|
จุดเริ่มต้นการพัฒนา
ศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตร
ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านนายาง เมืองนาทรายทอง กำแพงนครเวียงจันทน์ กิโลเมตรที่
22 นับเป็นโครงการพัฒนาแห่งแรกในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
(สปป. ลาว) ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระมหากรุณาธิคุณให้จัดตั้งขึ้นเมื่อปี
2537 ตามที่ ฯพณฯ นายไกสอน พมวิหาร อดีตประธานประเทศ สปป. ลาว มีอักษรสาส์นกราบบังคมทูลขอพระราชทานโครงการในลักษณะเช่นเดียวกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
ดังพระราชดำรัสความตอนหนึ่งว่า
"...ตามที่ทำโครงการต่างๆ
ที่กล่าวไว้ก็เพื่อที่จะให้ประชาชนอยู่เย็น เป็นสุข
คือ ประชาชนนี้ไม่ได้เน้นว่าเป็นประชาชนไทยหรือลาว เพราะว่าประชาชนที่
ไหนก็ตาม ประเทศไหนก็ตามมีความอยู่เย็นเป็นสุข สันติสุขหรือความสงบ
ก็จะเกิดขึ้น ไม่เจาะจงว่าเป็นประเทศไทยหรือประเทศลาว หากว่าประชาชน
ในประเทศใดมีความสุขมีความอยู่เย็นเป็นสุข หรือมีความเป็นอยู่ที่สบาย
ก็หมายความว่าประเทศนั้น มีความเป็นอยู่ที่มั่นคง..."
พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 9
เมษายน 2537
ผลของการพระราชทานความร่วมมือให้แก่
สปป.ลาว นับเป็นจุดเริ่มต้นการพัฒนาโครงการศูนย์ฯ แห่งนี้ ซึ่งมีสภาพภูมิศาสตร์เหมาะสมเอื้ออำนวยต่อการพัฒนาด้านเกษตรกรรม
ในพื้นที่ประมาณ 325 ไร่ มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยม มีความกว้างประมาณ
800 เมตร ยาวประมาณ 900 เมตร มีลำห้วย 2 สาย คือ ห้วยซอนและห้วยซั้วล้อมรอบพื้นที่ศูนย์ฯ
ซึ่งเป็นเนินสลับกับพื้นที่ลุ่ม รายล้อมด้วยหมู่บ้านเป้าหมายในการพัฒนา
5 หมู่บ้าน ประกอบด้วย บ้านนายาง บ้านนาซอน บ้านหัวขัว บ้านน้ำเกี้ยงเหนือและบ้านน้ำเกี้ยงใต้
รวมทั้งสิ้น 1,067 ครัวเรือน ประชากร 6,090 คน ใช้แนวทางของศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริในการจัดทำกิจกรรม
แบ่งออกเป็น การสาธิตด้านการประมง ปศุสัตว์ พัฒนาที่ดินและพัฒนาด้านพืช
การให้บริการผลิตพันธุ์ปลา พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์และการฝึกอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรที่มาศึกษาดูงานทั่วไป
รวมทั้งการดูแล แนะนำทางวิชาการ โดยมุ่งเน้นเกษตรกรหมู่บ้านเป้าหมายรอบศูนย์ฯ
ในระยะแรก 5 หมู่บ้าน และขยายขอบเขตการให้บริการ โดยเพิ่มเติมหมู่บ้านเป้าหมายออกไปอีก
4 หมู่บ้าน คือ บ้านหนองคันคู บ้านนาซับ บ้านหัวช้าง และบ้านด่านสี่
จนครอบคลุมพื้นที่โครงการ
 |
|
อ่างเก็บนํ้าห้วยซอน
|
การบริหารการพัฒนา
การดำเนินงานโครงการศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตร
(หลัก 22) หรือที่เรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า ศูนย์ฯ ห้วยซอน-ห้วยซั้ว
ตั้งแต่เริ่มจัดตั้งเมื่อปี 2537 จนถึงปัจจุบัน ในช่วงระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมาได้มีการจัดตั้งองค์กรบริหารโครงการฯ
ขึ้นในรูป "คณะทำงานฝ่ายไทย" ประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
(สำนักงาน กปร.) ทำหน้าที่แกนกลางเชื่อมประสานการปฏิบัติงานกับหน่วยราชการจาก
กรมชลประทาน กรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน กรมปศุสัตว์ กรมประมง
สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเวียงจันทน์ และ "คณะทำงานฝ่ายลาว"
ประกอบด้วย กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกสิกรรมและป่าไม้ กำแพงนครเวียงจันทน์
เมืองนาทรายทอง ร่วมกันกำหนดนโยบาย วางแผนและบริหารงานโครงการอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งมีผลการดำเนินงานก้าวหน้ามาโดยตลอด
สำหรับการบริหารจัดการภายในโครงการฯ
นั้น จะมีผู้อำนวยการศูนย์ทำหน้าที่แปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติเป็นแผนการปฏิบัติงานประจำปี
มีรองผู้อำนวยการศูนย์ 2 คน เป็นผู้ช่วยเหลือ และหัวหน้าแขนง ซึ่งเป็นตำแหน่งเทียบเท่ากับหัวหน้าฝ่าย
หรือหัวหน้าแผนกของไทย ประกอบด้วย แขนงบริหาร แขนงปลูกฝัง แขนงเลี้ยงสัตว์และประมง
แขนงส่งเสริมและพัฒนาชุมชน แขนงชลประทานและแขนงกลจักร ร่วมกันกำหนดแนวทางดำเนินงานและควบคุม
กำกับ ดูแล ประสานการพัฒนากิจกรรมด้านต่างๆ ให้เป็นไปตามแผนงานที่กำหนดไว้
การดำเนินงานในระยะแรก ฝ่ายไทยได้สนับสนุนวางระบบโครงสร้างพื้นฐานและระบบชลประทาน
อาทิ การก่อสร้างอาคาร โรงเรือนต่างๆ อ่างเก็บน้ำห้วยซอน ความจุ 1.8
ล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมคลองส่งน้ำ 5.7 กิโลเมตร จัดทำแปลงสาธิต สนับสนุนปัจจัยการผลิต
และขยายผลการพัฒนา ขุดสระน้ำประจำไร่นา ขนาด 2,000 ลูกบาศก์เมตร ตลอดจนให้ความรู้
ดูแลส่งเสริม แนะนำทางวิชาการ รวมทั้งฝึกอบรมดูงานในประเทศไทย ในขณะที่ฝ่ายลาวได้ร่วมเสริมสร้างการพัฒนาด้วยการก่อสร้างถนนเข้าสู่โครงการฯ
ขยายเขตไฟฟ้า จัดเจ้าหน้าที่/คนงานประจำศูนย์ฯ ดำเนินการบริหารจัดการ
สาธิต ฝึกอบรม ผลิตพันธุ์สัตว์ พันธุ์ปลา จัดหาอาหารสัตว์ อาหารปลาบางส่วน
ให้บริการพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์แก่เกษตรกร จัดระบบคลองส่งน้ำและ สายซอยเข้าสู่พื้นที่นา
ซ่อมแซมคอกสัตว์และอาคารสำนักงานอย่างต่อเนื่อง ทำให้การดำเนินงานของศูนย์ฯ
ประสบผลสำเร็จ สามารถสนองตอบความต้องการของเกษตรกรและประชาชนลาวได้
 |
|
ระบบชลประทานอ่างเก็บนํ้าห้วยซอน
ในพื้นที่ศูนย์ฯ
|
การประเมินผล : บูรณาการแห่งการพัฒนา
อย่างไรก็ดี แม้ว่าการพัฒนาของศูนย์แห่งนี้
จะมีความก้าวหน้าขึ้นตามลำดับจนเห็นภาพการเปลี่ยนแปลงเป็นรูปธรรมแตกต่างไปจากสภาพปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในอดีตที่ชาวบ้านยังไม่มีไฟฟ้า
ถนน สาธารณูป โภคที่ดี ขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร ขาดการส่งเสริมด้านวิชาการเกษตร
ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรต่ำก็ตาม แต่ปัญหาหลักที่สำคัญ คือ น้ำเพื่อการเกษตรในอ่างเก็บน้ำห้วยซอนไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นของเกษตรกร
จวบจนกระทั่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรการดำเนินงานของโครงการ
เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2544 พระราชทานพระราชดำริให้สำนักงาน กปร.
พิจารณาและสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับประโยชน์ที่ราษฎรได้รับจากอ่างเก็บน้ำห้วยซอนและผลกระทบทางเศรษฐกิจ
สังคม มีผลสืบเนื่องให้เกิด การบูรณาการเชิงวิชาการประเมินผลภายใต้ความร่วมมือ
ไทย-ลาว ขึ้น ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการแสวงหาคำตอบในการแก้ปัญหาข้อจำกัดทางการพัฒนาและกำหนดทิศทางการพัฒนาโครงการอย่างเป็นระบบ
การประเมินผลโครงการฯ ครั้งนี้
มีวัตถุประสงค์สำคัญประการหนึ่ง คือ การร่วมมือในทางวิชาการระหว่างประเทศไทยและสปป.ลาว
อันเป็นการสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างประเทศ นอกเหนือจากการศึกษาถึงประสิทธิผล
ความก้าวหน้าโครงการ การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม การใช้ประโยชน์จากการพัฒนาแหล่งน้ำ
ปัญหา อุปสรรคและข้อจำกัดทางการพัฒนา ภายใต้การประสานงานร่วมกันระหว่าง
"คณะติดตามประเมินผลฝ่ายไทย" และ "คณะวิชาการประเมินผลฝ่ายลาว"
ได้สัมภาษณ์ราษฎรในพื้นที่หมู่บ้านเป้าหมาย 5 หมู่บ้าน และหมู่บ้านขยายผลการพัฒนา
4 หมู่บ้าน รวม 9 หมู่บ้าน 278 ครัวเรือนจากประชากรกลุ่มตัวอย่าง 1,676
ครัวเรือน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ระบบสถิติ คิดเป็นร้อยละ 17
ของครัวเรือนทั้งหมด
กระบวนการในการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อใช้ในการวิเคราะห์ เริ่มต้นด้วยการสำรวจสภาพหมู่บ้านในพื้นที่โครงการ
จัดเตรียมผังข้อมูลหมู่บ้านและรายชื่อผู้นำครัวเรือนที่สุ่มตัวอย่างแล้ว
จากนั้นจึงจัดเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยและลาวทำงานคู่กันเข้าไปเก็บข้อมูลเป็นรายครัวเรือน
โดยใช้วิธีสัมภาษณ์ตามแบบสอบถามที่กำหนดไว้ทั้งภาษาไทยและภาษาลาว พร้อมทั้งสังเกตการณ์ควบคู่ไปด้วย
ส่วนผู้นำชุมชน เจ้าหน้าที่โครงการฯ ทั้งระดับบริหารและปฏิบัติการ
ใช้วิธีการสัมภาษณ์ลึก
การใช้แนวทางการเรียนรู้ การวิจัยแบบมีส่วนร่วมและปฏิบัติจริงร่วมกันนี้
ก่อให้เกิดผลดีในด้านการรับรู้วิธีคิด ปัญหา ความต้องการของชาวบ้านและทัศนคติเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานชาวลาวอย่างลึกซึ้ง
มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาระหว่าง 2 ประเทศที่แตกต่างกัน สามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์
วิจัยเชิงประเมินได้ถึงระดับรากหญ้าของการพัฒนาโครงการ
ผลสำเร็จของการพัฒนา
ผลการประเมิน บ่งชี้ถึงผลสำเร็จ และข้อจำกัดของการพัฒนาโครงการ ดังนี้
การดำเนินงานโครงการ
การดำเนินงานบรรลุประสิทธิผลและสอดคล้องกับแนวทางของศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริเป็นส่วนใหญ่
กล่าวคือ มีการสาธิต ติดตาม ขยายผลและฝึกอบรม โดยมีกิจกรรมรองรับหลากหลาย
ทั้งการวางโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษาแหล่งน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค การเกษตรกรรม
การพัฒนาพืช ที่ดิน ปศุสัตว์ ประมงอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการสร้าง "ครอบครัวตัวแบบ"
เพื่อเป็นแกนกลางในการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาการเกษตรกรรม
ซึ่งจะเป็นแกนนำในการส่งเสริมการขยายผลไปสู่เกษตรกรอื่นๆ ในระดับชุมชน
หมู่บ้าน ได้อย่างดี
 |
|
การรับจ้างทำเฟอร์นิเจอร์
หมู่บ้านนาซอน
|
การบริหารจัดการโครงการฯ
ในมุมมองของเจ้าหน้าที่ระดับบริหารและปฏิบัติ มีความเห็นสอดคล้องกันว่า
การบริหารงานศูนย์ฯ การอำนวยการ การวางแผน การประสานงาน การบริหารงบประมาณ
ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ วัสดุอุปกรณ์ เครื่องใช้สำนักงาน มีความเหมาะสมเพียงพอต่อการปฏิบัติงาน
แต่ควรมีการส่งเสริมกิจกรรมอื่นๆ เพิ่มมากขึ้นให้พอเพียงต่อความต้องการของชาวบ้าน
เช่น การขยายพันธุ์สัตว์ พันธุ์พืช พันธุ์ปลา รวมทั้งการส่งเสริมอาชีพเพื่อเสริมรายได้ในด้านการแปรรูปผลผลิต
ด้านการเกษตร การตั้งกองทุนหมู่บ้าน หรือสหกรณ์การเกษตร ให้มีการรวมกลุ่มและทำอย่างต่อเนื่อง
 |
|
การประกอบอาชีพจักสานของหมู่บ้านนายาง
|
ผลกระทบต่อประชาชน
การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจโดยรวมดีขึ้น เห็นได้จากการมีผลผลิตข้าวจากการทำนาปีและนาปรังโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น
ก่อนเริ่มโครงการ ปี 2536 จาก 32 ถัง/ไร่ เป็น 46 ถัง/ไร่ ในปี 2544
มากขึ้นกว่าเดิม 14 ถัง/ไร่ ซึ่งเมื่อรวมกิจกรรมการผลิตภาคการเกษตรอื่นๆ
ที่ขายเป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้น อาทิ พืชไร่ ผัก ไม้ผล เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงปลาแล้ว
ยังเอื้อประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพด้านอื่นๆ ด้วย เช่น การรับจ้างแรงงานโดยเฉพาะการรับจ้างทำนา
การค้าขายผลผลิตทางการเกษตร บริการรับจ้างไถนา การค้าขาย ทำเครื่องเรือน
และอาชีพเสริมในครัวเรือน เช่น การจักสานกระติ๊บข้าว การตัดเย็บเสื้อผ้า
ซึ่งเป็นอาชีพที่สร้างรายได้หลากหลายแก่ครัวเรือน ส่งผลให้ชาวบ้านในพื้นที่โครงการมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีรายได้เพิ่มมากขึ้น
ก่อให้เกิดการขยายตัวของประชากรและครัวเรือนเพิ่มขึ้น มีการรวมกลุ่มทางสังคมมากขึ้น
เช่น กลุ่มเพาะปลูกพืช กลุ่มเลี้ยงสัตว์ กลุ่มผู้ใช้น้ำและบำรุงรักษาแหล่งน้ำ
กลุ่มผู้ใช้น้ำบาดาล เกิดการประสานความร่วมมือนำไปสู่การได้รับประโยชน์ร่วมกันในชุมชน
ทำให้สังคมเข้มแข็ง กล่าวได้ว่า กิจกรรมการผลิตด้านการเกษตรถือเป็นกิจกรรมพื้นฐานที่สามารถส่งเสริม
หรือก่อให้เกิดกิจกรรมด้านอื่นๆ ตามมา ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักในการพัฒนาทั้งในระดับชุมชนและประเทศ
ผลสำเร็จของโครงการตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้นเป็นสิ่งยืนยันว่า โครงการนี้มีส่วนช่วยยกระดับฐานะความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่เป้าหมายให้ดีขึ้น
 |
|
การสัมภาษณ์ครัวเรือนบ้านนาซับ
|
การพัฒนาแหล่งนํ้า
การสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยซอนและระบบชลประทาน ตลอดจนการส่งเสริมแหล่งน้ำขนาดเล็ก
ทั้งฝายห้วยซอนตอนใต้ ฝายนาซับ และการขุดสระเก็บน้ำประจำไร่นาถึง 142
สระ ส่งผลให้ชาวบ้านมีผลผลิตทางการเกษตรและรายได้สูงขึ้น และยังเกิดประโยชน์ทางอ้อมอีก
คือ ทำให้น้ำตกตาดซอน ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำจากอ่างเก็บน้ำห้วยซอนมีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น
กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งหนึ่งที่ช่วยเสริมรายได้ให้แก่ชุมชน
ทิศทางแนวโน้มการพัฒนา
โดยภาพรวมของการพัฒนาโครงการบรรลุผลสำเร็จค่อนข้างดี
แต่ยังมีข้อจำกัดของการพัฒนาที่สำคัญคือ การมีน้ำไม่พอเพียงต่อการทำการเกษตร
เนื่องจากอ่างเก็บน้ำห้วยซอนและแหล่งน้ำขนาดเล็กไม่สามารถกระจายน้ำให้เพียงพอแก่การทำนาและเกษตรกรรมอื่นๆ
อันเป็นวิถีชีวิตหลักของชาวลาวและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับผลการประเมินที่ชี้ให้เห็นถึงความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่าง
ร้อยละ71.41 เห็นควรก่อสร้างอ่างเก็บน้ำที่มีขนาดความจุมากขึ้นอีก
สามารถรองรับและกระจายน้ำให้แก่เกษตรกรได้ครอบคลุมทั่วถึงทั้งพื้นที่โครงการ
ผลจากการประเมินครั้งนี้ จะมีส่วนช่วยในการกำหนดทิศทางการพัฒนาโครงการได้อย่างดียิ่ง
โดยเฉพาะการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ซึ่งจะมีมาตรการระยะยาวในการแสวงหาความร่วมมือจากประเทศอื่นเพื่อให้เกิดการสร้างอ่างเก็บน้ำเพิ่มเติมขึ้น
ควบคู่ไปกับการขุดสระเก็บน้ำประจำไร่นา และตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำเพื่อบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบให้มากขึ้น
สำหรับการแก้ปัญหาในระยะสั้น ตลอดจนการวางแผนแม่บท เพื่อกำหนดกรอบแนวทางการพัฒนาที่ชัดเจน
ซึ่งจะใช้เป็นหลักในการพัฒนา ปรับปรุงกิจกรรมต่างๆ ของโครงการให้มีความสมบูรณ์ต่อเนื่องเบ็ดเสร็จในลักษณะ
"พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต" สามารถให้บริการแก่เกษตรกรและประชาชนได้อย่างทั่วถึง
โดยใช้แนวทางการพัฒนาแบบบูรณาการ ซึ่งเน้นการมีส่วนร่วมเชื่อมโยงเกื้อกูลกันทั้งภาครัฐ
เอกชน และประชาชน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
|
|
|
ศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตร
(หลัก22) สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
|
บทสรุปแห่งการพัฒนา
ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ได้ส่งผลให้โครงการศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตรในประเทศเพื่อนบ้านของเรา
คือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ใช้เป็นต้นแบบของการพัฒนาแบบบูรณาการ
และเป็นศูนย์กลางแห่งการศึกษาเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงร่วมกันทั้งภาครัฐ
ประชาชนและประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงอีกแห่งหนึ่งของภูมิภาคเอเชีย
ซึ่งจะมีส่วนช่วยเอื้อประสานการพัฒนาร่วมกันระหว่างมิตรประเทศในภูมิภาคแห่งนี้
ให้เกิดความมั่นคงสืบไป
|