เนการ่า บรูไน ดารุสซาลาม
เมื่อยี่สิบปีก่อน ประเทศบรูไน หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า
เนการ่า บรูไน ดารุสซาลาม (Negara Brunei Darussalam ) ซึ่งมีความหมายว่า
"ดินแดนแห่งสันติ" ยังไม่ค่อยเป็นที่คุ้นหูของคนไทยนัก
แม้ว่าจะอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เหมือนกัน ประเทศนี้ตั้งอยู่โดดเดี่ยวบนชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะกาลิมันตัน
หรือเกาะบอร์เนียวในทะเลจีนใต้ ไม่มีพรมแดนติดต่อกับประเทศไทย จึงทำให้ไม่ค่อยได้รับทราบข่าวเท่าไรนัก
จนกระทั่งเมื่อประเทศบรูไนเข้าเป็นสมาชิกขององค์การอาเซียนในปี 2527
ประกอบกับโลกเริ่มเข้าสู่ยุคของข้อมูลข่าวสาร ทำให้คนไทยเริ่มได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศบรูไนมากขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นความมั่งคั่งและความอุดมสมบูรณ์ของประเทศที่เต็มไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ
เช่น น้ำมัน ที่สามารถนำมาแปรเป็นเม็ดเงินได้อย่างมหาศาลและเป็นสินค้าส่งออกอันดับหนึ่งของประเทศ
การปฏิบัติตนของประชาชนในกรอบของศาสนาที่เคร่งครัดภายใต้การนำของสุลต่าน
ซึ่งถือเป็นประมุขทางศาสนาด้วย รวมถึงสวัสดิการที่ดีของประชาชน โดยเฉพาะเรื่องการศึกษาและบริการสาธารณสุขฟรี
ซึ่งเป็นที่อิจฉาของคนไทยเรา
 |
|
ถ่ายภาพร่วมกับผู้บริหารมูลนิธิเชสเชียร์
และผู้พิการที่เข้าร่วมโครงการ
|
ประมุขของประเทศบรูไน ใช้สรรพนามว่า
สุลต่าน สำหรับประมุของค์ปัจจุบันทรงมีพระนามว่า สมเด็จพระราชาธิบดี
สุลต่าน ฮัจญี ฮัซซานาล โบล์เกียห์ ประเทศบรูไนมีรูปแบบการปกครองที่โดดเด่นคือปกครองแบบราชาธิปไตยตามหลักของอิสลามแบบมาเลย์
โดยรัฐธรรมนูญกำหนดให้สุลต่าน ทรงเป็นอธิปัตย์ คือ เป็นทั้งประมุข
นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สถาบันพระมหากษัตริย์ของประเทศบรูไนเป็นที่เคารพเทิดทูนอย่างสูงของประชาชนเช่นเดียวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ของประเทศไทย
ดังจะเห็นได้ว่าสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยในบ้าน ร้านค้าและสำนักงานทุกแห่งของชาวบรูไน
คือพระฉายาลักษณ์ของสุลต่านและพระมเหสี 2 พระองค์ (สุลต่านทรงอภิเษกสองครั้งตามหลักของศาสนาอิสลาม)
ในเรื่องความสัมพันธ์ระดับประมุขของประเทศระหว่างประเทศบรูไนกับประเทศไทยนั้น
ได้มีการเยี่ยมเยือนกันหลายครั้ง โดยเฉพาะในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2543
สุลต่านได้เสด็จฯ เยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อทรงเข้าร่วมในการประชุมสุดยอดระหว่างอาเซียนกับสหประชาชาติ
ซึ่งจัด ขึ้นระหว่างการประชุม UNCTAD ครั้งที่ 10 และต่อมาในเดือนพฤษภาคม
ปี 2543 มกุฎราชกุมารบรูไนฯ ได้เสด็จฯ เยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะอาคันตุกะของรัฐบาลไทย
ซึ่งระหว่างการเยือนครั้งนี้ได้เสด็จฯ ไปเยี่ยมชมการดำเนินงานของศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
จังหวัดเชียงใหม่ ทำให้สำนักงาน กปร. ได้มีโอกาสรับเสด็จฯ และประสานการเสด็จฯ
เยี่ยมชมจุดดูงานต่าง ๆ ด้วย
มูลนิธิแห่งการพัฒนาเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน
สมเด็จพระราชาธิบดี ทรงเป็นประมุขที่ทรงห่วงใยประชาชนและทรงงานด้านพัฒนาเพื่อความผาสุกของประชาชนในประเทศเช่นเดียวกับ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2535 มีพระราชดำริจัดตั้งมูลนิธิสุลต่าน
ฮัจญี ฮัซซานาล โบล์เกียห์ (The Sultan Haji Hassanal Bolkiah Foundation)
ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่คล้ายคลึงกับมูลนิธิชัยพัฒนา คือ พัฒนาประเทศด้วยการดำเนินกิจกรรมต่างๆ
เช่น ด้านศาสนา การศึกษา สังคมสงเคราะห์ และด้านสังคมอื่นๆ โดยมีหลักการให้มูลนิธิเป็นสัญลักษณ์แห่งความห่วงใยที่สมเด็จพระราชาธิบดีและพระราชวงศ์มีต่อประชาชน
รวมทั้งเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของประชาชนในประเทศ
กิจกรรมด้านศาสนาหลักๆ ได้แก่ การสนับสนุนการเงินเพื่อส่งเสริมการศึกษาเกี่ยวกับศาสนา
การบริจาคเงินให้แก่มัสยิดและโรงสวดมนต์ การจัดสรรที่อยู่อาศัยและสวัสดิการให
้แก่คนที่เข้าศาสนาใหม่ๆ ส่วนกิจกรรมด้านสวัสดิการสังคม ประกอบด้วย
การจัดสรรที่อยู่อาศัยในหมู่บ้านกลางน้ำ หรือกัมปง ไอเยอร์ (Kampong
Ayer) ที่เน้นความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และสาธารณูปโภคพื้นฐาน (หมู่บ้านกลางน้ำซึ่งตั้งอยู่กลางใจเมืองเป็นชุมชนดั้งเดิมของชาวบรูไนซึ่งมีมาตั้งแต่อดีตกาลตามที่มีบันทึก
ไว้สมัยที่ชาวต่างชาติเ ข้ามาในบรูไนเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ.1521 ปัจจุบันมีทั้งหมด
28 หมู่บ้าน ตั้งเรียงรายกระจายออกไป มีประชากร 30,000 คน) การบริจาคเงินให้แก่ผู้ประสบภัยธรรมชาติ
โดยเฉพาะอัคคีภัย การจัดสรรที่อยู่อาศัยให้แก่ประชาชนที่ต้องการ
รวมถึงโครงการพัฒนาเยาวชนที่เน้นการให้ความรู้เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม
สำหรับกิจกรรมด้าน การศึกษาได้ดำเนินการในเรื่องหลักๆ อาทิ การให้ทุนการศึกษา
และการจัดตั้งโรงเรียนมูลนิธิสุลต่าน ฮัจญี ฮัซซานาล โบล์เกียห์
ซึ่งปัจจุบันเปิดสอนใน 2 ระดับ คือ อนุบาลและประถมศึกษา
จากความสัมพันธ์ระหว่างสองพระราชวงศ์และความคล้ายคลึงกันระหว่างมูลนิธิสุลต่าน
ฮัจญี ฮัซซานาล โบล์เกียห์ และมูลนิธิชัยพัฒนา ได้นำไปสู่ความสนใจและความคาดหวังที่จะประสานความร่วมมือกันในอนาคต
ผู้บริหารของมูลนิธิ คือ Pehin Dato Haji Abu Bakar bin Haji Apong
ได้เคยเข้าพบนายสุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา
แสดงความสนใจในกิจกรรมของมูลนิธิชัยพัฒนา และหารือถึงความเป็นไปได้ในการดูงานและกิจกรรมต่างๆ
ของมูลนิธิชัยพัฒนา ต่อมาใน เดือนมีนาคม ปี 2545 Pehin Dato Haji
Abu Bakar bin Haji Apong ได้พบเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนาอีกครั้งเพื่อยืนยันความประสงค์ที่จะส่งเจ้าหน้าที่มาดูงานของมูลนิธิชัยพัฒนา
และได้ร่วมกันหารือเกี่ยวกับกิจกรรมและสถานที่ดูงานที่น่าสนใจ ซึ่งมูลนิธิชัยพัฒนาและสำนักงาน
กปร. ได้ร่วมกันจัดโปรแกรมการดูงาน โดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับกิจกรรมของมูลนิธิสุลต่านฯ
ในระหว่างวันที่ 20-24 พฤษภาคม 2545 เน้นการดูงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
และโครงการที่อยู่ในพระราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทั้งในเขตพื้นที่ภาคเหนือและภาคใต้
การดูงานในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่สำนักงาน
กปร. และข้าพเจ้าได้นำคณะเยี่ยมชมโครงการต่างๆ โดยมี Dato Ha ji
Abdul Ghani bin Pehin Dato Haji Abdul Rahim รองผู้บริหารมูลนิธิฯ
เป็นหัวหน้าคณะ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่อีก 3 คนคือ (1) Awang Haji
Musthapa bin Haji Matahir หัวหน้าฝ่าย สวัสดิการ (2) Awang Haji
Puasa bin Haji Jumat หัวหน้า ฝ่ายศาสนา และ (3) Dayangku Azami
binti Pengiran Haji Ahmad หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ ซึ่งเดินทางจากกรุงบันดาร์
เสรี เบกาวัน เมืองหลวงประเทศบรูไนตรงสู่เชียงใหม่ อันที่จริงแล้วในตอนแรกนั้น
Pehin Dato Abu Bakar Apong ผู้บริหารมูลนิธิฯ จะร่วมเดินทางมาพร้อมคณะฯ
ด้วย แต่มีเหตุต้องยกเลิกเพราะก่อนหน้าการดูงานเพียงสองสามวัน ได้รับการแต่งตั้งจากพระราชาธิบดีให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ทำให้มีภารกิจเร่งด่วนที่ต้องปฏิบัติ
ศึกษาดูงานที่ภาคเหนือ
ในวันแรกของการดูงาน คือ วันที่ 20
พฤษภาคม 2545 คณะเจ้าหน้าที่สำนักงาน กปร. อันประกอบด้วยคุณวรกานต์
จุฑานนท์ และคุณศุภรัชต์ อินทราวุธ ซึ่งดูแลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในเขตภาคเหนือ
พร้อมด้วยข้าพเจ้าบินไปเชียงใหม่ตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อไปพบกับคณะบรูไนที่โรงแรม
ภายหลังทำความรู้จักกันแล้วจึงได้เดินทางไปอำเภอดอยสะเก็ด เพื่อเยี่ยมชมศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
มีคุณชัยประเสริฐ เนตรอนงค์ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ฯ และ ร.ศ.
ดร. ฉันทนา สุวรรณธาดา ผู้แทนศูนย์ฯ ด้านเกษตรกรรมประณีตให้การต้อนรับ
โดย ดร.ฉันทนา เป็นผู้บรรยายสรุปผลการดำเนินงานของศูนย์ฯ ด้วยภาษาอังกฤษที่เชี่ยวชาญและมีอารมณ์ขันจนเป็นที่ชื่นชอบของคณะฯ
จากนั้นได้นำชมสภาพพื้นที่และการปฏิบัติงานการพัฒนาด้านต่างๆ ซึ่งคณะฯ
ได้ให้ความสนใจเป็นพิเศษเกี่ยวกับการส่งเสริมการเพาะเห็ดให้แก่ราษฎร
เพราะเป็นการลงทุนที่สามารถเก็บผลผลิตได้หลายครั้งและสร้างรายได้เสริมได้เป็นอย่างดี
โดยเฉพาะการเพาะเห็ดหลินจือ ซึ่งเป็นพืชที่ทั้งสร้างรายได้และบำรุงสุขภาพ
และ ณ โรงเพาะเห็ดหลินจือนี่เอง คณะฯ ได้ชิมน้ำเห็ดหลินจือต้มและอุดหนุนซื้อเห็ดหลินจือตากแห้งบรรจุในกล่องพลาสติกใสที่มีวางจำหน่ายอยู่ในขณะนั้นจนหมด
|
|
|
ดูงานการเลี้ยงปลาดุก
ที่บ้านนายสุรชัย มรกตวิจิตรการ เกษตรกรบ้านไผ่ ซึ้งได้รับการส่งเสริมจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ
|
ในช่วงบ่าย คณะฯ ได้เดินทางไปเยี่ยมชมการดำเนินงานของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านป่าไผ่
ซึ่งผลิตกระเทียมดองจำหน่ายเพื่อเป็นการลดปัญหาผลผลิตล้นตลาด เพราะพื้นที่ดังกล่าวและหมู่บ้านใกล้เคียงนิยมปลูกกระเทียมเป็นจำนวนมาก
หลังจากนั้นได้ไปบ้านของคุณสุรชัย มรกตวิจิตรการ เกษตรกรบ้านป่าไผ่
ซึ่งได้รับการส่งเสริมจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ และนำความรู้มาดำเนินการในพื้นที่ของตนเองจนประสบความสำเร็จและเป็นแบบอย่างให้แก่ราษฎรอื่นๆ
นำกลับไปประยุกต์ในพื้นที่ของตนเอง ที่บ้านของคุณสุรชัยมีกิจกรรมการเกษตรมากมาย
จนไม่น่าเชื่อว่าด้วยพื้นที่เพียง 300 ตารางวา จะสามารถทำกิจกรรมการเกษตรจนประสบความสำเร็จได้มากขนาดนี้
มีทั้งพืชผลต่างๆ โรงเพาะเห็ด บ่อเลี้ยงกบที่มีลูกกบเป็นพันๆ ตัว
และบ่อเลี้ยงปลาทั้งแบบบ่อขุดธรรมชาติและบ่อพลาสติกที่ทำโดยนำกระสอบทรายมาเรียงเป็นชั้นๆ
เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม แล้วนำพลาสติกสีดำผืนใหญ่มาขึงให้ตึงและใช้กระสอบทรายชั้นบนทับไว้
เพียงแค่นี้ก็สามารถบรรจุน้ำและใช้เลี้ยงปลาได้ การดูงานในวันนั้นก็จบลง
พวกเราจึงมุ่งหน้ากลับโรงแรม
เมื่อกลับถึงโรงแรม คณะฯ ได้เชิญให้เรานั่งพักผ่อนและดื่มน้ำ
เพื่อหารือและนัดหมายสำหรับโปรแกรมในวันรุ่งขึ้น ในระหว่างนั่งหารือกันนี้
พวกเราทั้งหมดก็ได้มีเวลาทำความรู้จักกันและแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับประเทศทั้งสองมากขึ้น
จากการสนทนาทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกทึ่งกับความรู้ที่ได้รับเพิ่มเติมว่า
ชาวบรูไนจะปฏิบัติตนตามคำสอนของศาสนาอิสลามอย่างเคร่งครัด ทั้งเรื่องการทำละหมาดในช่วงเวลาที่กำหนด
การรับประทานอาหารที่ทำด้วยวิธีฮาลาลแบบมุสลิมแท้ การไม่ดื่มแอลกอฮอล์
เพราะในระหว่างนั่งพักก็เห็นดื่มกันแต่ชาจีนร้อนและน้ำผลไม้ รวมทั้งการแต่งกายของสตรีที่จะต้องสวมผ้าคลุมผมเสมอเวลาอยู่ในที่สาธารณะ
ซึ่งคุณ Azami ผู้หญิงคนเดียวในคณะฯ ก็ปฏิบัติเช่นนั้นทุกวันตลอดการดูงาน
วันรุ่งขึ้น พวกเรานำคณะฯ เดินทางไปยังอำเภอเสริมงาม
จังหวัดลำปาง เพื่อเยี่ยมชมการดำเนินงานของศูนย์ศิลปาชีพบ้านแม่ต๋ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
ซึ่งสร้างขึ้นตามพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เพื่อแก้ไขความทุกข์ยากของราษฎรซึ่งยากจน
ไม่มีอาชีพที่แน่นอน และส่วนใหญ่รับจ้างตัดต้นไม้ให้แก่นายทุน ที่ศูนย์ศิลปาชีพแห่งนี้
พล.ต. องอาจ ชูตินันทน์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 ได้ให้การต้อนรับและบรรยายสรุปผลการดำเนินงาน
จากนั้นได้เยี่ยมชมการดำเนินงานในส่วนต่างๆ โดยเฉพาะงานผลิตเซรามิค
ซึ่งประเทศบรูไนมีการส่งเสริมให้ราษฎรผลิตเครื่องปั้นดินเผาเช่นกัน
คณะฯ ได้แสดงความชื่นชมในความประณีตและความชำนาญในฝีมือของเกษตรกรที่ได้รับการฝึกอบรมการผลิตเซรามิคได้อย่างสวยงาม
โดยเฉพาะบางชิ้นมีรายละเอียดมากเป็นพิเศษ ซึ่งก็ได้อุดหนุนซื้อเซรามิคของโครงการเป็นที่ระลึกด้วย
|
|
|
|
ถ่ายภาพร่วมกับเด็กๆ
บ้านกิ่งแก้ว วิบูลสันติ
|
เยี่ยมชมโรงงานปั้นเซรามิคภายในพื้นที่โครงการ
|
ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2545 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการดูงานในเขตภาคเหนือ
คณะฯ ได้เดินทางไปเยี่ยมชมสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าบ้านกิ่งแก้ว วิบูลสันติ
อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ สถานสงเคราะห์แห่งนี้เป็นสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารี รับเลี้ยงเด็กกำพร้าที่ขาดผู้ปกครองดูแล หรือพ่อแม่ถูกต้องขังในคุก
ไม่สามารถเลี้ยงดูได้ ปัจจุบันมีเด็กอยู่ในความอุปการะ 30 คน ซึ่งบางรายอยู่ระหว่างการทบทวนให้เป็นบุตรบุญธรรมของชาวต่างประเทศ
คณะฯ ได้เดินชมจุดต่างๆ รวมทั้งชมการร้องรำทำเพลงของเด็กๆ ซึ่งต่างก็มีอากัปกิริยาที่น่ารักต่างกันออกไป
และก่อนกลับก็ได้มีโอกาสถ่ายรูปร่วมกับครูและเด็กๆ จากนั้นจึงเดินทางต่อไปยังบ้านทองอยู่
เชสเชียร์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอยู่ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิสิริวัฒนา
เชสเชียร์ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ปัจจุบันมีผู้พิการอาศัยอยู่ 30 คน
โดยทางบ้านพักได้จัดกิจกรรมต่างๆ ให้แก่ผู้พิการเพื่อสร้างรายได้เสริมให้แก่ตนเอง
อาทิ การเลี้ยงไข่ไก่ การเลี้ยงปลาดุก การเลี้ยงจิ้งหรีด การปลูกพืชปลอดสารพิษ
รวมถึงการวาดรูปสีน้ำ โดยรายได้จากกิจกรรมต่างๆ จะเป็นของสมาชิกทั้งหมด
นอกจากนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์
เพื่อช่วยเหลือการดำเนินงานในกิจกรรมต่างๆ ของสถานสงเคราะห์ทั้งสองแห่ง
จากการดูงานทำให้คณะฯ ได้รับทราบถึงแนวทางและรูปแบบการให้การสงเคราะห์ผู้พิการ
เพื่อให้สามารถพึ่งตนเองได้และนำรูปแบบดังกล่าวกลับไปประยุกต์ใช้ต่อไป
ในวันนั้นพวกเราทั้งหมดเดินทางโดยเครื่องบินถึงกรุงเทพฯ ในช่วงค่ำ
แล้วแยกย้ายกันไปพักผ่อนเพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับการเดินทางไปภาคใต้ในวันต่อมา
จากภาคเหนือสู่ภาคใต้
รุ่งขึ้นอีกวัน คือ วันที่ 23 พฤษภาคม
2545 ข้าพเจ้าและเจ้าหน้าที่ สำนักงาน กปร. ซึ่งดูแลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในภาคใต้
คือคุณลลิต ถนอมสิงห์ ผู้อำนวยการกอง และคุณปริญญวัฒน์ วัชรอาภากร
ได้พบกับคณะฯ ที่สนามบินดอนเมืองตอนเช้าตรู่ เพื่อเดินทางไปเยี่ยมชมการดำเนินงานในเขตพื้นที่ภาคใต้ด้วยกัน
เราใช้เวลาบินเกือบสองชั่วโมงกว่าจะถึงนราธิวาส จากนั้นได้นำคณะฯ
เดินทางไปที่โครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริ ตำบลกะลุวอเหนือ
อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ซึ่งคุณประสิทธิ์ บัวดวง รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส
ได้ให้การต้อนรับ และคุณอภิชาติ จงสกุล ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ
เป็นผู้บรรยายสรุปและนำคณะฯ เยี่ยมชมการดำเนินงานของโครงการฯ โดยใช้รถพ่วงขับเคลื่อนด้วยรถแทร็กเตอร์เป็นพาหนะ
รถพ่วงคันนี้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ได้นำมาดัดแปลงเป็นรถสำหรับพาคณะบุคคลต่างๆ
ท่องเที่ยวชมกิจกรรมในโครงการฯ และในศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ
ซึ่งคณะฯ รู้สึกประทับใจกับความคิดนี้และยังได้รับความเพลิดเพลินอีกด้วย
เพราะสามารถเห็นทิวทัศน์และชมกิจกรรมของโครงการได้เต็มที่ พร้อมกันนี้ยังได้แสดงความสนใจเป็นพิเศษในงานส่งเสริมการเพาะขยายพันธุ์บอนและงานปศุสัตว์
อาทิ การส่งเสริมการเลี้ยงเป็ดอี้เหลียง การส่งเสริมการเลี้ยงแพะเพื่อรีดนม
ซึ่งหัวหน้าคณะฯ ได้ทดลองรีดนมแพะด้วยตัวเองด้วย หลังจากนั้นคณะฯ
ได้รับการแนะนำให้รู้จักกับคุณดิลก ศิริวัลลภ ประชาสงเคราะห์จังหวัดนราธิวาส
ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เป็นล่ามระหว่างภาษายาวีและภาษาไทยในการเสด็จฯ
ไปทรงเยี่ยมราษฎรในเขตพื้นที่ภาคใต้ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทุกครั้ง
โดยคุณดิลกได้เป็นล่ามแปลระหว่างภาษาไทยกับมาเลย์ให้แก่คณะฯ นี้ด้วย
ทำให้การเสนอข้อมูลเกี่ยวกับ โครงการฯ เป็นไปอย่างราบรื่น มีประสิทธิภาพ
และเข้าใจเต็มที่
จากนั้นผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ
นำคณะฯ เยี่ยมชมการดำเนินงานของศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ซึ่งคณะฯ
ได้ให้ความสนใจในการพัฒนาพื้น ที่ดินพรุตามแนว พระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการเกษตรในรูปแบบต่างๆ
ได้
ในช่วงบ่าย ได้พาคณะฯ ไปเยี่ยมชมโครงการหมู่บ้านปศุสัตว์-เกษตรมูโนะอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
ตำบลโฆษิต อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส โดย ร.ท.สุนทร ศิริธรรม หัวหน้าชุดควบคุมประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
กองพันพัฒนาที่ 4 กองทัพภาคที่ 4 เป็นผู้ให้การต้อนรับและบรรยายสรุป
โครงการนี้เป็นโครงการจัดสรรที่ดินทำกินให้แก่ราษฏรที่ยากจน เพื่อให้ประกอบอาชีพการเกษตร
ปัจจุบันมีสมาชิก 37 คน มีแปลงพื้นที่อยู่อาศัยและทำกินครอบครัวละ
6 ไร่ สำหรับทำการเกษตรและปศุสัตว์ สร้างรายได้หมุนเวียนตลอดปี มีรายได้เฉลี่ย
20,000-50,000 บาทต่อปี จากนั้น ได้เยี่ยมชมผลงานหัตถกรรมและพื้นที่การเกษตรของราษฎรในโครงการ
ซึ่งเกษตรกรได้ให้การต้อนรับคณะฯ เป็นอย่างดี
สำหรับวันสุดท้ายของการดูงาน คือ
วันที่ 24 พฤษภาคม 2545 คณะฯ ได้ไปเยี่ยมชมการดำเนินงานของ หมู่บ้านรอบศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ
บ้านเขาตันหยง ตำบลกะลุวอเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ซึ่งมีการส่งเสริมการพัฒนาอาชีพทั้งในภาคเกษตร
และการแปรรูปผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งคณะฯ ได้ให้ความสนใจในการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากกระจูด
และผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพตามแนวพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
เช่น การแกะไม้เรือกอและ การทอผ้า และการปักลายผ้า ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้ความตั้งใจและใช้เวลามาก
แต่ก็มีความงดงามอย่างยิ่ง คณะฯ ได้แสดงความชื่นชมต่อกิจกรรมเหล่านี้ว่าเป็นการใช้วัสดุที่มีอยู่ในพื้นที่มาเพิ่มมูลค่าโดยคนในพื้นที่เอง
|
|
|
|
ดูการแปรรูปผลิตภัณฑ์ของราษฎรหมู่บ้านรอบศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ
|
ดูการผลิตปุ๋ยอินทรีย์
โครงการหมู่บ้านปศุสัตว์เกษตรมูโนะ
|
ต่อมา ได้เดินทางไปยังศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านเขาตันหยง
ตำบลกะลุวอเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส เยี่ยมชมการดำเนินกิจกรรมในโครงการปรับปรุงภาวะโภชนาการเด็กอายุ
0-60 เดือน ให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น โดยติดตามการเปลี่ยนแปลงภาวะโภชนาการเด็กขาดสารอาหารและโภชนศึกษา
ซึ่งปัจจุบันมีเด็กเล็กทั้งหมด 65 คน และเป็นจังหวะดีที่เช้าวันนั้นทางศูนย์พัฒนาเด็กเล็กมีกิจกรรมอบรมการประกอบอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการให้แก่กลุ่มแม่บ้าน
ทำให้ได้เห็นกิจกรรมที่เป็นรูปธรรมของศูนย์ฯ จริงๆ คณะฯ ให้ความสนใจและชื่นชมว่าเป็นการดีที่ผู้ปกครองมีส่วนร่วมมาจัดเวรช่วยปรุงอาหาร
เพราะเมื่อเด็กกลับไปที่บ้านจะได้มีอาหารที่มีโภชนาการที่ดีด้วย
และยังทำให้เด็กและผู้ปกครองได้อยู่ใกล้ชิดกัน
ก่อนออกเดินทางไปหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
เพื่อขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพฯ พวกเราได้พาคณะฯ ไปทำละหมาดที่มัสยิดเก่าแก่ในจังหวัดนราธิวาส
ซึ่งมีอายุถึง 300 ปี ตามคำแนะนำของนายอับดุลเราะห์มาน อับดุลสมัด
ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนราธิวาส สังเกตได้ว่าคณะฯ มีความประทับใจมากที่ได้มีโอกาสประกอบพิธีทางศาสนา
ในมัสยิดที่เก่าแก่อันเป็นอนุสรณ์ทางประวัติศาสตร์ร่วมกับพี่น้องร่วมศาสนาเดียวกัน
หลังจากนั้นประธานกรรมการ อิสลามฯ ได้ร่วมเดินทางพาคณะฯ แวะชม มัสยิดกรือเซะ
ที่จังหวัดปัตตานี ซึ่งมีอายุกว่า 200 ปี และส่งคณะฯ และพวกเรา ณ
ที่นั้น ในการร่ำลากันนี้พวกเราก็ได้พบกับภาพประทับใจ ประธานกรรมการอิสลามฯ
ได้สวมกอดและสัมผัสมือกับหัวหน้าคณะฯ และเจ้าหน้าที่ผู้ชายของมูลนิธิอีก
2 คน ตามธรรมเนียมปฏิบัติของชาวมุสลิม แสดงให้เห็นถึงความรู้สึกผูกพันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาวมุสลิม
ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ หรือชนชาติไหน
มิตรภาพเพื่อการพัฒนา
แต่โปรแกรมในวันนั้นยังไม่สิ้นสุด
เมื่อถึงกรุงเทพฯ ในตอนค่ำ ข้าพเจ้าได้พาคณะฯ เดินทางไปพบนายสุเมธ
ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา นายมนูญ มุกข์ประดิษฐ์
กรรมการและรองเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่
สำนักงาน กปร. ซึ่งคณะฯ และผู้บริหารของมูลนิธิชัยพัฒนาและสำนักงาน
กปร. ได้หารือถึงผลการดูงานในครั้งนี้ อันสรุปได้ว่า การเยี่ยมชมการดำเนินงาน
พัฒนาในด้านต่างๆ ทำให้คณะฯ ได้ทราบถึงความห่วงใย ของพระมหากษัตริย์ไทยและพระบรมวงศานุวงศ
์ที่มีต่อประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าประทับใจ การช่วยเหลือประชาชนของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริไม่ได้อยู่ในรูปของตัวเงินแต่เพียงอย่างเดียว
แต่ยังเป็นการช่วยเหลือด้านการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนทำให้สามารถพึ่งพาตนเองได้
ทางคณะฯ จะได้นำความประทับใจและประสบการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ไปกราบบังคมทูลองค์สุลต่าน
และอาจพิจารณาส่งเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ มาฝึกงานในอนาคต นอกจากนี้คณะฯ
ยังได้เชิญผู้บริหาร มูลนิธิชัยพัฒนาไปดูงานของมูลนิธิสุลต่าน ฮัจญี
ฮัซซานาล โบล์เกียห์ ที่ประเทศบรูไน และได้พิจารณาถึงแนวทางความร่วมมือระหว่าง
2 มูลนิธิในอนาคตต่อไปด้วย
 |
|
ทักทายเด็กๆ
ขณะเยี่ยมชมการดำเนินงานศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านตันหยง
|
ประสบการณ์การติดตามคณะบรูไนไปดูงานของมูลนิธิชัยพัฒนาและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในครั้งนี้
ทำให้ข้าพเจ้าได้รับทราบว่าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ยังมีอีกประเทศหนึ่งที่มีพระมหากษัตริย์นักพัฒนา
ได้รับรู้เรื่องราวมากมายเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนในประเทศนั้น
และที่สำคัญคือ ได้รู้จักเพื่อนใหม่ที่ทำงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทพระมหากษัตริย์
และพระบรมวงศานุวงศ์เหมือนกัน ประสบการณ์และความทรงจำดีๆ เหล่านี้ยังคงอยู่ในใจของพวกเราตลอดไป
และสิ่งที่จะทำให้พวกเรารำลึกถึงเพื่อนชาวบรูไนกลุ่มนี้ ก็คือของที่ระลึกจากมูลนิธิสุลต่าน
ฮัจญี ฮัซซานาล โบล์เกียห์ ไม่ว่าจะเป็นโล่ นาฬิกา ปากกา หรือพวงกุญแจ
ซึ่งมีรูปของอาคารสำนักงาน และสัญลักษณ์ของมูลนิธิติดอยู่ และมี
4 สี คือ ทอง เหลือง เขียว และขาว องค์ประกอบทั้งหมดมีความหมายเกี่ยวโยงกันถึงพระมหากษัตริย์
ศาสนา และการพัฒนาเพื่อความผาสุกและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในสังคม
ซึ่งมีส่วนคล้ายคลึงกับสัญลักษณ์ของมูลนิธิชัยพัฒนา