ฉบับ เดือน สิงหาคม ๒๕๔๕       

เรียบเรียงโดย ปริญญวัฒน์ วัชรอาภากร

ความเปลี่ยนแปลงของทะเล

      ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยตั้งแต่จังหวัดปัตตานีถึงจังหวัดนราธิวาส ที่เป็นแนวยาวกว่า 100 กิโลเมตร เคยอุดมไปด้วยฝูงปลานานาชนิดที่แหวกว่ายเล่นล้อเกลียวคลื่นในทะเลคราม เป็นฉากแห่งมิตรภาพของสรรพสิ่งที่เกี่ยวโยงกันอย่างผูกพันแน่นแฟ้น ทะเลเปรียบเสมือนหม้อข้าวใบใหญ่ของชาวประมงพื้นบ้านบริเวณนี้กว่า 61 หมู่บ้าน 7,900 ครัวเรือน แต่บัดนี้ คลื่นแห่งความลวงที่ถาโถมสู่ผู้คนและสังคมโลก นำมาซึ่งการตักตวงใช้ประโยชน์จากท้องทะเลอย่างฉกฉวย ท้องทะเลแถบนี้กำลังถูกพายุร้ายโหมกระหน่ำ พัดพาเอาความเป็นทะเลไป ประเทศไทยเป็นหนึ่งในสิบของประเทศที่มีผลผลิตทางการประมงสูงสุดของโลก แต่ผลจากการพัฒนาประมงด้วยธุรกิจประมงพาณิชย์และอุตสาหกรรมประมงที่เต็มไปด้วยการใช้เครื่องมือเทคโนโลยีที่ทันสมัย กลับถูกนำมาใช้เพื่อช่วงชิงทรัพยากร เป็นการแข่งขันเชิงปริมาณจนเกินกำลังผลิตของทะเลในสภาวะธรรมชาติ นอกจากนี้ การขาดการจัดการทรัพยากรชายฝั่งอย่างเหมาะสม สัตว์น้ำหน้าดินถูกจับด้วยเครื่องมือประมงอวนลากและอวนชุน ทำให้ปริมาณสัตว์น้ำบริเวณนี้ลดจำนวนลง เมื่อระบบนิเวศน์ชายฝั่งและทรัพยากรธรรมชาติถึงจุดที่เปราะบาง หม้อข้าวของคนทะเลใบนี้ก็แหว่งวิ่น

มีพระราชเสาวนีย์ให้ทุกหน่วยงานช่วยกันดำเนินงาน

 

ในอ้อมแขนพระมารดา

     ในช่วงที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานและทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในเขตพื้นที่ภาคใต้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เป็นที่ประจักษ์กันทั่วแล้วว่า ทุกข์ลำเค็ญและความเดือดร้อนของพสกนิกรอยู่ที่ไหน พระหัตถ์ของพระมารดาพระองค์นี้จะยื่นไปคลายทุกข์เข็ญและดับร้อน ณ ที่แห่งนั้น และครานี้ ท้องทะเลอ่าวไทยก็กำลังจะถูกเติมเต็มชีวิตด้วยน้ำพระทัยและพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงทราบปัญหาความเดือดร้อนของกลุ่มชาวประมงพื้นบ้านและปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรชายฝั่ง ได้ทรงนำความกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อทรงปรึกษา และมีพระราชเสาวนีย์ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมหาแนวทางแก้ไขปัญหา โดยทรงเป็นประธานในการประชุม ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2544 ความโดยสรุปว่า

   - ให้จัดหาพื้นที่จัดตั้งสถานที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งและการอนุบาลสัตว์น้ำเพื่อปล่อยสู่ทะเลในบริเวณจังหวัดนราธิวาสถึงจังหวัดปัตตานี โดยเฉพาะในเขตบริเวณที่ประกอบการประมงชายฝั่งของกลุ่มชาวประมงพื้นบ้านที่มีปัญหา
  -  จัดทำปะการังเทียมให้เกิดเป็นแหล่งชุมนุม และอยู่อาศัยของปลา
  -  จัดให้มีกลไกของรัฐในการดูแลรักษาในระยะ 3-5 กิโลเมตร จากฝั่งโดยสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในการป้องกันและกำหนดมาตรการดูแลและควบคุมให้เป็นไปตามกฎหมาย

วันแห่งความปิติ

     วันจันทร์ที่ 1 ตุลาคม 2544 เป็นคืนค่ำที่อวลอบไปด้วยรอยยิ้มแห่งปิติของพสกนิกร ณ บ้านละเวง จังหวัดปัตตานี สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรบริเวณชายฝั่งทะเลบ้านละเวง อำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี และได้ทอดพระเนตรพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลที่จะดำเนินการช่วยเหลือชาวประมงพื้นบ้านตามแนวพระราชดำริภายใต้ชื่อ "โครงการฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งทะเลอันเนื่องมาจากพระราชดำริ" ครอบคลุมพื้นที่ชายฝั่งทะเลจังหวัดปัตตานีและนราธิวาส และมีพระราชกระแสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการดำเนินโครงการโดยด่วน

บ้านใต้ทะเล

    การสังเกตและประสบการณ์ เป็นที่มาของความรู้ หรือภูมิปัญญาที่ทำให้เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการสิ่งต่างๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างสอดคล้องกลมกลืนกับสภาวะธรรมชาติ เราเคยพบเห็นว่า ชาวประมงใช้ประโยชน์ในบริเวณพื้นที่รอบเกาะต่างๆ บริเวณกองหินใต้น้ำ หรือสันดอนใต้น้ำ ซึ่งที่ต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นบริเวณที่มีสัตว์น้ำชุกชุม จึงเป็นที่มาของแนวคิด การจัดสร้างแหล่งอาศัยสัตว์ทะเลเลียนแบบธรรมชาติ ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการฟื้นฟูทรัพยากรประมงบริเวณชายฝั่ง ชาวประมงพื้นบ้านไม่ต้องออกไปทำประมงไกลฝั่ง รวมทั้งยังช่วยลดต้นทุนและความเสี่ยงในการทำประมง
    แหล่งอาศัยสัตว์ทะเล หรือแนวหินเทียม หรือปะการังเทียม คือ สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นในรูปแบบต่างๆ อย่างมีแบบแผน เพื่อดัดแปลงสภาพพื้นท้องทะเลให้สัตว์น้ำ โดยเลียนแบบบริเวณที่มีกองหินใต้น้ำ ซากเรืออับปาง อันมีสัตว์น้ำชุกชุม ด้วยการนำวัสดุที่แข็งแรง ทนทาน มีน้ำหนัก สามารถต้านทานกระแสน้ำได้ และราคาไม่แพง นำไปวางรวมกลุ่มกันในบริเวณต่างๆ ตามแนวชายฝั่งที่เหมาะสม เพื่อเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำ กองหินใต้น้ำ แหล่งอาศัยสัตว์ทะเล ลักษณะกองหินใต้น้ำและแหล่งอาศัยสัตว์ทะเล

หย่อนตู้รถไฟที่ระดับความลึก 25-29 เมตร
"ซั้ง" ภูมิปัญญาของชาวบ้าน

 

ปล่อยท่อซีเมนต์ลงทะเลเพื่อเป็นปะการังเทียม

 

     การจัดสร้างแหล่งอาศัยสัตว์ทะเล เป็นการเพิ่มผลผลิตทางการประมงให้สูงขึ้น เพราะจะดึงดูดสัตว์น้ำให้เข้ามาอยู่อาศัยมากขึ้น ในไม่ช้าจะมีสัตว์น้ำหลากหลายชนิดเข้ามาหลบภัย อยู่อาศัย วางไข่ แพร่พันธุ์ ทำให้พื้นท้องทะเลที่ปราศจากแนวกองหินใต้น้ำ หรือแนวปะการังธรรมชาติ กลายเป็นแหล่งที่มีสัตว์น้ำชุกชุม เกิดเป็นระบบนิเวศน์ที่ซับซ้อนและสมบูรณ์อย่างต่อเนื่อง เป็นประโยชน์ต่อชาวประมงและยังเป็นแนวป้องกันการทำการประมงผิดกฎหมาย จากเครื่องมือประมงพาณิชย์ เช่น อวนลากในเขต 3,000 เมตร จากฝั่ง เป็นต้น

คลังแห่งชีวิต

      เรือบรรทุกสินค้าเคลื่อนเข้าหาจุดพิกัดระยะห่างฝั่ง 11-12 กิโลเมตร เขตอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี เมื่อได้จุดแล้วทิ้งสมอหัวเรือและท้ายเรือให้เรือหยุด แล้วใช้ปั้นจั่นประจำเรือ 2 ชุด ร้อยปลายลวด สลิงที่ปั้นจั่นตัวแรกกับตะขอของปั้นจั่นอีกตัวหนึ่งยกตู้รถไฟขนาด 32.33 ลูกบาศก์เมตร (2.18 6.65 2.23 เมตร) หย่อนลงทะเลที่ระดับความลึก 25-29 เมตร จนถึงพื้นทะเล แล้วใช้เรือลากจูงตู้รถไฟมารวมกลุ่มให้เข้าที่เป็น 5 กลุ่ม ทำอย่างนี้จนครบ 208 ตู้
     เขตชายฝั่งทะเล อำเภอบ้านทอน จังหวัดนราธิวาส ระยะห่างฝั่ง 9 กิโลเมตร ท่อซีเมนต์ขนาดต่างๆ ถูกน้ำไปวางไว้เป็นแหล่งชุมนุมของสัตว์น้ำเป็นแนวยาว 19 กิโลเมตร
     ภูมิปัญญาที่ชาวประมงได้เรียนรู้จากทะเล นำมาซึ่งประดิษฐกรรมที่เรียกว่า "ซั้ง" ทำจากวัสดุที่มีราคาถูกและจัดหาได้ง่ายในท้องถิ่น ได้แก่ ลำไม้ไผ่ ใบมะพร้าว เชือก กระสอบ นำมาประกอบกันเป็นปะการังเทียมแบบพื้นบ้าน ซึ่งชาวประมงแถบนี้ร่วมกันทำขึ้นเอง จำนวน 650 ชุด และทยอยนำไปวางในทะเลที่ระดับความลึกไม่เกิน 5 เมตร ในเขตทำประมงชายฝั่ง บ้านแฆแฆ บ้านลุ่ม บ้านละเวง จังหวัดปัตตานี และชุมชนกาแลตาแป จังหวัดนราธิวาส
     ณ ที่นี้ จะเป็นบ้าน ที่พักพิงชุมนุมของปลานานาชนิด เสมือนเป็นคลังแห่งชีวิตของท้องทะเล และเป็นที่น่าปิติเป็นอย่างยิ่งว่า เมื่อใดที่เราเติมเต็มความมีชีวิตแก่ธรรมชาติ ธรรมชาติก็จะคืนชีวิตให้แก่เรา เพียงระยะเวลาไม่ถึงเดือนจากการวางปะการังเทียมแบบต่างๆ ชาวประมง พบว่า พวกปลาผิวน้ำที่เคยหายไปจากทะเลแถบนี้ ได้แก่ ปลาข้างเหลือง ปลาทู ปลากะพง ปลาสาก ปลาดาบลาว ได้เริ่มกลับคืนสู่ท้องทะเลแถบนี้อีกครั้ง เสมือนว่าที่นี่จะเป็นแหล่งชุมนุมและแหล่งพักพิงของสัตว์น้ำ ซึ่งจะเป็นต้นทุนทางทรัพยากรที่สำคัญของชาวประมงในพื้นที่แห่งนี้


เติมทะเลให้มีชีวิต

     หน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้กลไกของคณะกรรมการบริหารโครงการฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งทะเลอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้ร่วมดำเนินงานตามแนวพระราชดำริ ภายใต้กรอบแนวคิดของการดำรงอยู่ของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การมีส่วนร่วมของคนในกระบวนการพัฒนาและการพึ่งพาตนเองทางทรัพยากรอย่างยั่งยืน เป็นการดำเนินกิจกรรมการพัฒนาอย่างผสมผสานเชื่อมโยงกันควบคู่ไปกับการบริหารจัดการทรัพยกรประมงที่มีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย

ชีวิตใต้ท้องทะเลที่เริ่มกลับคืนมา


   -การเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำ
โดยอยู่ระหว่างดำเนินการจัดหาพื้นที่บริเวณบ้านละเวง จัดตั้งสำนักงานโครงการ ซึ่งจะใช้เป็นที่ฝึกอบรมและอนุบาลสัตว์น้ำทะเล รวมทั้งจะเริ่มปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำลงสู่ธรรมชาติ จำนวน 200,000 ตัว ณ บ้านลุ่ม บริเวณปากแม่น้ำสายบุรี จังหวัดปัตตานี ในวันที่ 12 สิงหาคม 2545

   -การฟื้นฟูระบบนิเวศน์สัตว์น้ำ
จัดสร้างและปล่อยปะการังเทียมชนิดต่างๆ ฟื้นฟูระบบนิเวศน์ชายฝั่ง ป่าชายเลน ป่าชุ่มน้ำ และหญ้าทะเล ตามจุดที่เหมาะสมในเขตพื้นที่โครงการ
การจัดการทรัพยากรประมง
กำหนดแนวเขตที่เหมาะสมในการห้ามเรือประมงบางชนิด ปรับเปลี่ยนเครื่องมือประมง จัดตั้งกลุ่มประมงในชุมชนต่างๆ ให้มีส่วนร่วมในการจัดการ

   -การติดตามผล
โดยติดตามประสิทธิภาพการดำเนินงาน ทั้งด้านทรัพยากรสัตว์น้ำและคุณภาพชีวิตของราษฎร โดยเก็บข้อมูลสัตว์น้ำทุกเดือน ด้วยวิธี ชั่ง ตวง วัด องค์ประกอบสัตว์น้ำและผลผลิตสัตว์น้ำ ตลอดจนบันทึกข้อมูลจากการสัมภาษณ์ชาวประมง เดือนละ 2 ครั้ง

ทะเลสีครามงามด้วยน้ำพระทัย

     ด้วยพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงมุ่งมั่นช่วยเหลือให้ คนและทะเล มีความสุข ทำให้นับแต่นี้มวลหมู่ชีวิตใต้ท้องทะเล จะกลับคืนสู่วิถีแห่งนิเวศน์ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพเป็นวงจรของห่วงโซ่อาหารที่สมดุล ชีวิตด้านบนที่แล่นล้อเกลียวคลื่นก็จะมีต้นทุนแห่งโอกาส อันสามารถนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตและการพึ่งพาตนเองทางทรัพยากรได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งยังจะเป็นการร่วมสร้างและสั่งสมทุนธรรมชาติจากเราในรุ่นปัจจุบันมอบให้แก่คนรุ่นอนาคตสืบไป