติก การทำโอ่ง การเจียรไนอัญมณี การเลี้ยงไก่ไข่ การเลี้ยงโคนม และการเลี้ยงปลา ฯลฯ ให้แก่ราษฎรหมู่บ้านรอบศูนย์ด้วย
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี
        ตั้งอยู่ในบริเวณที่เป็นแหล่งทรัพยากรป่าชายเลน ที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ ทางศูนย์จึงได้เน้นในเรื่องของการทำประมง โดยเฉพาะเรื่องการเลี้ยงกุ้ง โดยใช้รูปแบบที่ช่วยรักษาความสมดุลย์ของสภาพแวดล้อมป่าชายเลนให้ยั่งยืน ผลผลิตที่ได้สูงสุด และไม่เป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเกษตรกรสามารถมาศึกษาวิธีการทำการเกษตรในพื้นที่ ที่มีสภาพแวดล้อมในลักษณะเดียวกันนี้ได้ ณ ที่แห่งนี้ ขณะนี้ศูนย์ศึกษาได้จัดให้มีโครงการนำร่อง สาธิตและอบรมความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงหอยนางรม หอยแครง ปลากระพง ตะพาบน้ำ ฯลฯ ตลอดจนการอบรมและส่งเสริมการแปรรูปอาหาร และอุตสาหกรรมในครัวเรือน เช่น การทำน้ำปลา และกะปิ เป็นต้น โดยเน้นในเรื่องของการดำเนินงาน เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วย
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
        เมื่อปี พ.ศ. 2525 ป่าขุนแม่กวงแห้งแล้งและเกิดไฟไหม้ป่าบ่อยครั้ง จากการดำเนินงานตามแนวพระราชดำริ ตั้งแต่ปี 2526 เป็นต้นมา ได้มีการทำฝายกักเก็บน้ำไว้ทั่วป่า ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนบริเวณนั้นเข้าใจและรักษาแนวป่า ทำให้ปัจจุบันป่าขุนแม่กวงมีความอุดมสมบูรณ์ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ไฟไหม้ป่าไม่ปรากฏให้เห็น การทดสอบการปลูกพืชสวนประเภทไม้ผล เช่นมะม่วง ลิ้นจี่ มะขามหวาน ลำไย ฯลฯ ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี การเลี้ยงโคนมได้ขยายผลถึงเกษตรกร เกษตรกรได้บริโภคปลาจากอ่างเก็บน้ำ และมีการเลี้ยงปลาในลำธารที่ไหลผ่านหน้าบ้านอีกด้วย
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร
        มีผลการดำเนินงานจากการศึกษา วิจัย และทดสอบ ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ แก่การประกอบอาชีพการเกษตร ของราษฎรมากมายหลายด้านและยังสามารถขยายผลเผยแพร่ สู่ราษฎรให้ปฏิบัติในพื้นที่ของตนเองได้ อาทิ การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี ได้แก่ ข้าวดอกมะลิ 105 หรือ "หอมภูพาน" ซึ่งสามารถให้ผลผลิตไร่ละประมาณ 400 กิโลกรัม และ 350 กิโลกรัม ตามลำดับ การผลิตพันธุ์ไม้ผลที่เหมาะสม เช่น ลิ้นจี่ มะม่วง หรือการทดสอบปลูกยางพารา ซึ่งสามารถให้น้ำยางในปริมาณใกล้เคียงกับทางภาคใต้ เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวข้างต้นนั้นเป็นการพัฒนารายได้เกษตรกรให้สูงขึ้นทั้งสิ้น นอกจากนี้ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ เช่น การเลี้ยงสุกรพันธุ์เหมยซาน การส่งเสริมสนับสนุนการจัดระบบเกษตรแบบผสมผสาน โดยปลูกข้าวเป็นพืชหลัก ผสมผสานกับพืชสวน พืชไร่อายุสั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรบางรายที่นำรูปแบบทฤษฎีใหม่ไปปฏิบัติในพื้นที่ของตนเอง ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นพอเพียงแก่การยังชีพด้วย
        ผลจากการศึกษาทดลองและการขยายผลการศึกษาที่เหมาะสมดังกล่าว ได้ทำให้ราษฎรในพื้นที่หมู่บ้านรอบศูนย์ฯ มีอาชีพและรายได้ที่แน่นอนและมั่นคง อันจะนำไปสู่ความสามารถยกระดับฐานะ คุณภาพชีวิตของตนเองต่อไปได้
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส
        มีผลการศึกษาทดลองหลักในเรื่องการปรับสถาพดินเปรี้ยว ให้เป็นดินที่มีคุณภาพ ไม่สามารถนำผลการศึกษาทดลองขยายผลสู่ชาวบ้าน จากเดิมปลูกข้าวได้ผลผลิตไม่ถึง 10 ถึงต่อไร่ เป็นผลผลิต 40-50 ถึงต่อไร่ และทำให้ราษฎรที่ทิ้งที่ดินไว้รกร้างว่างเปล่ามาใช้เพาะปลูก ทำให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น นอกจากนี้ศูนย์ฯยังได้ มีการทดลองการปลูกยางซึ่งเป็นพืชหลักให้มีคุณภาพดี การทดลองปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่พรุ การทดลองการกลั่นน้ำมันปาล์ม การส่งเสริมให้ราษฎรเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะในโครงการปศุสัตว์เกษตรมูโน๊ะ การทดลองการเลี้ยงปลาในน้ำ 3 รส (น้ำจืด, น้ำเค็ม, น้ำเปรี้ยว) การทดลองปลูกไม้ดอกไม้ประดับ เช่น สร้อยทอง แกลดิโอลัส เบญจมาศ เฮลิโกเนีย ปทุมมา และแอสเตอร์ ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจยิ่ง นอกจากนี้ยังมีโครงการพัฒนาเด็กเล็ก และโครงการปรับปรุงภาวะโภชนาการของเด็ก ตลอดจนการดำเนินการตามทฤษฎีใหม่ในพื้นที่ดินเปรี้ยวอย่างได้ผล
        ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทั้ง 6 ศูนย์ ที่ได้จัดสาธิตไว้ทำให้ประชาชนโดยทั่วไปโดยเฉพาะในหมู่บ้านรอบศูนย์ ได้ทราบและศึกษาเพื่อนำไปเป็นแนวทางในการประกอบอาชีพของตน แม้ว่าปัจจุบันประชาชนที่อยู่ในหมู่บ้านรอบศูนย์ จะยังมีปัญหาอยู่บ้างในเรื่องของการยอมรับสิ่งใหม่ๆ แต่จำนวนของประชาชนที่เข้ามามีส่วนร่วมก็ได้เพิ่มขึ้นทุกปี อย่างไรก็ตามการที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเกิดขึ้น สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือความเป็นอยู่ของประชาชนในหมู่บ้านรอบศูนย์ ดีขึ้นเป็นลำดับและมีความรู้ทางการเกษตรมากขึ้น มีพืชให้เลือกทำการเพาะปลูกมากขึ้น ทำให้เกษตรกรในหมู่บ้านรอบศูนย์ทุกศูนย์ได้มีการเปลี่ยนแปลงพืชที่ทำการเพาะปลูก โดยเฉพาะการปลูกพืชไร่ได้เปลี่ยนมาทำการปลูกพืชในระบบการเกษตรแบบผสมผสาน มีการทำการเกษตรให้เกิดความยั่งยืนคือ ลดการใช้สารเคมี โดยใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกมากขึ้น มีการกำจัดศัตรูพืชด้วยวิธีธรรมชาติ เพื่อจะได้มีการอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อมด้วย ถึงแม้ครัวเรือนที่ทำการเกษตรลักษณะนี้ยังมีไม่ถึง 1 ใน 4 ของเกษตรกรที่ร่วมโครงการ แต่ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตามศูนย์ศึกษาก็เป็นที่รู้จักอย่างดีของประชากรในหมู่บ้านรอบศูนย์ อันเป็นแหล่งความรู้ทางด้านการเกษตรของบุคคลกลุ่มนี้ และเมื่อมีปัญหาในการเพาะปลูกเขาก็จะมาปรึกษาขอคำแนะนำ จากเจ้าหน้าที่ของศูนย์ศึกษาอยู่เสมอ
        อย่างไรก็ตามสถานภาพความเป็นอยู่ในปัจจุบัน เมื่อเปรียบเทียบกับ 5 ปี ที่ผ่านมา ประชากรของหมู่บ้านรอบศูนย์ทุกศูนย์มากกว่าครึ่งกล่าวว่า ฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวอยู่ในขั้นที่ดีขึ้นถึงดีขึ้นมาก ทั้งนี้เพราะได้ใช้ประโยชน์จากความรู้ที่ได้จากศูนย์ และนำมาใช้ในการดำเนินชีวิต และการประกอบอาชีพ ซึ่งจะพบว่า พวกเขาเหล่านี้มีข้าวบริโภคในครัวเรือนมากขึ้น มีอาชีพให้เลือกมากขึ้น แม้รายได้ที่เป็นเงินสดไม่มากนัก แต่ก็สามารถพึ่งตนเองได้ อย่างน้อยก็มีข้าว มีปลาในสระ และมีพืชผักสวนครัวไว้บริโภคประจำครัวเรือน นับว่าเป็นการดำเนินงานที่สอดคล้องกับแนวพระราชดำริ และพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ว่า "…การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐานคือ ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เบื้องต้นก่อน… เมื่อได้พื้นฐานที่มั่นคงพร้อมพอสมควร และปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญ และฐานะทางเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป…"
  
 
HOME
BACK
English Language
 
 
mailto:special@mail.rdpb.go.th