ภาควิชาพาณิชยศาสตร์
คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีโอกาสสัมผัสและใกล้ชิดกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ผ่านทาง ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล ตั้งแต่ท่านยังดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
ทางภาควิชาฯ ได้รับความกรุณาจาก
ดร. สุเมธ ไปบรรยายพิเศษในโครงการพิเศษที่คณะฯ จัดขึ้น เพื่อบริการความรู้สู่สาธารณะหลายครั้ง
อีกทั้งภาควิชาฯ ได้มีโอกาสพานิสิตไปปลูกป่าและป่าชายเลนที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ
นิสิตที่ไปมีทั้งนิสิต ปี 3 และปี 4 ของภาควิชา นิสิตในโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาของหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต
(หลักสูตรนานาชาติ) อันทำให้ทั้งนิสิตและอาจารย์ชาวไทยและชาวต่างประเทศได้ความรู้และประสบการณ์ที่ประทับใจยากจะลืมเลือนได้
(อันจะหาโอกาสมาถ่ายทอดในโอกาสหน้า)
การเข้าไปสัมผัสกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริทำให้คณาจารย์ได้รู้จักกับ
คุณลลิต ถนอมสิงห์ ซึ่งในตอนนั้นรับผิดชอบดูแลพื้นที่ภาคตะวันตก
และได้รับทราบว่าราษฎรในพื้นที่โครงการห้วยองคตอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
จังหวัดกาญจนบุรี ไม่ให้ความสนใจและไม่กระตือรือล้นที่จะดำเนินงานตามแนวทางที่มูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบทเสนอ
จึงต้องการให้มีการศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของราษฎรเหล่านั้นว่าเป็นอย่างไร
อะไรคือสิ่งที่พวกเขาสนใจและต้องการ เพื่อที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้ตอบสนองได้อย่างถูกต้องต่อไป
อาจารย์จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี
จุฬาฯ นำกลุ่มโดย รศ. ดร. อัจฉรา จันทร์ฉาย ผู้สอนวิชาวิจัยธุรกิจให้แก่นิสิต
ได้เข้าไปศึกษาหาข้อมูลพื้นฐาน กลุ่มอาจารย์เดินทางไปสำรวจเส้นทางและเข้าดูโครงการเป็นครั้งแรกในวันพฤหัสบดีที่
12 สิงหาคม 2542 (วันหยุดมหามงคลเช่นนี้ กลุ่มอาจารย์ไปทำงานให้เป็นประโยชน์ต่อแผ่นดินไทย)
แต่วันเดินทางไปดูโครงการก็ได้ประสบการณ์ที่น่าจดจำ ทั้งการหยุดรับประทานอาหารเช้าเป็นข้าวขาหมูจุฬาและรถตู้เสีย
ต้องนั่งคอยริมทางให้คุณลลิตไปหารถกะบะของชาวบ้านพาอาจารย์เข้าไปในโครงการแทน
เดือนตุลาคม เป็นเดือนที่จุฬาฯ หยุดเทอม
แต่กลุ่มอาจารย์และนิสิต ทั้งปริญญาตรีและปริญญาโท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นปริญญาโท
ยินดีอาสาสมัครเข้าดำเนินการวิจัย โดยถือว่าเป็นการวิจัยภาคสนามร่วมกันระหว่างอาจารย์และนิสิต
ไม่มีใครคิดถึงค่าใช้จ่าย หรือรายได้จากการวิจัย ขอเพียงแต่ให้มีรถรับส่งและให้
หัวข้อการวิจัยคือ "การศึกษาวิจัยสำรวจทัศนคติและความต้องการของประชาชนที่มีต่อโครงการห้วยองคตอันเนื่องมาจากพระราชดำริ"
วันที่ดำเนินการวิจัยภาคสนาม คือ วันที่ 16-18 ตุลาคม 2542 มีกลุ่มอาจารย์
6 คน นำนิสิตปริญญาตรีและโท ทั้งชายและหญิง จำนวน 62 คน ไปทำงานกันอย่างสมบุกสมบันและสนุกสนาน
เพราะนิสิตจุฬาฯ คณะนี้ปกติไม่ค่อยได้สัมผัสแดด ดิน และฝน การวิจัยภาคสนามครั้งนี้เป็นการสอบถามประชาชนในเขตตำบลสมเด็จเจริญ
อำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี ทั้ง 4 หมู่บ้านตามที่โครงการกำหนด
คือ บ้านเขาหินตั้ง (หมู่ 2) บ้านเขาแหลม (หมู่ 3) บ้านม่วงเฒ่า
(หมู่ 4) และบ้านบารมี (หมู่ 5) โดยการ "เดิน" ไปเคาะประตูเข้าไปถามถึงในบ้าน
การวางแผนออกไปเก็บข้อมูลทำกันในตอนกลางคืน
แบ่งนิสิตออกเป็นกลุ่มย่อย กำหนดบ้านที่จะเข้าไปเก็บข้อมูล (เจ้าหน้าที่โครงการกำหนดว่าให้ถามทุกบ้าน)
ซักซ้อมความเข้าใจและวิธีการ และต้องรีบเข้านอนทั้งคืนวันที่ 16
และคืนวันที่ 17 เพื่อเอาแรงไว้ "เดินลุย" เก็บข้อมูล
การเข้านอนจะนอนในห้องรวมแบ่งเป็นห้องหญิงและห้องชาย ห้องนอนของอาจารย์ทั้ง
2 ห้อง ในแต่ละห้องจะมีอาจารย์ 3 คน และนิสิตปริญญาโทอีก 2 คน นั่นคือ
งานนี้ทั้งอาจารย์และลูกศิษย์ ได้ใกล้ชิดสนิทสนมกันมากจริงๆ
ในตอนเช้า ทุกคนรีบตื่นนอนและทานอาหารเช้ากันคนละมากๆ
เพราะรู้ว่าต้องไปใช้แรงมากและต้องหอบเอกสาร รวมทั้งข้าวของไปแจกเด็กในบ้านที่ไปขอข้อมูล
ต่อจากนั้นขึ้นรถและไปถูกปล่อยไว้ตามจุดที่กำหนด ออกเดินไปเก็บข้อมูลตามบ้านที่ได้รับมอบหมาย
ส่วนมื้อกลางวันจะมีรถออกแจกจ่ายข้าวห่อและน้ำ นิสิตต้องหาที่นั่งกินแถวนั้น
เพื่อจะได้ไม่เสียเวลากลับมาที่พัก จะได้ทำงานได้เต็มที่และเสร็จตามเวลา
นิสิตทุกคนได้รับการสอนให้รู้จักวิธีการถาม
การสัมภาษณ์ การเข้าพบ การไหว้ขอบคุณ การทักทายเด็กเล็กลูกหลานของเจ้าของบ้าน
การแจกขนมแก่เด็กๆ แต่นิสิตบางคนแม้จะเตือนเรื่องการแต่งกายให้เหมาะสมกับการ
"เดินลุย" แล้ว ก็ยังมีคนที่ใส่กางเกงสวย เสื้อสวย รองเท้าสุดสวย
เกินกว่าความเหมาะสมที่จะ "เดินลุย" อีกทั้งบางคนไม่ได้เตรียมร่ม
เตรียมหมวก และทั้ง 3 วัน ที่ไปเก็บข้อมูลฝนตกปรอยๆ เป็นระยะๆ เปียกกันไปไม่มากก็น้อย
แต่ไม่มีใครถึงกับเจ็บไข้ได้ป่วย จึงสนุกไปอีกแบบ
จากข้อมูลที่ได้รับ ประชาชนส่วนใหญ่พอใจในโครงการ
มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นและการไปสัมภาษณ์เชิงลึกเจ้าอาวาสของวัดที่อยู่ในบริเวณโครงการ
เจ้าหน้าที่โครงการ และกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ก็ได้ข้อมูลเป็นที่น่าพอใจ
ที่น่าประทับใจมากกว่าข้อมูลการสำรวจ คือ ประสบการณ์การ "เดิน"
เก็บข้อมูลจากชาวบ้านในชนบท ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่สำหรับอาจารย์และนิสิต
ที่เคยชินกับการหาข้อมูลจากผู้บริหารในองค์กรธุรกิจ หรือข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
"การเดิน" จากบ้านหนึ่งไปบ้านหนึ่งและเข้าไปในบ้านของชาวบ้านในชนบท
รวมทั้งการได้พูดคุยกับชาวไร่ คนรับจ้าง คนทำสวน คนปลูกผักเป็นอาชีพ
เป็นประสบการณ์ที่ทำให้นิสิตได้รู้จัก "คนไทย"
ในอีกกลุ่มหนึ่งดีขึ้น ได้เข้าใจว่า ที่ดิน แหล่งน้ำ และเงินทุน
(แม้จะไม่มากนัก) ว่า มีคุณค่า มีความหมายมหาศาลต่อ "คนไทย"
ในอีกกลุ่ม ความเข้าใจอันนี้ คงทำให้การตัดสินใจด้านการบริหารงานใดใดก็ตาม
ต้องคิดถึง "คนไทย" กลุ่มนี้ด้วย ไม่มากก็น้อย
ประสบการณ์ที่น่าประทับใจที่นิสิตมาเล่าสู่กันฟังในตอนค่ำหลังอาหารเย็น
ก็คือ ความมีน้ำใจของประชาชนในโครงการ บางคนเล่าว่า
- ถามคำถามเสร็จแล้ว เจ้าของบ้านไม่ยอมให้กลับ
จะให้รอก่อน จะไปจับปลามาให้อยากให้ปลาไปกิน แต่บางรายก็ไม่ยอมขึ้นจากบ่อมาให้สัมภาษณ์สักที
จับปลาอยู่นั่นแล้ว ก็เพราะอยากแบ่งปลาให้เอาไปกิน
- เจ้าของบ้านหนึ่ง ตอบคำถามไปลับมีดไป
พวกเราใจไม่ดีเลย ทำไมต้องลับมีดตลอดเวลา พอจะลากลับ ก็ยืนยืดอกถือมีดจังก้า
บอกว่ายังกลับไม่ได้ จะไปตัดเครือกล้วยมาให้ ด้วยมีดที่ลับเอาไว้จนคมแล้วนั่นเอง
- ชายเจ้าของบ้านคนหนึ่งนั่งหันหลังให้นิสิตตลอดเวลา
พอนิสิตเดินอ้อมไปข้างหน้า ก็หันหลังให้อีก เล่นเกมซ่อนหน้าอยู่ตลอดเวลาที่ให้ข้อมูล
จนตอนหลังจึงจับความได้ว่า ชายเจ้าของบ้านอายนิสิตสาวสวยที่ไปถามข้อมูล
ไม่กล้าสบตา อายสาวกรุงเทพฯ
- ชาวบ้านส่วนใหญ่มีทัศนคติที่ดีต่อเจ้าหน้าที่โครงการว่ามีความเป็นกันเองและสุภาพ
จึงมีทัศนคติที่ดีต่อนิสิตด้วย ให้ความเป็นกันเองมีการขอขนมที่เอาไปแจกเพิ่ม
และให้ผลผลิตทางการเกษตรที่ตนมีให้นำติดมือกลับไป
- นิสิตสาว 2 คน เล่าว่า ไปสัมภาษณ์ที่บ้านหนึ่งมา
ให้ข้อมูลกัน 2-3 คน ช่วยกันตอบดีมาก พอจะลากลับชาวบ้านทุกคนก็บอกว่า
ไม่อยากให้กลับเลย อยากให้พวกนิสิตอยู่นานๆ หรืออยู่ที่โครงการตลอดไป
"ตอนแรกหนูดีใจ ประทับใจมาก คิดว่าเขาชอบพวกหนู จนเขาพูดประโยคสุดท้ายว่า
ปกติที่หมู่บ้านนี้มีแมลงวันชุม พอพวกนิสิตมาแมลงวันหายไปหมดเลย
ถ้านิสิตอยู่ตลอดไปจะได้เป็นหมู่บ้านปลอดแมลงวัน" โธ่เอ๋ย!
เขาเห็นว่าหนูเป็นตัวไล่แมลงวันไปแล้วนี่เอง
ประสบการณ์ระยะสั้นนี้ ทำให้นิสิตจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่โครงการและเจ้าหน้าที่
สำนักงาน กปร. ได้เห็นความจริงใจ ความเสียสละ การทุ่มเทเพื่องานที่ทำเพื่อประชาชนอย่างจริงจัง
น่าเสียดายที่ในรายงานที่เสนอผลงานวิจัย เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน
2542 ที่ห้องประชุมสารนิเทศ ชั้น 2 หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ไม่มีโอกาสได้รายงานประสบการณ์นี้ แต่ประสบการณ์ที่หาค่ามิได้นี้
จะเป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่ทั้งอาจารย์และนิสิตจะจดจำไว้และปลื้มปิติที่ได้มีโอกาสมีส่วนร่วมในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
แม้ว่าจะเป็นงานเพียงเล็กน้อยเทียบเท่าเพียงผงธุลี ซึ่งไม่อาจเทียบได้กับงานที่เจ้าหน้าที่ได้ทุ่มเทกำลังกาย
กำลังใจทำกันอยู่เป็นประจำทุกวัน
______________________________________________________________________________________
* รองศาสตราจารย์ ประจำภาควิชาพาณิชยศาสตร์
คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โครงการสนับสนุนที่พักและอาหารเท่านั้น อาจารย์จริย์ ตุลยานนท์ กรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา
และเป็นประธานคณะกรรมการอำนวยการโครงการห้วยองคตฯ ได้ให้การสนับสนุนอย่างดี