". . . ทฤษฎีใหม่นี้เป็นเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง เพราะคนที่ทำนี้ต้องไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ฟุ้งเฟ้อ เราเขียนไว้ ในทฤษฎีใหม่นั้นว่าลำบาก เพราะว่าผู้ที่ปฏิบัตินี้ต้องมี ความเพียรและต้องอดทน ไม่ใช่ว่าทำง่ายๆ บอกว่า ทฤษฎีในหลวงแล้วก็ทำไป ทำได้สะดวก และไม่ใช่ว่า ทำได้ทุกแห่ง ต้องเลือกที่ แต่ค่อยๆ ทำไปก็จะสามารถ ที่จะขยายความคิดของทฤษฎีใหม่นี้ไปได้โดยดัดแปลง ทฤษฎีนี้แล้วแต่สถานที่ แล้วแต่สภาพภูมิประเทศ ถ้าทำโครงการอะไรให้สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ ก็สามารถที่จะสร้างความเจริญได้ให้กับเขตที่ใหญ่ขึ้น เขตที่ใหญ่ลงท้ายก็เต็มประเทศ. . .
           . . .เศรษฐกิจพอเพียง หรือทฤษฎีใหม่ สองอย่างนี้ จะนำ ความเจริญแก่ประเทศได้ แต่ต้องมีความเพียรและอด ทน ต้องไม่ใจร้อน ต้องไม่พูดมาก ต้องไม่ทะเลาะกัน ถ้าทำได้โดยเข้าใจกัน เชื่อว่า ทุกคนจะมีความพอใจได้. . ."
พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม 2541
           จากแนวพระราชดำรัสที่ได้พระราชทานแก่พสกนิกร จะเห็นได้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์ที่จะให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ เหมาะสมกับฐานานุรูป ไม่ฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย โดยอาศัย "ทฤษฎีใหม่" เป็นแนวทางดำเนินการ ซึ่งการจะ ดำเนินการตามแนวทฤษฎีใหม่นั้น ต้องอาศัยความ เพียร ความอดทน ความเสียสละ และความร่วมมือ จากทุกฝ่าย
           ศูนย์บริการวิชาการเกษตร อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ตั้งอยู่บนที่ดินของมูลนิธิชัยพัฒนา เนื้อที่ 246 - 2 - 43 ไร่ นับว่าเป็นอีกโครงการหนึ่ง ที่จะต้องอาศัยองค์ประกอบเหล่านี้ในการดำเนินงาน จากวิถีชีวิตของราษฎร 8 ครอบครัว ที่ได้อาศัยเช่าที่ดิน บริเวณดังกล่าวมาแต่ดั้งเดิมเป็นเวลากว่า 40 ปี ประกอบอาชีพทำนาเพียงอย่างเดียวมาตั้งแต่ สมัยบรรพบุรุษ ไม่เคยเปลี่ยนแปลงความเป็นอยู่ ไม่เคยมีโอกาสสัมผัสกับการทำการเกษตรแบบผสม ผสาน เคยได้ยินคำว่า "ทฤษฎีใหม่" จากวิทยุ โทรทัศน์ แต่ไม่เคยคิดที่จะนำไปใช้พื้นที่ตนเอง ด้วยความกลัวว่าหากมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ลูกหลานจะลำบาก มีความวิตกกังวลต่างๆนานา
           ณ วันนี้ ความคิดของพวกเขาเหล่านั้นได้เปลี่ยนแปลง ไป เมื่อได้รับรู้ ได้เห็นความสำเร็จของ "ทฤษฎีใหม่" ได้เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีพระวิริยะอุตสาหะในการที่จะช่วยประชาชนของ พระองค์ให้มีชีวิต และความเป็นอยู่ที่พอเพียง มีรายได้จุนเจือครอบครัวตลอดทั้งปี ไม่ต้องเสี่ยงกับ สภาพดินฟ้าอากาศ ไม่ต้องคอยว่าฝนจะตกเมื่อไร จะมากหรือน้อยเพียงใด ประกอบกับความร่วมแรง ร่วมใจของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่พยายามให้คำแนะนำ และสนับสนุนปัจจัยการผลิต เพื่อให้พวกเขาเหล่านั้น ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตการดำเนินชีวิต โดยไม่ต้องอพยพ ออกจากแหล่งอาศัยทำกินอยู่เดิ
           นายพิสัน ถาวรประภา หนึ่งในราษฎรจำนวนแปด ครอบครัวที่อาศัยเช่าที่ดินอยู่เดิมบอกว่า "อยากลองเปลี่ยนแปลงชีวิตแบบเดิมบ้าง. . . เห็นว่าหลวงเขาทำดี เขาคงเอาสิ่งดีๆ มาให้เรา ของไม่ดี เขาคงไม่เอามาให้เราทำหรอก"
           นายโปรย แสงสาย ราษฎรอีกหนึ่งครอบครัวที่อาศัย เช่าที่ดินอยู่เดิมและเคยเป็นปากเสียงที่สำคัญ ในการคัดค้านการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของตนเอง และครอบครัว ได้กล่าวว่า "จะลองทำทฤษฎีใหม่. . . หลวงเขาคงไม่ทิ้งเราหรอก. . . เราอุตส่าห์ยอมเขาถึง ขนาดนี้. . ."
           เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2541 เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กรมวิชาการเกษตร กรมชลประทาน และมูลนิธิชัยพัฒนา ได้นำราษฎรทั้ง 8 ครอบครัว ไปศึกษาดูงานการทำเกษตรแบบผสมผสานตามแนวคิด ทฤษฎีใหม่ ณ ศูนย์วิจัยข้าวจังหวัดปทุมธานี ซึ่งเมื่อกลับมาราษฎรเหล่านั้นมีความเห็นพ้องต้องกัน ว่า "น่าจะลองทำดู แต่ขอร้องว่า. . . หลวงอย่าได้ทอด ทิ้งเรา"
           กรมวิชาการเกษตร ในฐานะหน่วยงานหลักในการ ดำเนินการ ได้พิจารณาจัดแบ่งแปลงพื้นที่ภายในศูนย์ โดยแบ่งสัดส่วนออกเป็น 4 แปลง ดังนี้
           แปลงที่ 1 แบ่งให้ราษฎรเพื่ออยู่อาศัยและทำกิน 8 ครอบครัวๆละ 7 ไร่ รวม 56 ไร่ แปลงที่ 2 เป็นแปลงเกษตรผสมผสานของศูนย์บริการ วิชาการเกษตรรวม 8 แปลง ประมาณแปลงละ 5 ไร่ และ 7 ไร่ รวม 46 ไร่
           แปลงที่ 3 เป็นแปลงสาธิตต่างๆ ประกอบด้วย แปลงนาข้าวอินทรีย์ แปลงไม้ดอกไม้ประดับแปลงผัก ปลอดสารพิษ แปลงไม้ผล แปลงไร่นาสวนผสม และอาคารเก็บเมล็ดพันธุ์ รวมเนื้อที่ประมาณ 114 ไร่
           แปลงที่ 4 จะดำเนินการปลูกสร้างอาคารสำนักงานและ อาคารอื่นๆ ตามความเหมาะสม รวมเนื้อที่ประมาณ 27 ไร่
           ปัจจุบัน กรมชลประทาน ได้ดำเนินการปรับพื้นที่บาง ส่วนเพื่อทำระบบชลประทานรอบโครงการ รวมทั้งท่อลอดถนน และบ่อน้ำในไร่นาราษฎรจำนวน 6 บ่อ ทั้งนี้ ในระหว่างที่การดำเนินการปรับพื้นที่ยังไม่ แล้วเสร็จทั้งหมด แต่เพื่อไม่ให้ราษฎรขาดรายได้ ราษฎรทั้ง 8 ครอบครัวยังคงสามารถปลูกข้าวได้ เพียงแต่จะลดขนาดของพื้นที่ในแต่ละรายลงครึ่งหนึ่ง โดยกรมวิชาการเกษตรได้ให้การสนับสนุนด้านปัจจัย การผลิต เช่น พันธุ์ข้าว (สุพรรณบุรี) น้ำมันเชื้อเพลิง ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช และรับซื้อผลผลิตที่ได้ทั้งหมด
           นับได้ว่า ราษฎรทั้ง 8 ครอบครัวเหล่านี้ เป็นอีกกลุ่ม หนึ่งที่น่ายกย่อง เนื่องจากเป็นราษฎรที่ยอมเปลี่ยน แปลงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ เพื่อเป็นแหล่งสาธิตให้กับผู้ สนใจ ซึ่งราษฎรเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินงาน ภายใน "ศูนย์บริการวิชาการเกษตร" หากศูนย์บริการฯ แห่งนี้แล้วเสร็จจะเป็นศูนย์รวมการพัฒนาและศูนย์ สาธิตด้านการเกษตร เพื่อให้ผู้สนใจได้ศึกษา และนำ ไปเป็นแบบอย่างเพื่อปรับใช้ในพื้นที่ตนเองต่อไป
 
HOME
BACK
English Language
 
mailto:special@mail.rdpb.go.th