ฉบับ เดือน สิงหาคม ๒๕๔๕       

เรียบเรียงโดย วิกรม คัยนันทน์

อาคารพลับพลาที่ประทับบริเวณโครงการ

 

ด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกล
     สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงงานหนักเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาตลอดระยะเวลาของการครองสิริราชสมบัติ ซึ่งเป็นเวลามากกว่า 50 ปี การทรงงานส่วนใหญ่เป็นงานที่เสริมงานพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อาทิเช่น โครงการป่ารักน้ำ เป็นโครงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสร้างแหล่งน้ำ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถทรงมุ่งสร้างป่า เพื่อฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ คืนชีวิตให้แก่ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อประโยชน์ต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ สัตว์ และสรรพสิ่งทั้งหลาย เป็นต้น ซึ่งการพัฒนาที่ทรงดำเนินควบคู่กันไปอย่างเกื้อกูลและลงตัวเช่นนี้ นับเป็นศาสตร์แห่งการพัฒนาที่สมบูรณ์แบบเป็นอย่างยิ่ง

นักเรียนที่มาฝึกงานด้านอาชีพทางการวาดและทางการปั้น รวมทั้งผลงาน


น้ำพระทัยที่ทรงมุ่งมั่น

     สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงตั้งพระราชปณิธานในการที่จะช่วยเหลือราษฎรให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยอาศัยพื้นฐานความชำนาญและภูมิปัญญาของราษฎรเป็นหลัก เมื่อราษฎรมีความเชี่ยวชาญในการผลิตหัตถกรรมพื้นบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ทอผ้าไหม ผ้าฝ้าย ผ้าตีนจก เย็บปักถักร้อย ปั้นถ้วยชาม เครื่องถมทอง-ถมเงิน จักสานเครื่องใช้สอยในครัวและเครื่องมือทำมาหากิน แกะสลักหนังตะลุง เป็นต้น จึงได้พระราชทานพระราชดำริให้นำงานหัตถกรรมพื้นบ้านเหล่านั้นมาพัฒนาให้เกิดเป็นชิ้นงานที่มีความโดดเด่นและมีคุณค่ามากขึ้น

      การเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมเยียนราษฎรในภูมิภาคต่างๆ ทำให้ได้ทรงพบเห็นงานหัตถกรรมพื้นบ้านมากมายและแตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่น ทรงให้รวบรวมชิ้นงานที่มีลักษณะเด่นของแต่ละหมู่บ้านไว้ ซึ่งเป็นผลงานจำนวนมากมาย และก่อให้เกิดเป็น "งานศิลปาชีพ" ที่มาจากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศในปัจจุบัน

     เมื่อราษฎรสามารถผลิตชิ้นงานได้แล้ว สิ่งสำคัญลำดับต่อไป คือ ต้องมีตลาดรองรับสินค้า เพื่อให้เกิดเป็นรายได้ที่มั่นคงจากงานศิลปาชีพ สิ่งสำคัญที่ทรงตระหนัก คือ การทำให้งานฝีมือเหล่านั้นสามารถดำรงคงอยู่ในสังคมได้ ไม่สูญสลายไปในกระแสวัฒนธรรมใหม่ๆ ที่แทรกเข้ามา ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีสถานที่สำหรับการเรียนรู้ ฝึกทักษะเพื่อเพิ่มความชำนาญให้แก่คนรุ่นหลัง และสามารถนำผลงานมาจัดแสดงให้เห็นถึงความละเอียดประณีต ความตั้งใจในงานฝีมือนั้นๆ และยังสามารถจัดจำหน่ายให้แก่ประชาชนที่เห็นคุณค่าและสนใจในงานฝีมือระดับช่างที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีแล้ว โครงการศูนย์ศิลปาชีพ ตำบลเกาะเกิด อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จึงได้ก่อกำเนิดขึ้นตามพระราชเสาวนีย์ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2540 ด้วยมีพระราชประสงค์ให้เป็นศูนย์รวมและศูนย์อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของชาติ รวมทั้งการดำเนินวิถีชีวิตแบบไทยและอาชีพการเกษตรให้อยู่คู่แผ่นดินไทยตลอดไป

ศิลปาชีพ ศิลป์แผ่นดิน

     สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานพระราชเสาวนีย์ไว้เป็นแนวทางในการดำเนินโครงการศิลปาชีพเกาะเกิด ดังนี้

      การจัดตั้งศูนย์ศิลปาชีพแห่งใหม่ที่ตำบลเกาะเกิดนี้ให้ใช้เงินของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ รวมทั้งการจัดซื้อผลงานที่เกษตรกรจัดทำขึ้น เพื่อช่วยให้มีรายได้เพิ่มขึ้น การมีกิจกรรมศิลปาชีพควบคู่ไปกับการประกอบอาชีพเกษตรกรรมตามแบบดั้งเดิม ทำให้เกษตรกรไม่ละทิ้งถิ่นฐานไปประกอบอาชีพอื่นในยุคที่เกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ

     ให้ศูนย์แห่งนี้เป็นแหล่งรวบรวมผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพจากทุกๆ ศูนย์มาจัดแสดงไว้ โดยมีอาคารแสดงผลิตภัณฑ์ โรงฝึกงานและแผนกต่างๆ หมู่บ้านศิลปาชีพ 4 ภาค และสถานที่ทำการ โดยได้แต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาและคณะทำงานขึ้น มีพลเอกมนัส คล้ายมณี เป็นประธานคณะทำงาน เพื่อทำหน้าที่ในโครงการศิลปาชีพเกาะเกิด

      เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2542 นับเป็นวันมหามงคลยิ่งที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมโครงการฯ เพื่อรับทราบความก้าวหน้าในการดำเนินงาน ยังความปลาบปลื้มประทับใจแก่คณะทำงานโครงการ และราษฎรที่อาศัยอยู่โดยรอบเป็นอย่างมาก และขณะนี้การดำเนินการในด้านต่างๆ ของโครงการมีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยจัดแบ่งพื้นที่ 760 ไร่ ตามกิจกรรมประเภทต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดังนี้

      จัดสร้างสระเก็บน้ำใช้ในโครงการ ขนาด 135 ไร่ สามารถเก็บกักน้ำได้ 648,000 ลูกบาศก์เมตร พร้อมทั้งมีคูน้ำกว้าง 4 เมตร ลึก 1.5 เมตร ยาว 4,760 เมตร เพื่อกระจายน้ำได้อย่างทั่วถึง ขณะนี้ในคูน้ำเก็บกักน้ำได้ ประมาณ 21,500 ลูกบาศก์เมตร
หมู่บ้านจำลอง 4 ภาค ขนาดพื้นที่ 110 ไร่ เพื่อจัดแสดงสภาพวิถีไทยโบราณ และการเกษตรแบบดั้งเดิม พร้อมที่รับรองแขกชาวต่างชาติ

      พื้นที่ 70 ไร่ จัดทำเป็นอาคารฝึกงาน แสดงผลงานศิลปาชีพและพิพิธภัณฑ์

      พื้นที่ทำการเกษตรและพื้นที่สีเขียว 326 ไร่ ซึ่งในขณะนี้ทำนา 150 ไร่ เป็นพื้นที่สีเขียว 100 ไร่เศษ

แบบจำลอง "หมู่บ้านศิลปาชีพ 4 ภาค"


     เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ส่งผลโดยตรงต่อประเทศมาตั้งแต่ปี 2540 ทำให้ต้องชะลอการก่อสร้างงานบางส่วน คือ งานหมู่บ้านจำลอง 4 ภาค และอาคารแสดงผลงานศิลปาชีพและพิพิธภัณฑ์ไว้ก่อน โดยดำเนินการก่อสร้างเฉพาะในส่วนของแหล่งเก็บกักน้ำ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานในการทำกิจกรรมต่างๆ และจัดฝึกอบรมนักเรียนศิลปาชีพที่มาจากภาคต่างๆ จำนวน 50 คน เข้ามาฝึกหัดงานวาด งานปั้นและการเกษตรในพื้นที่โครงการ เช่น ปลูกพืชผักสวนครัว เลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นแหล่งผลิตโปรตีน ได้แก่ ไข่ไก่ เป็ดเนื้อ ปลาดุกอุยและปลาสลิด เป็นต้น มีการปลูกข้าวเพื่อให้สามารถเลี้ยงนักเรียนศิลปาชีพได้อย่างพอเพียง และมีบางส่วนที่ได้จำหน่ายและนำเงินเข้ามูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพด้วย

     ในอนาคตอันใกล้นี้ เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จสมบูรณ์ ศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิดแห่งนี้จะเป็นศูนย์รวมภูมิปัญญาอันล้ำค่าและงานหัตถศิลป์ที่ยิ่งใหญ่ของชาติไทย ส่งผลให้ชาวไทยทั้งมวลได้ตระหนักถึงคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมายาวนาน และจะได้ร่วมช่วยกันอนุรักษ์มรดกแห่งศิลปวัฒนธรรมนี้ให้ดำรงคงอยู่คู่กับแผ่นดินไทยตลอดไป สมดังพระราชปณิธานในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทุกประการ