 |
|
อาคารพลับพลาที่ประทับบริเวณโครงการ
|
ด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกล
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
ทรงงานหนักเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาตลอดระยะเวลาของการครองสิริราชสมบัติ
ซึ่งเป็นเวลามากกว่า 50 ปี การทรงงานส่วนใหญ่เป็นงานที่เสริมงานพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
อาทิเช่น โครงการป่ารักน้ำ เป็นโครงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสร้างแหล่งน้ำ
และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถทรงมุ่งสร้างป่า เพื่อฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์
คืนชีวิตให้แก่ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อประโยชน์ต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์
สัตว์ และสรรพสิ่งทั้งหลาย เป็นต้น ซึ่งการพัฒนาที่ทรงดำเนินควบคู่กันไปอย่างเกื้อกูลและลงตัวเช่นนี้
นับเป็นศาสตร์แห่งการพัฒนาที่สมบูรณ์แบบเป็นอย่างยิ่ง
|
|
|
|
|
|
|
นักเรียนที่มาฝึกงานด้านอาชีพทางการวาดและทางการปั้น
รวมทั้งผลงาน
|
น้ำพระทัยที่ทรงมุ่งมั่น
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
ทรงตั้งพระราชปณิธานในการที่จะช่วยเหลือราษฎรให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
โดยอาศัยพื้นฐานความชำนาญและภูมิปัญญาของราษฎรเป็นหลัก เมื่อราษฎรมีความเชี่ยวชาญในการผลิตหัตถกรรมพื้นบ้าน
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ทอผ้าไหม ผ้าฝ้าย
ผ้าตีนจก เย็บปักถักร้อย ปั้นถ้วยชาม เครื่องถมทอง-ถมเงิน จักสานเครื่องใช้สอยในครัวและเครื่องมือทำมาหากิน
แกะสลักหนังตะลุง เป็นต้น จึงได้พระราชทานพระราชดำริให้นำงานหัตถกรรมพื้นบ้านเหล่านั้นมาพัฒนาให้เกิดเป็นชิ้นงานที่มีความโดดเด่นและมีคุณค่ามากขึ้น
การเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมเยียนราษฎรในภูมิภาคต่างๆ
ทำให้ได้ทรงพบเห็นงานหัตถกรรมพื้นบ้านมากมายและแตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่น
ทรงให้รวบรวมชิ้นงานที่มีลักษณะเด่นของแต่ละหมู่บ้านไว้ ซึ่งเป็นผลงานจำนวนมากมาย
และก่อให้เกิดเป็น "งานศิลปาชีพ" ที่มาจากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศในปัจจุบัน
เมื่อราษฎรสามารถผลิตชิ้นงานได้แล้ว
สิ่งสำคัญลำดับต่อไป คือ ต้องมีตลาดรองรับสินค้า เพื่อให้เกิดเป็นรายได้ที่มั่นคงจากงานศิลปาชีพ
สิ่งสำคัญที่ทรงตระหนัก คือ การทำให้งานฝีมือเหล่านั้นสามารถดำรงคงอยู่ในสังคมได้
ไม่สูญสลายไปในกระแสวัฒนธรรมใหม่ๆ ที่แทรกเข้ามา ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีสถานที่สำหรับการเรียนรู้
ฝึกทักษะเพื่อเพิ่มความชำนาญให้แก่คนรุ่นหลัง และสามารถนำผลงานมาจัดแสดงให้เห็นถึงความละเอียดประณีต
ความตั้งใจในงานฝีมือนั้นๆ และยังสามารถจัดจำหน่ายให้แก่ประชาชนที่เห็นคุณค่าและสนใจในงานฝีมือระดับช่างที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีแล้ว
โครงการศูนย์ศิลปาชีพ ตำบลเกาะเกิด อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จึงได้ก่อกำเนิดขึ้นตามพระราชเสาวนีย์ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2540
ด้วยมีพระราชประสงค์ให้เป็นศูนย์รวมและศูนย์อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของชาติ
รวมทั้งการดำเนินวิถีชีวิตแบบไทยและอาชีพการเกษตรให้อยู่คู่แผ่นดินไทยตลอดไป
ศิลปาชีพ ศิลป์แผ่นดิน
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
พระราชทานพระราชเสาวนีย์ไว้เป็นแนวทางในการดำเนินโครงการศิลปาชีพเกาะเกิด
ดังนี้
การจัดตั้งศูนย์ศิลปาชีพแห่งใหม่ที่ตำบลเกาะเกิดนี้ให้ใช้เงินของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
พระบรมราชินีนาถ รวมทั้งการจัดซื้อผลงานที่เกษตรกรจัดทำขึ้น เพื่อช่วยให้มีรายได้เพิ่มขึ้น
การมีกิจกรรมศิลปาชีพควบคู่ไปกับการประกอบอาชีพเกษตรกรรมตามแบบดั้งเดิม
ทำให้เกษตรกรไม่ละทิ้งถิ่นฐานไปประกอบอาชีพอื่นในยุคที่เกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ
ให้ศูนย์แห่งนี้เป็นแหล่งรวบรวมผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพจากทุกๆ
ศูนย์มาจัดแสดงไว้ โดยมีอาคารแสดงผลิตภัณฑ์ โรงฝึกงานและแผนกต่างๆ
หมู่บ้านศิลปาชีพ 4 ภาค และสถานที่ทำการ โดยได้แต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาและคณะทำงานขึ้น
มีพลเอกมนัส คล้ายมณี เป็นประธานคณะทำงาน เพื่อทำหน้าที่ในโครงการศิลปาชีพเกาะเกิด
เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2542 นับเป็นวันมหามงคลยิ่งที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
พระบรมราชินีนาถได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมโครงการฯ เพื่อรับทราบความก้าวหน้าในการดำเนินงาน
ยังความปลาบปลื้มประทับใจแก่คณะทำงานโครงการ และราษฎรที่อาศัยอยู่โดยรอบเป็นอย่างมาก
และขณะนี้การดำเนินการในด้านต่างๆ ของโครงการมีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
โดยจัดแบ่งพื้นที่ 760 ไร่ ตามกิจกรรมประเภทต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ดังนี้
จัดสร้างสระเก็บน้ำใช้ในโครงการ
ขนาด 135 ไร่ สามารถเก็บกักน้ำได้ 648,000 ลูกบาศก์เมตร พร้อมทั้งมีคูน้ำกว้าง
4 เมตร ลึก 1.5 เมตร ยาว 4,760 เมตร เพื่อกระจายน้ำได้อย่างทั่วถึง
ขณะนี้ในคูน้ำเก็บกักน้ำได้ ประมาณ 21,500 ลูกบาศก์เมตร
หมู่บ้านจำลอง 4 ภาค ขนาดพื้นที่ 110 ไร่ เพื่อจัดแสดงสภาพวิถีไทยโบราณ
และการเกษตรแบบดั้งเดิม พร้อมที่รับรองแขกชาวต่างชาติ
พื้นที่ 70 ไร่ จัดทำเป็นอาคารฝึกงาน
แสดงผลงานศิลปาชีพและพิพิธภัณฑ์
พื้นที่ทำการเกษตรและพื้นที่สีเขียว
326 ไร่ ซึ่งในขณะนี้ทำนา 150 ไร่ เป็นพื้นที่สีเขียว 100 ไร่เศษ
 |
|
แบบจำลอง
"หมู่บ้านศิลปาชีพ 4 ภาค"
|
เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ส่งผลโดยตรงต่อประเทศมาตั้งแต่ปี
2540 ทำให้ต้องชะลอการก่อสร้างงานบางส่วน คือ งานหมู่บ้านจำลอง 4
ภาค และอาคารแสดงผลงานศิลปาชีพและพิพิธภัณฑ์ไว้ก่อน โดยดำเนินการก่อสร้างเฉพาะในส่วนของแหล่งเก็บกักน้ำ
ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานในการทำกิจกรรมต่างๆ และจัดฝึกอบรมนักเรียนศิลปาชีพที่มาจากภาคต่างๆ
จำนวน 50 คน เข้ามาฝึกหัดงานวาด งานปั้นและการเกษตรในพื้นที่โครงการ
เช่น ปลูกพืชผักสวนครัว เลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นแหล่งผลิตโปรตีน ได้แก่
ไข่ไก่ เป็ดเนื้อ ปลาดุกอุยและปลาสลิด เป็นต้น มีการปลูกข้าวเพื่อให้สามารถเลี้ยงนักเรียนศิลปาชีพได้อย่างพอเพียง
และมีบางส่วนที่ได้จำหน่ายและนำเงินเข้ามูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพด้วย
ในอนาคตอันใกล้นี้ เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จสมบูรณ์
ศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิดแห่งนี้จะเป็นศูนย์รวมภูมิปัญญาอันล้ำค่าและงานหัตถศิลป์ที่ยิ่งใหญ่ของชาติไทย
ส่งผลให้ชาวไทยทั้งมวลได้ตระหนักถึงคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมายาวนาน
และจะได้ร่วมช่วยกันอนุรักษ์มรดกแห่งศิลปวัฒนธรรมนี้ให้ดำรงคงอยู่คู่กับแผ่นดินไทยตลอดไป
สมดังพระราชปณิธานในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทุกประการ