ฉบับ เดือน เมษายน ๒๕๔๖       

 

เรียบเรียงโดย :: จิตพล สิทธิประณีต


"…การพัฒนา ถ้าจะให้ได้ผลเร็ว ต้องยอมลงทุนทำที่กักเก็บน้ำ การขุดสระอาจจะราคาแพง แต่ก็ต้องทำให้ขนาดประหยัดที่สุด ตามทฤษฎีที่คิดไว้ จะได้ข้าว 30-40 ถังต่อไร่ ปีที่แล้วไม่ได้ผล อาจได้เพียง 3-4 ถังต่อไร่ แต่ถ้าทำโครงการนี้ ให้แบ่งพื้นที่ 15 ไร่ ออกมาสัก 3 ไร่ แล้วขุดสระเก็บน้ำไว้ช่วยทำการปลูกข้าว จะทำให้ได้ผลดีทุกปี ได้ 40 ถัง ซึ่งจะได้ 10 เท่าของปีที่ได้ผลไม่ดี หรือทำนา 15 ไร่ จึงเท่ากับทำนา 120 ไร่ ..... และยังได้ปลาอีก ปลูกอย่างอื่นเป็นรายได้ ปลูกพืชน้ำก็ได้ การปลูกพืชบนบกก็เอาน้ำจากสระมารดได้ จะเป็นรายได้อีกทางหนึ่ง…"


พระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อม

ด้วยน้ำพระราชหฤทัยอันมุ่งมั่นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงอุทิศพระองค์ปฏิบัติพระราชกรณียกิจในการพัฒนาด้านต่างๆ เพื่อนำประโยชน์สุขมาสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง นับเป็นบุญของปวงชนชาวไทย ที่มีพระมหากษัตริย์ที่ทรงเปี่ยมล้นด้วยพระวิริยะอุตสาหะและทรงพระปรีชาญาณในทุกด้าน ทั้งศาสตร์และศิลป์ อันเป็นที่ประจักษ์โดยทั่วไปแล้วว่า พระราชกรณียกิจด้านการพัฒนามีมากมายหลายด้าน และเป็นสหวิทยาการหลากหลายสาขาวิชา ทรงทุ่มเทกับ งานพัฒนาชนบท งานพัฒนา "คน" ให้ "พออยู่พอกิน" ได้โดย "การพึ่งตนเอง" อันเป็นการพัฒนาแบบยั่งยืน

   

    ในปี 2532 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชดำริ ให้มูลนิธิชัยพัฒนาจัดหาที่ดินบริเวณวัดมงคล ตำบลห้วยบง อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี ประมาณ 16 ไร่ ต่อมาภายหลังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อใหม่ว่า "วัดมงคลชัยพัฒนา" เพื่อขุดสระเก็บน้ำและจัดทำแปลงศึกษาทดลองเกษตรผสมผสาน

      ในระหว่างปี 2535-2536 พระราชทานพระราชดำริให้มูลนิธิชัยพัฒนา จัดหาที่ดินเพิ่มอีก 15 ไร่ ซึ่งติดกับที่ดินแปลงแรก เพื่อจัดทำเป็น "โครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณวัดมงคลชัยพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ" และพระราชทานพระราชดำริให้ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยหินขาว เพื่อเป็นแหล่งสำหรับเก็บกักน้ำและส่งน้ำให้แก่สระน้ำประจำไร่นาของเกษตรกรในบริเวณพื้นที่ขยายผลของโครงการให้มีน้ำใช้อย่างพอเพียง และพระราชทานแนวทางการพัฒนาที่สำคัญ อันเป็น หลักการและรูปแบบการพัฒนาด้านการเกษตรกรรมในระดับครัวเรือน ซึ่งเป็นการบริหารจัดการที่ดินและแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรของเกษตรกรรายย่อยที่มีพื้นที่ถือครองน้อย ด้วยการจัดแบ่งที่ดินเพื่อให้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเกิดความพออยู่พอกิน อันเป็นแนวทางที่ทรงเรียกว่า "ทฤษฎีใหม่" โดยจัดแบ่งพื้นที่ออกเป็นส่วนๆ ตามการใช้ประโยชน์ คือ ส่วนแรก ขุดสระเก็บกักน้ำประจำไร่นา เพื่อรองรับน้ำและนำน้ำไปใช้ในการเกษตรได้ตลอดปี ตลอดจนเลี้ยงปลา ปลูกพืชน้ำและพืชริมสระ ส่วนที่สอง ทำนาข้าว เพื่อบริโภคและหากมีเหลือก็สามารถขายได้ พร้อมทั้งปลูกพืชหมุนเวียน เช่น พืชตระกูลถั่วเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน ส่วนที่สาม ปลูกพืชไร่ พืชสวน ไม้ยืนต้น หรือเกษตรผสมผสาน ตามสภาพพื้นที่และภาวะตลาด และส่วนสุดท้าย ใช้ปลูกบ้าน สร้างโรงเรือน ปลูกพืชผักสวนครัวและเลี้ยงสัตว์

        ต่อมาในปี 2537 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับ "ทฤษฎีใหม่" สรุปว่า

         "ทฤษฎีใหม่" มี 3 ขั้น

ขั้นที่ 1 :: การผลิต เป็นการผลิตให้พึ่งตนเองได้ด้วยวิธีง่ายๆ ค่อยเป็นค่อยไปตามกำลัง ให้พอมีพอกินไม่อดอยาก
ขั้นที่ 2 :: เกษตรกรรวมพลังกันในรูปกลุ่มหรือสหกรณ์ร่วมแรงใน 1. การผลิต 2. การตลาด 3. การเป็นอยู่ 4. สวัสดิการ 5. การศึกษา 6. สังคมศาสนา กิจกรรมดังกล่าวนี้ ต้องได้รับความร่วมมือจากส่วนราชการ องค์กรเอกชน ตลอดจนสมาชิกในชุมชนนั้นเป็นสำคัญ ช่วยให้ชุมชนและสังคมดีขึ้นไปพร้อมๆ กันไม่รวยคนเดียว
ขั้นที่ 3 :: ร่วมมือกับแหล่งเงินและแหล่งพลังงาน ตั้งและบริหารโรงสี ร้านสหกรณ์ช่วยกันลงทุน ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในชนบท ซึ่งไม่ใช่ทำอาชีพเกษตรกรอย่างเดียว

        "ทฤษฎีใหม่ 3 ขั้น" นี้ เป็นแนวทางการพัฒนาชนบทแนวทางหนึ่ง ที่ประกอบด้วย หลักการทางเศรษฐกิจและสังคม อันเป็นแนวทางดำเนินชีวิตตามปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง ของเกษตรกรให้สามารถ พึ่งตนเอง และ ชุมชนเข้มแข็ง นับเป็นศาสตร์แห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่พระราชทานแก่ปวงชนชาวไทย

"…เศรษฐกิจพอเพียงที่ได้ย้ำแล้วย้ำอีก แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า Sufficiency Economy ...เป็นคำใหม่ของเรา...ก็หมายความว่า ประหยัด แต่ไม่ใช่ขี้เหนียว ทำอะไรด้วยความอะลุ้มอล่วยกัน ทำอะไรด้วยเหตุและผล จะเป็นเศรษฐกิจพอเพียง แล้วทุกคนจะมีความสุขแต่พอเพียง เศรษฐกิจพอเพียงนี้เป็นสิ่งที่ปฏิบัติยากที่สุด…"

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
พระราชทานเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2543


แปลงสาธิตการปลูกพืชหมุนเวียนหลังการเก็บเกี่ยวข้าว เช่น พืชตระกูลถั่ว ข้าวโพด ทานตะวัน และพืชผัก
เกษตรกรที่มีสระเก็บน้ำ ใช้เครื่องสูบน้ำดึงน้ำ เพื่อกระจายลงสู่พื้นที่เกษตรกรรมของตนเอง

จากแปลงทดลอง สู่แปลงสาธิต


         บนพื้นที่กว่า 32 ไร่ ของโครงการเป็นแปลงเกษตรผสมผสานและแปลงทฤษฎีใหม่ ซึ่งสถานีทดลองพืชไร่พระพุทธบาทได้ปลูกพืชต่างๆ ทั้งไม้ยืนต้น ไม้ผล พืชไร่ พืชสวน สวนสมุนไพร และสวนพรรณไม้หอม รวมทั้งการประมงและเลี้ยงสัตว์ ที่เน้นการปรับปรุงบำรุงดิน ทดลองและสาธิตการปลูกพืชชนิดต่างๆ อาทิ สวนพืชตระกูลมะ สวนสมุนไพร สวนไม้ผลในที่ดอน สวนมะลิ สวนพรรณไม้หอม แปลงทดสอบการปลูกไม้ต่างระดับในสภาพยกร่อง พร้อมกับปลูกหญ้าแฝกเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดินและอนุรักษ์ดินและน้ำ เพื่อให้เกษตรกรและผู้ที่สนใจได้เข้ามาศึกษาและนำไปใช้ในพื้นที่ของตนเอง

         ในปัจจุบันโครงการนี้เป็นทั้งแหล่งศึกษาหาความรู้ทางการเกษตรและเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความสนใจมาก ในปี 2543-2544 มีผู้เข้ามาดูงาน 183 คณะ จำนวน 11,392 ราย มีทั้งข้าราชการ เกษตรกร นักศึกษาและนักเรียน โครงการได้จัดบรรยาย และนำเยี่ยมชมแปลงสาธิต "ทฤษฎีใหม่" ที่มีการปรับสัดส่วนการใช้พื้นที่ให้สอดคล้องกับสภาพน้ำฝน สภาพพื้นที่ดินและสภาพแวดล้อม คือ

จัดทำเป็น พื้นที่นาข้าว 5.5 ไร่ ปลูกข้าวนาปี พันธุ์ข้าวดอกมะลิ 105 ได้ข้าวเปลือกเฉลี่ย 57.8 ถัง/ไร่ แล้วปลูกพืชหลังนา โดยแบ่งพื้นที่ปลูกพืชสลับหมุนเวียนเป็น 6 ระบบ และแสดงผลการเพาะปลูกของแต่ละระบบ ปลูกพืชไร่ พืชผักปลอดสารพิษ และพืชตระกูลถั่ว เพื่อปรับปรุงดิน

จัดพื้นที่ 3.8 ไร่ เป็น พื้นที่สวนวนเกษตร หรือไม้ผลสภาพที่ดอน แสดงวิธีการบำรุงรักษาต้นไม้และการปลูกพืชแซม เช่น ผักหวาน มะละกอ มะพร้าวน้ำหอม และสวนสมุนไพรที่ใช้กำจัดแมลงศัตรูพืช

       พื้นที่ส่วนที่เป็น ที่อยู่อาศัย 3.7 ไร่ แสดงการเลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุยในบ่อกระเบื้อง เป็ดเทศ และไก่ สาธิตการทำปุ๋ยหมักและสารสกัดชีวภาพ รวมทั้งปลูกไม้ดอกไม้ประดับและแปลงผักปลอดสารพิษ

      พื้นที่ที่เป็นสระเก็บน้ำ 2.2 ไร่ ใช้เลี้ยงปลาโดยวิธีธรรมชาติ เช่น ปลานิล ปลาตะเพียนและปลาช่อน และปลูกพืชริมสระ

       การดำเนินกิจกรรมในปี 2544 แปลงสาธิตทฤษฎีใหม่นี้ มีรายได้ 82,071 บาท แต่น้อยกว่าปี 2543 ที่มีรายได้ถึง 108,391 บาท เนื่องจากเกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ ไม่สามารถระบายน้ำได้ทัน ทำให้สูญเสียผลผลิตจำนวนหนึ่ง

อ่างเก็บน้ำห้วยหินขาว ก่อสร้างเสร็จในปี 2538 เป็นเขื่อนดิน ทำหน้าที่เก็บกักน้ำ มีความจุ 880,306 ลูกบาศก์เมตร และส่งน้ำด้วยระบบท่อไปยังพื้นที่เพาะปลูก ประมาณ 2,500 ไร่
สภาพพื้นที่เดิม เป็นพื้นที่ทำนาข้าวและปลูกพืชเชิงเดียว ซึ่งประสบปัญหาขาดแคลนน้ำและดินขาดความอุดมสมบูรณ์


""ทฤษฎีใหม่ ยืดหยุ่นได้ และต้องยืดหยุ่น
เหมือนชีวิตของเราทุกคนต้องมียืดหยุ่น."

พระราชดำรัส เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2541

อ่างและสระเก็บน้ำ ทำหน้าที่เฉลี่ยน้ำฝน

 

       บ้านเขาหินปูน ตำบลเขาดินพัฒนา เป็นที่ตั้งของ อ่างเก็บน้ำห้วยหินขาว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีปริมาณฝนตกเฉลี่ยทั้งปี ประมาณ 1,455 มม. และในหนึ่งปีมีฝนตกเฉลี่ย 84 วัน พื้นที่รับน้ำฝนเหนืออ่างประมาณ 4 ตารางกิโลเมตร ส่งผลให้มีปริมาณน้ำท่าไหลลงอ่างเก็บน้ำ เฉลี่ย 1,242,500 ลูกบาศก์เมตรต่อปี

         อ่างห้วยหินขาวมีลักษณะเป็นเขื่อนดิน ความจุ 880,306 ลูกบาศก์เมตร ทำหน้าที่กักเก็บน้ำฝนและเฉลี่ยการแจกจ่ายน้ำ โดยการใช้ระบบท่อส่งน้ำ เพื่อที่จะส่งน้ำให้แก่เกษตรกรในพื้นที่เพาะปลูกด้านล่าง ประมาณ 2,500 ไร่

         ขอบเขตของอ่างทั้งหมด มีพื้นที่ 495 ไร่ เป็นพื้นที่ผิวน้ำที่ระดับน้ำสูงสุด ประมาณ 220 ไร่ โดยมีอัตราระเหยของน้ำเฉลี่ย วันละ 1-1.5 ซม. พื้นที่บริเวณอ่าง มีพื้นที่เหลือใช้เพื่อการสาธารณะได้ ให้ราษฎรใช้เป็นสถานที่พักผ่อน ทัศนศึกษา

         โครงการได้สนับสนุนให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการมีสระเก็บกักน้ำประจำไร่นา เพื่อจะได้มีแหล่งเก็บกักน้ำเพิ่มขึ้น เป็นจำนวนรวมถึง 250,352 ลูกบาศก์เมตร พื้นที่เพาะปลูกรวม 1,616 ไร่ และมีแผนงานที่จะสนับสนุนแก่ราษฎรที่เหลืออีกจำนวน 102 ราย ซึ่งจะทำให้มีปริมาณน้ำเก็บกักเพิ่มขึ้นอีก

พลิกฟื้น…วิถีเกษตรไทย "เรือกสวน ไร่ นา"

 

         สภาพภูมิประเทศโดยทั่วไปของตำบลห้วยบง ตำบลเขาดินพัฒนา ตำบลผึ้งรวง และตำบลบ้านแก้ง เป็นที่ราบ ส่วนใหญ่มีความลาดชันน้อยกว่า 1% ทางตอนใต้ของพื้นที่อยู่ใกล้แม่น้ำป่าสัก ลักษณะเป็นท้องทุ่งกว้าง มีสภาพพื้นที่ดินแห้งแล้งมาก โดยเฉพาะที่ตำบลห้วยบงและตำบลเขาดินพัฒนา ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของโครงการ ราษฎรในพื้นที่ทำนาข้าว แต่มีผลผลิตอยู่ในเกณฑ์ต่ำ เพราะอาศัยน้ำฝนเพียงปีละ 1 ครั้ง และดินขาดความสมบูรณ์ สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการปลูกพืชไร่ ซึ่งเป็นพืชเพียงชนิดเดียวมาเป็นระยะเวลานาน

        โครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณวัดมงคลชัยพัฒนาฯ ได้ทดลองและให้ความรู้แก่ราษฎร รวมทั้งขยายผลสู่พื้นที่เกษตรกร ในระหว่างปี 2540-2543 โครงการได้จัดอบรมการจัดการที่ดินและน้ำตามแนว "ทฤษฎีใหม่" พร้อมทั้งส่งเสริมพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ และการขุดสระเก็บน้ำประจำไร่นา เพราะหากเกษตรกรมีแหล่งน้ำสำรองไว้ใช้ในฤดูแล้ง หรือระหว่างฝนทิ้งช่วง จะเป็นโอกาสให้ไม้ผลและไม้ยืนต้นมีน้ำหล่อเลี้ยงได้ตลอด รวมทั้งการปลูกพืชตระกูลถั่วสลับหมุนเวียนกับการปลูกข้าวเป็นการบำรุงให้ดินดีขึ้น ทำให้ผลผลิตข้าวสูงขึ้นมาก

         การส่งน้ำจากอ่างเก็บน้ำห้วยหินขาวมาเก็บกักในสระน้ำประจำไร่นา ช่วยทำให้พื้นดินมีความชุ่มชื้น ระดับน้ำใต้ดินก็สูงขึ้น ดังนั้น พืชสวนที่ให้ผลผลิตทั้งปี อาทิ กล้วย มะละกอ มีความเจริญงอกงามดี มีการเลี้ยงปลา ไก่ และเป็ด เพื่อบริโภค ก่อให้เกิดความพอเพียงและความอุดมสมบูรณ์ขึ้นมาก

        การเกษตรกรรมของราษฎรในโครงการส่วนใหญ่ เปลี่ยนจากการปลูกพืชชนิดเดียวมาเป็นการทำ สวนไม้ผล มากขึ้น เช่น มะม่วง ขนุน ฝรั่ง ชมพู่ น้อยหน่า เป็นต้น รวมทั้งมีการปลูกรอบสระน้ำและรอบบริเวณบ้านด้วย ราษฎรมากกว่าครึ่ง ปลูก พืชไร่ เช่น ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ดอกทานตะวัน อ้อย และ ทำนา ทั้งนี้ขึ้นกับขนาดของแรงงานในครัวเรือน และมีครัวเรือนบางส่วนได้ไปซื้อและเช่าที่ดินในต่างอำเภอและจังหวัด เช่น จังหวัดสระแก้ว จังหวัดปราจีนบุรี ทำการเกษตรโดยการจ้างแรงงานในพื้นที่ จึง ไม่มีเวลาดูแลพืชผลในโครงการ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับราษฎรที่ยังไม่เข้าร่วมโครงการ และที่สำคัญ คือ ยังไม่มีสระเก็บกักน้ำของตนเอง การเพาะปลูกมีขนาดและประเภทน้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับการส่งเสริมมาก อีกทั้งการเพาะปลูกระหว่างพืชต่างๆ ยังแบ่งพื้นที่เพาะปลูกตามความเหมาะสมของสภาพครัวเรือนและสภาพที่ดิน

ตลาดผักปลอดภัยจากสารพิษจากกลุ่มผักปลอดสารพิษ ที่ศูนย์แสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน
เมื่อมีอ่างเก็บน้ำและสระเก็บน้ำ ระดับน้ำใต้ดินก็สูงขึ้น พืชสวนเจริญงอกงาม ให้ผลผลิตตลอดปี
พลังแห่งน้ำผสมผสานเทคโนโลยีที่เหมาะสม

 

        เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ได้ปลูกข้าวและพืชไร่สลับหมุนเวียนกันตลอดทั้งปี และปลูกพืชตระกูลถั่ว เพื่อปรับปรุงบำรุงดิน จนกลายเป็นวงจรเกษตรกรรมที่สำคัญของเกษตรกรในพื้นที่ เริ่มมีการใช้ปุ๋ยคอกสูงมากขึ้น และเกือบทุกครัวเรือนมีการนำมูลไก่เข้ามาช่วยในการปลูกพืช ทั้งพืชไร่ พืชสวน และพืชผักสวนครัว ในส่วนของการกำจัดศัตรูพืช มีการใช้สารสกัดชีวภาพแทนสารเคมี โดยเฉพาะในแปลงพืชผักสวนครัวและไม้ผล การเกษตรกรรมในพื้นที่กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นได้ ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการมีแหล่งน้ำสำรอง และการส่งเสริมการเกษตรที่เหมาะสมของโครงการ

        ในระหว่างปี 2543 ถึงปัจจุบัน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ ประกอบด้วยหน่วยราชการต่างๆ ที่อยู่ในที่ว่าการอำเภอ ได้ตั้งเป็นคณะทำงานขยายผลร่วมกับ ผู้นำท้องถิ่น กำนัน และอบต. เพื่อส่งเสริมนายน้อย จักษุพรรณ เกษตรกรในโครงการให้จัดทำแปลงสาธิตตัวอย่างในที่ดินของตนเอง ปลูกผักปลอดสารพิษ เสริมแปลงสาธิตของโครงการ ทำให้การปลูกผักปลอดสารพิษของเกษตรกรในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งมีทั้งผลิตเพื่อบริโภค จนถึงในเชิงธุรกิจ เพราะใช้ระยะเวลาในการเพาะปลูกสั้น และราคาอยู่ในระดับสูง แต่ขนาด หรือปริมาณการผลิตขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำและทุนในการทำระบบกระจายน้ำ หรือให้น้ำแก่พืชผัก การใช้เครื่องมือมีตั้งแต่การใช้จอบ เสียม จนถึงรถไถพรวนดิน ระบบให้น้ำ มีการใช้สายยาง ฝักบัว จนถึงระบบสปริงเกอร์ และระบบอัดฉีด พ่นน้ำ

 

รูปแบบของการรวมพลัง ระดับครอบครัวถึงชุมชน

         ในอดีต วิถีเกษตรไทย ประกอบกันเป็นวัฒนธรรมไทยที่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ร่วมแรงร่วมใจกันในชุมชนท้องถิ่น อาทิเช่น ประเพณีการ "ลงแขก" โดยเฉพาะการทำนา ตั้งแต่การดำนา การเก็บเกี่ยว และการนวดข้าวได้เลือนหายไป ในพื้นที่โครงการประเพณีนี้ได้หมดไปเมื่อประมาณสามสิบปีที่แล้ว จากการร่วมมือร่วมแรงกัน กลับกลายเป็นการจ้างแรงงาน ซึ่งเป็นผลมาจากการที่พื้นที่อยู่ใกล้ตัวเมืองที่มีความเจริญทางด้านวัตถุ และเป็นธุรกิจอุตสาหกรรมที่มีการจ้างงานสูงมาก

         แต่เมื่อพื้นที่เกษตรกรรมในโครงการกลับมามีความอุดมสมบูรณ์ ผลผลิตการเกษตรอยู่ในอัตราที่สูงขึ้น การรวมกลุ่มเพื่อการผลิตต่างๆ เริ่มก่อตัวขึ้น ถึงแม้ยังอยู่ในสัดส่วนที่ต่ำ อาทิเช่น ครัวเรือนต่างๆ ที่ปลูกผักสวนครัว เพื่อบริโภคและมีเหลือไว้ขาย จนถึงเชิงธุรกิจ เกิดการรวมตัวกันภายในครัวเรือน พ่อ แม่ ลูก ช่วยกันเก็บและรวบรวมผลผลิตในช่วงเช้าและช่วงเย็น เพื่อนำส่งตลาด เป็นความอบอุ่นที่เกิดขึ้นในครอบครัว ในขณะที่ครัวเรือนที่มีการผลิตขนาดใหญ่ก็จะมีการรวมตัวกันในระหว่างกลุ่มเครือญาติ ในลักษณะปู่ย่า ตายาย พี่น้อง ลูกหลาน ร่วมแรงกันเป็นกลุ่ม และขณะนี้หน่วยงานในพื้นที่ องค์กรท้องถิ่น และภาคเอกชน ให้การสนับสนุนกลุ่มผักปลอดสารพิษ โดยให้พื้นที่จำหน่ายผลผลิตที่ ศูนย์แสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ ที่ก่อตั้งเมื่อต้นปี 2545

         การรวมกลุ่มของชาวบ้านที่เกิดขึ้นในพื้นที่โครงการ ปรากฎเป็นกลุ่มฌาปนกิจและกลุ่มออมทรัพย์ มากที่สุด รองลงมาเป็นกลุ่ม ธกส. และกลุ่มแม่บ้าน กลุ่มผักปลอดสารพิษ กลุ่มสหกรณ์การเกษตร และกลุ่มกองทุนหมู่บ้าน ผู้เฒ่าผู้แก่ในพื้นที่ได้ให้ทัศนคติว่า การที่ชาวบ้านจะรวมกลุ่มกัน ร่วมมือร่วมใจกันได้อย่างเดิม ควรจะ เริ่มจากการรวมกลุ่มทำบุญที่วัด ที่ทุกคนจะให้ความร่วมมือ ร่วมใจและมีส่วนร่วมกันมากที่สุด อันเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาด้วยการสร้างความเข้มแข็งและความพร้อมให้แก่ชุมชน เพื่อให้สามารถพึ่งตนเองได้ ที่ทรงใช้คำว่า "ระเบิดจากข้างใน"

รอยสัมพันธ์ บ้าน วัด โรงเรียน

 

วัดมงคลชัยพัฒนา เป็นศูนย์รวมงานบุญใหญ่ เทศนาหลักธรรม และปฏิบัติธรรม

 

        วัดในพื้นที่โครงการมีด้วยกัน 3 วัด และสำนักสงฆ์ 1 แห่ง พระสงฆ์ส่วนใหญ่ให้ข้อคิดเห็นว่า บทบาทในปัจจุบันของพระสงฆ์จะเป็นด้านศาสนกิจเป็นส่วนใหญ่ คือ การใส่บาตร ทำบุญ งานที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต คือ วันเกิด งานแต่งงาน ขึ้นบ้านใหม่ งานศพ และเทศกาลวันพระต่างๆ โดยจะมีการฟังเทศน์ ฟังธรรม และปฏิบัติธรรมถือศีลที่วัด อีกมุมของชาวบ้านก็จะทำบุญที่วัดใกล้บ้านเป็นสำคัญ การปรึกษาหารือปัญหาต่างๆ จะเป็นกับผู้นำชุมชน หรือผู้อาวุโสประจำหมู่บ้าน ซึ่งส่วนมากเคยบวชเรียนเป็นพระมาก่อน หรือเป็นมรรคนายกใกล้ชิดกับเจ้าอาวาส ในพื้นที่โครงการมีโรงเรียนระดับประถมสองแห่งอยู่ติดกับวัด มีการนิมนต์พระสงฆ์มาสอนจริยธรรมที่โรงเรียนและให้เด็กนักเรียนไปอบรมสมาธิที่วัด โดยมีพระสงฆ์ดูแล อบรม สั่งสอนตามหลักพระพุทธธรรม

         วัดมงคลชัยพัฒนา เป็นวัดที่ปฏิบัติศาสนกิจเหมือนวัดอื่นๆ แต่ไม่มีการสวดศพและเมรุเผาศพ เป็นศูนย์กลางเทศกาลวันพระใหญ่ทางศาสนา ทั้งในระดับชุมชน ระดับอำเภอ และระดับจังหวัด มีโรงเรียนระดับประถมอยู่ติดกับวัด และมีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสิรินธรที่รับเด็กในพื้นที่โครงการและจากตัวเมือง ในปัจจุบันศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแห่งนี้ เป็นศูนย์ที่ได้มาตรฐานและได้รับความเชื่อถือระดับจังหวัด มีการจัดตั้งร้านค้าสวัสดิการของวัด จำหน่ายสินค้าอุปโภค บริโภค รวมทั้งอาหาร เพื่อรองรับผู้เข้าเยี่ยมชมโครงการ พร้อมทั้งสามารถนำชมและบรรยายตามแนวทางทฤษฎีใหม่แก่ผู้มีจิตศรัทธาที่มาทำบุญที่วัดด้วย

 

ชาวบ้านร่วมกันทำบุญงานประเพณีใหญ่ที่วัดมงคลชัยพัฒนา

 

"...ให้วัด โรงเรียน ราชการ และมูลนิธิร่วมกัน โครงการฯ นี้เป็นโครงการที่สามารถผนึกกำลัง ต้องไม่ลงทุนมากนัก ทำเหมือนชาวบ้านทำ ยอมให้เสียไปบ้าง ถ้าลงทุนทำมากไป หลวงจะทำได้ แต่ชาวบ้านทำไม่ได้…"

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
พระราชทานเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2536

ก้าวสู่ความเชื่อมโยงชนบท…เมืองอย่างเป็นระบบที่เกื้อกูล

 

         สถานการณ์ที่เกิดขึ้น มีผลต่อการปรับตัวของชุมชน หลายครัวเรือนมีแรงงานหวนกลับมาใช้ชีวิตในวิถีการเกษตรดั้งเดิม เช่น แม่บ้านที่ออกไปรับจ้างแรงงาน ทำงานในโรงงานหินอ่อน หรือหินขัด ซึ่งต้องออกแรงก้มยกหิน เป็นการใช้แรงงานที่หนักและต้องผจญกับฝุ่นหินในโรงงาน แต่ได้กลับมาใช้แรงงานหนักในสภาพแวดล้อมที่ดี และไม่ขัดกับสภาพของร่างกาย คือ การทำการเกษตร "ทฤษฎีใหม่" นอกจากนี้ มีครอบครัวหนึ่งที่สามารถปรับเครื่องยนต์ของรถไถมาประกอบเป็นเครื่องสีข้าวขนาดเล็ก และรับจ้างสีข้าวในชุมชนในขนาดที่พอเพียงสำหรับบริโภคในครัวเรือน ส่วนครัวเรือนที่พอมีทุน ได้ปรับพื้นที่บริเวณใต้ต้นไม้ผลที่ให้ผลแล้ว ทำแปลงพืชผักปลอดสารพิษ โดยลงทุนทำระบบกระจายน้ำและระบบให้น้ำแก่พืช เพื่อทดแทนแรงงานที่ขาดแคลน ส่วนครัวเรือน 8-9 ครัวเรือน ที่มีสระน้ำประจำไร่นาแล้ว ได้ปรับไปลงทุนเลี้ยงโคนม โดยอาศัยแหล่งเงินทุนจาก ธกส. และสมัครเป็นสมาชิกสหกรณ์โคนม เพื่อจำหน่ายผลผลิต นับเป็นนวัตกรรม "ทฤษฎีใหม่" ที่เกิดขึ้นใหม่ในพื้นที่

           ศูนย์แสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์พื้นบ้านที่ภาคเอกชนสนับสนุนที่ดินบริเวณริมถนนพหลโยธิน ปากทางเข้าพื้นที่โครงการนั้น มี อบจ. และ อบต. สนับสนุนงบประมาณ และอำเภอเฉลิมพระเกียรติร่วมสนับสนุนและอำนวยความสะดวก สำนักงานพาณิชย์จังหวัดสระบุรี เข้าร่วมในการจัดการให้มีตลาดนัดกลางของอำเภอขึ้นที่ศูนย์นี้ ทำให้สินค้าการเกษตรและผลิตภัณฑ์พื้นบ้านต่างๆ ของชาวบ้านในอำเภอและในพื้นที่โครงการมีสถานที่จัดจำหน่ายสินค้า สำนักงานสหกรณ์จังหวัดมีแผนงานที่จะเข้าไปอบรมให้ความรู้ความเข้าใจแก่ชาวบ้านในเรื่องสหกรณ์ เพื่อสนับสนุนให้เป็นกลุ่มสหกรณ์ โดยเฉพาะราษฎรพื้นที่โครงการ ซึ่งเป็นผลมาจากคณะอนุกรรมการขยายผลทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริ จังหวัดสระบุรี ที่จังหวัดสระบุรีจัดตั้งขึ้นเพื่อการขยายผลการเกษตรตามแนว "ทฤษฎีใหม่" ซึ่งสำนักงานเกษตรจังหวัด ได้จัดตั้งแปลงสาธิตทุกอำเภอ พร้อมทั้งติดตามผลการดำเนินงานทุกพื้นที่ เพื่อเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาอุปสรรคในที่ต่างๆ นอกจากนี้ สำนักงานชลประทานที่ 8 สนับสนุนการผันน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ทางโครงการคลองส่งน้ำแก่งคอย-บ้านหมอ เพื่อเติมน้ำให้พื้นที่โครงการ เป็นการทำให้โครงการโดยรวมได้รับน้ำเพื่อทำเกษตรทฤษฎีใหม่ครบถ้วน สมตามแนวพระราชดำริที่ได้พระราชทานไว้