สวนพฤกศาสตร์
ฟาร์มตัวอย่าง
ป่าดงนาทาม
เขานางพันธุรัต
ข่าวสั้น

"เขานางพันธุรัต" มีรูปร่างลักษณะคล้าย
ภาพหญิงนอน ด้านซ้ายมือของภาพเป็น
ศรีษะส่วนด้านขวาจะเป็นปลายเท้า

บริเวณด้านศรีษะของภาพผู้หญิงนอน
เดิมจะมีแท่งหินขนาดใหญ่ตั้งอยู่ เรียก
ว่า "โกศนางพันธุรัต" ขณะนี้ได้ทรุดตัว
 และพังทลายถล่ม

         เมื่อนั้น
แหงนดูลูกพลางทางโศกา
โอ้ลูกน้อยหอยสังข์ของแม่เอ๋ย
จะร่ำร้องเรียกเจ้าสักเท่าไร
สิ้นวาสนาแม่นี้แน่แล้ว
จะขอลาอาสัญเสียวันนี้
อันพระเวทวิเศษของแม่ไซร้
จงร่ำเรียนจำไว้เถิดขวัญตา
เขียนพลางทางเรียกลูกน้อย 
แต่พอให้ได้ชมเสียสักครั้ง
แม้อ้อนวอนว่านักหนาแล้ว
ทุ่มทอดตัวลงทรงโศกา
ทั้งรักทั้งแค้นแน่นจิต
กลิ้งกลับสับส่ายเพ้อพก

พันธุรัตขัดสนเป็นหนักหนา
ดั่งหนึ่งชีวาจะบรรลัย
กรรมสิ่งใดเลยมาซัดให้
ก็ช่างเฉยเสียได้ไม่ดูดี
เผอิญให้ลูกแก้วเอาตัวหนี
เจ้าช่วยเผาผีพระมารดา
ก็จะเขียนลงให้ที่แผ่นผา
รู้แล้วอย่าว่าให้ใครฟัง
มาหาแม่สักหน่อยพ่อหอยสังข์
ขอสั่งสักคำจะอำลา
น้อยหรือลูกแก้วไม่มาหา
สองตาแดงเดือดดังเลือดนก
ยิ่งคิดเคืองขุ่นมุ่นหมก
นางร่ำร้องจนอกแตกตาย

 

บทละครเรื่องสังข์ทอง
พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

       ย้อนอดีตไปในขณะเยาว์วัย เมื่อต้องเดินทางกับครอบครัวไปยังภาคใต้ วิ่งรถ
ไปตามถนนเพชรเกษม เมื่อใกล้ถึงอำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี  ผู้ใหญ่มักจะร้อง
บอกว่า  " อีกสักครู่คอยสังเกตให้ดีนะ  จะเห็นภูเขาเป็นรูปผู้หญิงนอน"  เด็ก  ๆ
ก็จะตั้งตารอดูว่าเมื่อไรจะถึงภูเขาลูกนี้สักที   และเมื่อผ่านเขาลูกนั้น  จะได้ยินเสียง
ร้องดังเซ็งแซ่แข่งกันว่า "นี่ไงหัว"   "นี่ไงจมูก"  "นั่นไงปลายเท้า"  สร้างความ
ตื่นเต้นให้กับเด็กๆ ไม่น้อย  และต่อมาก็มีคำถามพรั่งพรูมาอีกมากมายว่าทำไมภูเขา
ถึงมีรูปร่างเป็นอย่างนี้ด้วย  ผู้ใหญ่ก็มักจะเล่านิทานเรื่องสังข์ทองตอน พระสังข
์ทองหนีนางพันธุรัตให้ฟังว่า 

"นางยักษ์พันธุรัต ได้ชุบเลี้ยงพระสังข์ทองจนเติบใหญ่   ต่อมาภายหลังเมื่อพระสังข์ทองรู้ว่านางเป็นยักษ์ 
จึงได้ลอบไปชุบตัวในบ่อทอง แล้วเอาเครื่องเงาะเหาะหนีไปจากเมืองนางพันธุรัต   เมื่อนางรู้ว่าพระสังข์
ทองหนีจึงได้ไล่ติดตามไป  และไปทันพระสังข์ทองที่ภูเขาแห่งหนึ่ง  พระสังข์ทองจึงตั้งสัตย์อธิษฐานขอ
อย่าให้นางพันธุรัตขึ้นไปบนภูเขาได้  ครั้นนางจะขึ้นไปบนเขาก็สิ้นกำลังขึ้นไปไม่ได้ นางพันธุรัตโศกเสีย
ใจเป็นสาหัส  เห็นว่าอกจะแตกตายอยู่แล้วจึงเขียนมนต์เรียกเนื้อเรียกปลาไว้ให้พระสังข์สองบท  แล้วนาง
พันธุรัตก็ขาดใจตาย"
  ซึ่งภูเขาลูกนี้ตามความเชื่อในนิทานก็คือ เขานางพันธุรัต (เขาเจ้าลายใหญ่) ที่เรารู้จักกันนั่นเอง

เจดีย์สมัยทวาราวดีอายุประมาณ 1,400 ปี อยู่ระหว่างการปฏิสังขรณ์

ประวัติศาสตร์ล้ำค่า : มหาเภตรายิ่งใหญ่

       เขานางพันธุรัต หรือเขาเจ้าลายใหญ่ มีลักษณะเป็นเขาหินปูนและหินดินดาน
ตั้งอยู่ในเขตตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี  โดยลักษณะของภูเขาคล้าย
กับภาพผู้หญิงนอน  ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่เรียกขานว่า "เขานางนอน" หรือ
"เขานางพันธุรัต"   ด้านศีรษะของภาพผู้หญิงมีแท่งหินขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใน
ลักษณะเป็นแท่งหินแยกตัวออกจากเทือกเขา  เรียกว่า "โกศนางพันธุรัต" ซึ่ง
เป็นที่เคารพศรัทธาเชื่อถือ และมีคุณค่าทางจิตใจของชาวบ้านในละแวกนั้นเป็น
อย่างยิ่ง และยังเป็นจุดเด่นที่เห็นได้ชัดเจนโดยเฉพาะเป็นจุดสังเกตให้แก่ผู้ที่เดิน
เรืออยู่ในบริเวณใกล้เคียง  นอกจากนี้ กรมศิลปากรยังได้ค้นพบซากปรักหักพังของ
เจดีย์สมัยทวาราวดี  อายุประมาณ 1,400 ปี ในบริเวณชายเขาซึ่งเป็นหลักฐาน
ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่งของเมืองเพชรบุรี

       เขานางพันธุรัต (เขาเจ้าลายใหญ่) เป็นภูเขาเอกลักษณ์ประจำท้องถิ่นของเมืองเพชรบุรี  ดังจะเห็นได้จากวรรณกรรมหรือ
มุขปาฐะ  หรือนิทานประจำถิ่นเพชรบุรีเรื่อง "ตำนานมหาเภตรา"ที่กล่าวถึงเขาเจ้าลาย ดังนี้

       "เมื่อครั้งดึกดำบรรพ์โพ้น  เวิ้งทะเลเพชรบุรีปรากฏว่า  มีแต่น้ำกับฟ้านั้น  ยังมีมหาเภตราสำเภาใหญ่
มหึมาลำหนึ่งว่าเป็นเทพนิมิต… ได้ท่องเที่ยวอยู่กลางทะเล  กว้างยาวใหญ่แต่ละด้านนับด้วยโยชน์ ๆ เป็น
ประมาณ…ครั้งหนึ่งสำเภาเภตรานั้นได้แล่นผ่านมาทางน่านน้ำเหนือภูเขาลูกหนึ่ง  ท้องสำเภาได้กระทบเอายอด
เขาหักกระดอน…ฝูงคนและสัตว์พลัดพลายพากันจมน้ำตายมาก…ฝ่ายฝูงคนที่เหลือตายได้พากันว่ายและเกาะ
กระดานเครื่องเรือต่างๆ ไปขึ้นได้ที่เขาตำบลหนึ่ง  ตั้งชุมชนบ้านเรือนอยู่ที่เขานั้น  ภายหลังนิยมเรียกว่า 
เป็นต้นสกุลแห่งเจ้าลาย ณ เขาเจ้าลายนั้น"
(จาก"ภาษาและวรรณกรรม" ของล้อม เพ็งแก้ว ในหนังสือ สมุดเพชรบุรี, 2525) 

นางเอ๋ย นางนอน  ถึงคราต้องจรจากเจ้า

       ในช่วงเดือนพฤษภาคม  พ.ศ. 2537   ได้มีเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้น  เนื่องจากได้เกิดฝนตกหนักติดต่อกันบริเวณเขา
เจ้าลายใหญ่  ทำให้แท่งหินขนาดใหญ่ หรือ โกศนางพันธุรัต  ได้เกิดพังทลายแยกตัวออกจากเขานางพันธุรัต ทำให้กอง
หินแตกกระจายครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 20 ไร่ และอยู่ในลักษณะที่จะทรุดตัวได้ในอนาคต ซึ่งอาจจะเป็นอันตรายต่อชีวิตและ
ทรัพย์สินของราษฎรบริเวณนั้นได้ การที่โกศนางพันธุรัตซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญได้พังแยกแตกสลายออกจากตัวเขานางพันธุ
รัตได้ส่งผลกระทบต่อจิตใจของชาวบ้านที่มีความเชื่อถือศรัทธา "โกศนางพันธุรัต" รวมทั้งประชาชนที่สัญจรผ่านไปมาและ
ได้พบเห็นเป็นยิ่งนัก

ปรับปรุงและฟื้นฟูบริเวณที่พังทลายลง
มาด้วยการลำเลียงดิน และพันธุ์ไม้ขึ้นไป
ปลูกบนภูเขา

วรรณกรรมสืบสานด้วยสองพระภูบาลแห่งแผ่นดิน

       ในช่วงระหว่างแปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ พระราชวังไกลกังวล เมื่อ
 พ.ศ. 2539   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรม
ราชินีนาถ  ได้เสด็จพระราชดำเนินโดยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง เมื่อผ่านเขานาง
พันธุรัต  ได้ทอดพระเนตรเห็นเขาพังทลายลงมา  จึงได้มีพระราชกระแสว่า
"ให้หาทางป้องกันไม่ให้ส่วนอื่นๆ พังทลายลงมาอีก" และ "ให้อนุรักษ์
เขานางพันธุรัตไว้ให้ได้เนื่องจากมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์
ทางวรรณคดี และให้ฟื้นฟูพื้นที่บริเวณที่มีการทรุดตัวของภูเขา
โดยการปลูกต้นไม้เพื่อป้องกันการพังทลายในอนาคต  โดยให้ทุกคน
ทุกส่วนต้องช่วยกัน"

       และในช่วงเดือนสิงหาคม 2539  สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ  ได้พระราชทานพระราชเสาวนีย์เพิ่มเติม
"ให้ดำเนินการปลูกหญ้าแฝกเพื่อป้องกันการเลื่อนไหลพังทลายของหินดินดานในบริเวณดังกล่าว"

       เมื่อได้มีการสำรวจโกศนางพันธุรัตที่พังลงมา พบว่า อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับโรงงานปูนซีเมนต์ ของบริษัทชลประทาน
ซิเมนต์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งในเบื้องต้นได้ตกเป็นจำเลยของสังคม เนื่องจากได้รับสัมปทานระเบิดหินเพื่อผลิตปูนซีเมนต์บริเวณ
เขาเจ้าลาย และคาดว่าแรงสั่นสะเทือนจากการระเบิดหินได้ทำให้โกศนางพันธุรัตพังทลายลงมา  แต่เมื่อได้สำรวจทางธรณี
วิทยา พบว่าตามธรรมชาติของโกศนางพันธุรัต ประกอบด้วยหินปูนซึ่งวางตัวอยู่ด้านบนของยอดเขาและมีรอยแตกเป็นแนวดิ่ง
อยู่แล้ว และมีหินตะกอนเนื้อประสมวางตัวอยู่ด้านล่างเป็นฐานของโกศนางพันธุรัต โดยหินทั้งสองชนิดมีความไม่ต่อเนื่องกัน
เมื่อเกิดฝนตกหนักติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน หินตะกอนเนื้อประสมที่อยู่ด้านล่างซึ่งถูกกัดเซาะทำลายได้ง่ายกว่าจึงเกิดการ
ทรุดตัว  อันเป็นสาเหตุที่สำคัญทำให้เกิดการถล่มของโกศนางพันธุรัต

       และด้วยทรงห่วงใยถึงผู้ประกอบการ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ
 ได้มี     พระราชเสาวนีย์ว่า

"ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ให้เป็นที่กระทบกระเทือนกับผู้ประกอบการ
คือบริษัทชลประทานซิเมนต์และผู้รับสัมปทานรายอื่น ๆ  รอบๆ เขา
เจ้าลายใหญ่  และในห้วงเวลาหลายปี  ตั้งแต่ปี 2537  เป็นต้นมา ได้
รับฎีกาจากประชาชนมากพอสมควร  ก็อยากจะมีส่วนในการอนุรักษ์ไว้
ให้อนุชนคนรุ่นหลังของเราได้เห็นภาพของเขานางพันธุรัต เขาใน
วรรณคดี  ให้มีความสวยงามตลอดไป"

ผนึกกำลังสรรสร้างนางพันธุรัต

       ด้วยความสามัคคีและร่วมมือกันจากหลายฝ่าย ทั้งจากภาครัฐและเอกชน ใน
อันที่จะอนุรักษ์เขานางพันธุรัตให้คงอยู่สืบไป จึงได้เกิด "โครงการอนุรักษ์และฟื้น
ฟูเขานางพันธุรัต (เขาเจ้าลายใหญ่) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ" ขึ้น โดยความ
ร่วมมือจากกองทัพบก  จังหวัดเพชรบุรี  กรมป่าไม้ กรมทรัพยากรธรณี บริษัท
ชลประทานซิเมนต์ จำกัด (มหาชน) และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง
องค์กรเอกชน ประชาชนในจังหวัดเพชรบุรี และสำนักงานคณะกรรมการพิเศษ
เพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) เพื่อแก้ไขปัญหา
การพังทลายของภูเขานางพันธุรัตตามแนวพระราชดำริ ด้วยวิธีลำเลียงดินและ
พันธุ์ไม้เป็นจำนวนมาก ขึ้นไปปลูกในบริเวณที่พังทลายและบริเวณใกล้เคียง แต่
เนื่องด้วยสภาพของพื้นที่เป็นอุปสรรคในการเข้าไปปฏิบัติงาน เพราะบริเวณที่เกิด
ถล่มยังมีหินที่พังทลายกระจัดกระจาย  และพร้อมที่จะร่วงลงมาได้  ซึ่งอาจเป็น
อันตรายต่อผู้ที่เขาไปฟื้นฟู พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงได้พระราชทานแนว
ทางในการดำเนินการด้วยความห่วงใยต่อคณะผู้ปฏิบัติงานว่า

       "ให้เอาเฮลิคอปเตอร์นำเมล็ดพืชขึ้นไปโปรยในส่วนบนสูงสุดให้มาก ๆ เมล็ดพืชจะได้ไหลลงมาและขึ้นเ
อง และควรระมัดระวังเรื่องสภาพอากาศด้วย รวมทั้งการให้ทหารนำพืชขึ้นไปปลูกควรระมัดระวังการพังทลาย
ของดิน"

       และเมื่อได้ทอดพระเนตรภาพถ่ายการดำเนินงานโครงการฯ พระองค์ได้พระราชทานแนวพระราชดำริเพิ่มเติมว่า

       "สังเกตจากภาพถ่ายแสดงให้เห็นว่าพืชที่ทำการปลูกหรือโปรยหรือหว่านเจริญงอกงามประมาณ 40 เปอร์
เซ็นต์ เพระยังคงเห็นเป็นสีเขียวแล้ว  แต่คงยังไม่พอ"
       "มีพืชบางชนิดที่สามารถขึ้นได้บนหินลูกรัง  ให้ทดลองเจาะหิน และลองเอาพืชมาปลูกดูว่าจะขึ้นได้
หรือไม่"

       และด้วยความห่วงใยต่อคณะผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งอาจได้รับอันตรายจากการนำพืชขึ้นไปปลูกในบริเวณโกศนางพันธุรัตที่ถล่ม
ลงมา  คณะอนุกรรมการโครงการฯ  จึงมีแนวคิดในการจัดทำแผนแม่บทในการฟื้นฟูและอนุรักษ์เขานางพันธุรัต (เขาเจ้าลาย
ใหญ่) โดยมอบหมายให้กรมทรัพยากรธรณี เป็นผู้ดำเนินการศึกษาและจัดทำแผนแม่บทขึ้น

       นอกจากการดำเนินงานตามแนวทางดังกล่าวข้างต้นแล้ว  หลาย ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันอนุรักษ์เขานางพันธุรัตใน
หลายประการด้วยกัน โดยเมื่อวันที่  25 กุมภาพันธ์  2542  กรมป่าไม้ ได้จัดตั้ง "วนอุทยานเขานางพันธุรัต" ขึ้นในเนื้อที่ประ
มาณ 1,562 ไร่  และบริษัทชลประทานซิเมนต์ จำกัด (มหาชน)   ได้มอบคืนพื้นที่เขตประทานบัตรบริเวณติดต่อกับพื้นที่
วนอุทยานเขานางพันธุรัต  เนื้อที่ 170 ไร่  เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระชนมายุ
ครบ 72 พรรษา   และเพื่อสืบสานพระราชปณิธานตามแนวทางการอนุรักษ์เขานางพันธุรัตให้ดำรงเคียงคู่จังหวัดเพชรบุรี   
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้แสดงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ในการให้ความร่วมมืออนุรักษ์เขานางพันธุรัตหลายประการ     เพื่อให้
โรงงานสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนและสิ่งแวดล้อมได้ด้วยดี

       แต่เนื่องจาก การจะอนุรักษ์เขาเจ้าลายให้สมบูรณ์ที่สุดนั้นคงเป็นไปได้ยาก  เพราะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ  เมื่อวันที่
24  กุมภาพันธ์ 2543  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชวโรกาสให้คณะอนุกรรมการดำเนินงานโครง
การฯ เข้าเฝ้า ณ พระราชวังไกลกังวล ทอดพระเนตรแผนแม่บทของโครงการ  และได้พระราชทานพระราชดำริ ว่า "การ
อนุรักษ์ให้เป็นไปตามธรรมชาติและง่ายที่สุด"

       จากพระราชกระแสดังกล่าวข้างต้น  จะเห็นว่าการดำเนินการอนุรักษ์ต่อไปนั้น ควรดำเนินการให้เป็นไปตามธรรมชาติและ
ง่ายที่สุด  และหัวใจสำคัญที่ขาดไม่ได้คือการประสานความร่วมมือกันทำงานจากหลาย ๆ ฝ่าย   ทั้งนี้เพื่อเป็นการอนุรักษ์เขา
นางพันธุรัต  หรือเขาเจ้าลาย ให้คงอยู่คู่กับผืนแผ่นดินและอนุชนคนรุ่นหลัง เป็นการสืบสานมรดกทางประวัติศาสตร์ และ
วรรณกรรม ที่มีคุณค่าทางจิตใจซึ่งมิสามารถประมาณค่าได้ให้คงอยู่ตลอดไป

       และต่อแต่นี้ไป "เขานางพันธุรัต"  จะยังคงสามารถกล่าวขานได้ว่าเป็น "เขานางนอน" ที่สงบนิ่งยิ่งใหญ่คงเดิม  และ
เป็นภาพที่ประทับใจของทุกคนอย่างไม่ลืมเลือน

 "ขอให้นิทราอย่างสงบเถิด…แม่นางพันธุรัต"

เรียบเรียงโดย สุพร  ตรีนรินทร์
สำนักงาน กปร.

Home 

Mail to Chaipattana Network 

English Language