ฉบับ เดือน เมษายน ๒๕๔๖       

เรียบเรียงโดย :: วิกรม คัยนันทน์ และ อรอนันต์ วุฒิเสน

ด้วยความจงรักภักดี

       ปี 2542 เป็นปีแห่งมหามงคลของพสกนิกรไทย ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา 72 พรรษา ทำให้ชาวไทยทุกหมู่เหล่าต่างน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ด้วยการจัดทำโครงการต่างๆ เป็นจำนวนมากมาย ที่ก่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชนและประเทศชาติ

      ชาวไทยที่อยู่ในสหพันธรัฐเยอรมนี โดยนายกษิต ภิรมย์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน ร่วมกับสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ กลุ่มคนไทย และนักธุรกิจเยอรมัน-ไทย เป็นกลุ่มชาวไทยอีกกลุ่มหนึ่งที่แสดงความจงรักภักดี โดยการจัดทำเครื่องบำบัดน้ำเสียน้อมเกล้าฯ ถวาย เพื่อแก้ปัญหาระบบบำบัดน้ำเสียในพระราชฐานต่างจังหวัด ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ติดตั้งเครื่องบำบัดน้ำเสียดังกล่าวนี้ ที่พระราชวังบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

 

ความร่วมมือในการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมและบำบัดน้ำเสีย

         คณะทำงาน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง ได้เข้าสำรวจสภาพพื้นที่และเก็บตัวอย่างน้ำในพระราชวังบางปะอิน พบว่า สภาพน้ำในสระเป็นสีเขียวเข้ม เพราะมีออกซิเจนในปริมาณที่จำกัด จึงทำให้เกิดตะไคร่น้ำและสาหร่ายสูงเกินไป ดังนั้น สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน และคณะทำงาน ได้เห็นพ้องกันว่า นอกจากจะติดตั้งเครื่องบำบัดน้ำเสียแล้ว ควรจัดทำโครงการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมและบำบัดน้ำเสียในพระราชวังบางปะอินด้วย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ดำเนินงานโครงการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมและบำบัดน้ำเสียในพระราชวังบางปะอิน ซึ่งโครงการฯ ได้เริ่มดำเนินงาน เมื่อปี 2544 ภายใต้ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งจากประเทศไทยและสหพันธรัฐเยอรมนี เช่น กรมชลประทาน กรมประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ องค์การสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กระทรวงการต่างประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย มูลนิธิชัยพัฒนา บริษัท Berlinwasser International บริษัท TERM Engineering บริษัท Thai DCI เป็นต้น เพื่อให้น้ำในสระน้ำ ขนาดเนื้อที่ประมาณ 30,000 ตารางเมตร ความจุประมาณ 60,000 ลูกบาศก์เมตร มีคุณภาพดีขึ้นและสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ต่อไป

 

น้ำดีที่พระราชวังบางปะิอิน

            พระราชวังบางปะอิน เป็นพระราชวังที่มีประวัติความเป็นมาตามพระราชพงศาวดารว่า สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าปราสาททองแห่งกรุงศรีอยุธยา และได้รับการบูรณะฟื้นฟูในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปัจจุบันใช้เป็นที่ประทับ ที่ต้อนรับพระราชอาคันตุกะ และพระราชทานเลี้ยงรับรองในโอกาสต่างๆ และเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเข้าเยี่ยมชม ปีละไม่ต่ำกว่า 400,000 คน หรือเฉลี่ยวันละ 1,000 คนเป็นอย่างน้อย บริเวณโดยรอบพระราชวังมีความเป็นธรรมชาติที่ร่มรื่น สวยงาม มีการปลูกไม้ดอกไม้หอมหลายชนิดที่หาดูได้ยากเป็นจำนวนมาก อีกทั้งมีสระน้ำขนาดใหญ่ที่มีสัตว์น้ำอยู่มากมาย ทั้งปลาสวยงาม ปลาขนาดใหญ่และเต่า สร้างความเพลิดเพลินให้แก่นักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยี่ยมชม

             แต่นับวันน้ำในสระกลับมีสภาพเสื่อมโทรม เพราะออกซิเจนในน้ำมีปริมาณจำกัด จึงทำให้เกิดตะไคร่น้ำและสาหร่ายสูง ส่งผลให้ปลาตาย อีกทั้งมีสารปนเปื้อนที่ปนเข้ามากับน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา ตลอดจนน้ำเสียภายในพระราชวังและบริเวณใกล้เคียงไหลมารวมกัน

             ระบบฟื้นฟูสภาพแวดล้อมและบำบัดน้ำเสียที่พระราชวังบางปะอินนี้ ได้มีการติดตั้งระบบเครื่องสูบน้ำในบริเวณโครงการ 1 แห่ง ติดตั้งระบบกรองแบบถังกรองทราย 1 แห่ง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีของสหพันธรัฐเยอรมนีที่ทันสมัยและเหมาะสมกับสภาพแวดล้อม แต่ใช้วัสดุที่ผลิตในประเทศไทย จึงทำให้ค่าใช้จ่ายไม่สูงมากนัก ติดตั้งเครื่องกลเติมอากาศแบบเป่าใต้น้ำ 8 แห่ง ติดตั้งระบบสูบน้ำหมุนเวียน 1 เครื่อง และติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียภายในอาคาร 2 เครื่อง รวมทั้งใช้วิธีการทางชีววิทยา คือ ใช้พืชน้ำช่วยในการบำบัดด้วย แต่ไม่ใช้สารเคมี

            เมื่อการติดตั้งระบบแล้วเสร็จ จึงได้ทดลองบำบัดน้ำเสียเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2545 พบว่า ระบบดังกล่าวสามารถใช้ได้ผลดี สามารถบำบัดน้ำเสียให้มีคุณภาพดีขึ้น ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนว่าน้ำมีความใสมากขึ้น และเพื่อให้โครงการนี้เกิดประสิทธิผลสูงสุด จึงต้องปรับระบบบำบัดให้สมบูรณ์แบบ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมส่งมอบโครงการให้แก่พระราชวังบางปะอินได้ในปี 2547

 

   

 

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ

      พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสนพระทัยในระบบบำบัดน้ำเสียที่พระราชวังบางปะอิน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2546 เพื่อทอดพระเนตรความก้าวหน้าของโครงการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมและบำบัดน้ำเสียในเขตพระราชวังบางปะอิน โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายเยอรมนีกราบบังคมทูลรายงานผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ตลอดจนแผนการดำเนินงานขั้นต่อไปซึ่งเน้นงานด้านชีวภาพ โดยกรมชลประทานจะขุดลอกโคลนเลนที่ทับถมในแหล่งน้ำ เพื่อจัดทำเป็นบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และกรมประมงจะปรับปรุงจัดลำดับชั้นของโซ่อาหารและฐานอาหารในสระ เพื่อให้เหมาะสมกับพันธุ์ปลาต่อไป

        ผลสัมฤทธิ์ของความร่วมมือระหว่างชาวไทยและชาวเยอรมนีในการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมและบำบัดน้ำเสียในเขตพระราชวังบางปะอินนี้ เป็นการช่วยให้ระบบนิเวศน์ของพระราชวังบางปะอินกลับคืนสู่ภาวะปกติตามธรรมชาติ ก่อให้เกิดทัศนียภาพที่สวยงาม สมเป็นพระราชวังที่สง่างาม ทรงคุณค่าและน่าภาคภูมิใจของชาติไทย และสืบสานความสัมพันธ์อันดีระหว่างคนทั้งสองประเทศสืบไป