สวนพฤกศาสตร์
ฟาร์มตัวอย่าง
ป่าดงนาทาม
เขานางพันธุรัต
ข่าวสั้น

เสด็จฯ ไปเยี่ยมโครงการพัฒนาเพื่อความ
มั่นคงพื้นที่ป่าดงนาทาม เมื่อวันที่  16
ธันวาคม 2541

       ". . . ทรงพระเจริญ" เสียงชาวบ้านถวายพระพรด้วยความสำนึกใน
พระมหากรุณาธิคุณแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนาง
เจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงเมตตาพระราชทานความช่วยเหลือแก่พวกเขาให้
มีความพออยู่ พอกินมากขึ้น

       ที่จังหวัดอุบลราชธานีบริเวณแนวชายแดนไทย-ลาว ด้านตะวันออกสุด มีผืน
ป่าธรรมชาติพื้นที่ 5 หมื่นกว่าไร่ เรียกกันว่า ป่าดงนาทาม  ณ ผืนป่าเขียวครึ้ม
แห่งนี้เป็นที่ตั้งของโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรโครงการหนึ่งที่มี
ลักษณะเป็นโครงการพัฒนาเพี่อความมั่นคง ในความรับผิดชอบของกรมทหาร
ราบที่ 6 มีชื่อว่า "โครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงพื้นที่ป่าดงนาทาม จังหวัด
อุบลราชธานี"  มีเนื้อที่ 88 ตารางกิโลเมตร (55,000 ไร่) มีเป้าหมายครอบคลุม 16 หมู่บ้าน ซึ่งอยู่ในเขตติดต่อ 3 อำเภอ คือ อำเภอโขงเจียม อำเภอศรีเชียงใหม่
และอำเภอโพธิ์ไทร มีประชากรรวมทั้งสิ้น 1,776 ครอบครัว

       แต่เดิมนั้น ชาวบ้านอยู่กันอย่างยากไร้ มีอาชีพทำนา ปลูกข้าวไม่พอเลี้ยงครอบ
ครัว จึงต้องหาปลาบ้าง เก็บของป่าขายบ้าง บางคนต้องทำผิดกฎหมายลักลอบตัด
ไม้ ค้าอาวุธหรือค้ายาเสพติดตามแนวชายแดน เพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว
บ้างก็ถูกจับ บ้างก็หนีรอด สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดปัญหาในชุมชนโดยเฉพาะเป็น
อุปสรรคต่อการพัฒนาในหลายประการ

การทำการเกษตรด้วยวิธีธรรมชาติ

       เมื่อเริ่มโครงการนี้ ชาวบ้านก็เลิกประกอบอาชีพผิดกฎหมาย และมีส่วนร่วม
ในโครงการพัฒนาพื้นที่ด้านต่างๆ เป็นอย่างดี จนกระทั่งปี 2538 สมเด็จ
พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมราษฎรในจังหวัด
อุบลราชธานี และพระราชทานธงพิทักษ์ป่าเพื่อรักษาชีวิตแก่ราษฎรที่ช่วยกัน
รักษาป่า เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรราษฎรมาปฏิญาณตนต่อหน้าพระพักตร์ จึง
ทรงรับสั่งกับผู้ใกล้ชิดว่า

ทอดพระเนตรแปลงพืชผักในบริเวณบ้าน
เพื่อการบริโภค

       "ไม่สบายใจ เพราะเขาเหล่านี้มาปฏิญาณว่า จะไม่ตัดไม้ทำลาย
ป่า จะดูแลป่า เขาเสียสละแต่ไม่ได้ช่วยอะไรเขาเลย ให้ไปคิดซิว่าจะ
หาทางช่วยเขาอย่างไร"

       จากพระราชเสาวนีย์ข้างต้น จึงได้มีการประสานงานร่วมกันระหว่างหน่วย
ราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และได้นำพระราชดำรัสของพระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในเรื่อง "เศรษฐกิจพอเพียง" มาเป็นแนวทางในการดำเนิน
งานทำโครงการ ซึ่งประกอบด้วย 4 เรื่อง คือ

ทัศนียภาพผืนป่าดงนาทาม ที่คงความ
เป็นธรรมชาติอย่างสมบูรณ์

  • การลดต้นทุนการทำนา ทำไร่ และทำสวน
  • การเลี้ยงปลา เลี้ยงกบในบ่อพลาสติก
  • การปลูกผักสวนครัวรอบบ่อปลา
  • การเลี้ยงไก่ด้วยการเรียกปลวกจากดิน

       ทั้งนี้ ผลผลิตที่ได้ก็ใช้ในการบริโภคในครอบครัว ส่วนที่เหลือก็ขายเป็นรายได้เลี้ยงชีพอย่างพอเพียง ซึ่ง พ.อ.พิเชษฐ์ 
วิสัยจร ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 6 ได้เปิดเผยถึงการดำเนินงานตามโครงการฯ นี้ว่า ในการดำเนินกิจกรรมในแปลงจะ
รณรงค์การใช้ปุ๋ยชีวภาพ คือ ปุ๋ยหมักจากจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่า ปุ๋ยอีเอ็ม (EM : Effective Microorganisms)

       ปุ๋ยหมักจากจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพหรือปุ๋ย EM นี้ เป็นปุ๋ยที่ทำมาจากวัสดุที่หาง่ายในท้องถิ่น โดยการนำเอามูลสัตว์
หรือเศษใบไม้ ฟาง หญ้า มาคลุกเคล้า ผสมกับเชื้อจุลินทรีย์ หมักไว้ 5 วัน ก็จะได้ปุ๋ยหมักจุลินทรีย์ที่สามารถนำไปใส่พืชผัก
ไม้ผล ทำให้พืชงอกงามและให้ผลผลิตดี วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายและสามารถทดแทนปุ๋ยเคมีได้ดี โดยที่เกษตรกรเองไม่ต้องจัดซื้อ
ปุ๋ยเคมีในราคาแพงมาใช้เป็นการลดต้นทุน อีกทั้งยังเข้ากับยุคสมัยที่นิยมบริโภคผักสด และผลไม้ปลอดภัยจากสารพิษอีกด้วย

การเลี้ยงกบในบ่อพลาสติก ซึ่งสามารถ
ทำรายได้ให้แก่เกษตรกร

แปลงปลูกผักสวนครัวที่งอกงามดีสำหรับ
การบริโภคและจำหน่ายได้ตลอดปี

       ในการรณรงค์แนะนำให้เกษตรกรใช้ปุ๋ย EM ในระยะแรกนั้น มีเกษตรกร
จำนวนไม่มากนัก อาสานำไปทดลองปฏิบัติในแปลงที่ดินของตนเอง หลังจากนั้น
พอได้ผลดี ทางโครงการ ก็เริ่มขยายผลไปสู่หมู่บ้านใกล้เคียง บ้างก็มีเกษตรกร
จากที่อื่นมาขอดู ขอเรียนรู้ไปทำเอง จนกระทั่งทางโครงการต้องเปิดอบรมเป็น
วิทยาทานแก่ราษฎรทั่วไป

ความพอเพียงแบบพื้นบ้าน

       การดำเนินงานตลอดระยะเวลา 3 ปี ก่อให้เกิดประโยชน์แก่เกษตรกรในพื้นท
ี่โครงการฯ อย่างมากในด้านการพัฒนาอาชีพการเกษตร ด้วยต้นทุนที่ลดลง แต่มี
ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นสูงมาก ดังเช่น หลวงพ่อคูณ  กนตวีโร อดีตเกษตรกรที่ตำบลนา
โพธิ์กลาง อำเภอโขงเจียม กล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า "อาชีพเดิมของหลวงพ่อก็ทำ
นาเป็นนาดอนได้ข้าวไม่งาม ไม่พอกิน ยังไม่ทันครบปี ข้าวก็หมดแล้ว พอได้เกร็ด
ความรู้ใหม่ๆ เรื่องจุลินทรีย์ ก็ลองใช้ดู ปีแรกทำแค่ 3 ไร่ เพราะแม่บ้านเค้าไม่เชื่อ
. . . โอ้ ได้ผลดีเกินคาด ผลผลิตเพิ่มเป็นเท่าตัว เดี๋ยวนี้ให้ลูกชายทำต่อ ขยายไป 10 ไร่ แล้ว . . . มีรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 5 หมื่นบาท"

       หรืออีกรายหนึ่ง เดิมมีอาชีพทำนาอย่างเดียว เดี๋ยวนี้นอกจากปลูกข้าวแล้ว ยังเลี้ยงปลา เลี้ยงหมูด้วย  "แต่ก่อนผมไม่ได้เข้า
ร่วมโครงการเศรษฐกิจพอเพียง . . . แต่พอมาเข้าร่วมก็ได้เห็นข้อ แตกต่างที่เปลี่ยนไป ข้าวที่ปลูกก็ได้มากกว่าเก่า รายได้ดีกว่า
เดิม ทุกวันนี้ใช้ปุ๋ยหมักจุลินทรีย์ในนาข้าว สามารถนำจุลินทรีย์มาผสมน้ำให้หมูกินเวลาหมูท้องร่วง และในบ่อปลาถ้าน้ำเป็น
กรดก็ใช้จุลินทรีย์บำบัดน้ำเสีย ปลาก็อยู่ได้ . . ." เสียงนายโหง่น
  โคตรเมือง เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ และสามารถทำราย
ได้ให้ครอบครัวได้สูงถึงปีละแสนบาท

       นอกจากนี้ ยังมีเกษตรกรที่อยู่นอกพื้นที่โครงการ ซึ่งมีความสนใจเข้ารับ
การอบรมและนำไปปฏิบัติเองให้สัมภาษณ์ถึงกิจกรรมที่ทำว่า "เดิมผมทำ
สวน ทำนา ด้วยสารเคมีมาตลอด ไม่รู้จะหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี
ทางไหน . . . เมื่อเข้ารับการอบรมที่โครงการป่าดงนาทาม ก็ได้นำ
ความรู้ไปใช้ในสวนพริก และปลูกข้าว ลงทุนก็น้อย แต่ได้ผลผลิต
สูง"
นายมี  กนกหงษ์ เกษตรกรบ้านนาไหทอง ตำบลขี้เหล็ก อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งประกอบอาชีพปลูกข้าว ปลูกพริก ได้ผลดีมีรายได้เฉลี่ย
เกือบแสนบาท

นายมี  กนกหงษ์ และภรรยา กับแปลง
ปลูกพริกที่ให้ผลผลิตอย่างงาม

       นับได้ว่า การดำเนินงานตามโครงการ ทำให้เกษตรกรมีความรู้และนำไปพัฒนาการปลูกข้าว พืชผัก ไม้ผล ตลอดจนเลี้ยง
ปลา เลี้ยงสัตว์ได้เอง นั่นคือ เกษตรกรมีผลผลิตข้าว พืชผลผลิตต่างๆ ไว้สำหรับบริโภค และขายเป็นรายได้ โดยไม่ต้องพึ่งพา
วัตถุราคาแพงจากภายนอก ดังนั้นเหล่าเกษตรกรก็สามารถมีความพออยู่ พอกิน มีอาหารดีสำหรับบริโภค สุขภาพก็ดีตาม ตลอด
จนคุณภาพชีวิตก็ดีขึ้นด้วย มีรายได้เลี้ยงครอบครัวให้มีสุข ไม่ต้องอพยพไปทำงานที่อื่น เรียกได้ว่า พออยู่ พอกินอย่างพอเพียง
ด้วยเทคโนโลยีง่ายๆ แบบพื้นบ้าน เป็นเทคโนโลยีตามแนวพระราชดำริเพื่อมุ่งช่วยเหลือราษฎรให้พ้นจากความยากไร้ทั้งปวง
เหล่าเกษตรกรจึงขอถวายพระพร "ขอจงทรงพระเจริญ มีพระชนมายุยิ่งยืนนาน เป็นร่มโพธิ์ ร่มไทร ของ
เหล่าเกษตรกรตลอดไป"

เรียบเรียงโดย  สมลักษณ์  บุนนาค
สำนักงาน กปร.

Home 

Mail to Chaipattana Network 

English Language