ฉบับ เดือน สิงหาคม ๒๕๔๖       

รากล่างของชีวิต

"...การอาชีพเพาะปลูกนี้ มีความสำคัญมาก เพราะการเพาะปลูกนี้เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตมนุษย์ ถ้าเราไม่มีการเพาะปลูกก็จะไม่มีวัตถุดิบที่จะมาเป็นอาหาร หรือเป็นเครื่องนุ่งห่ม หรือเป็นสิ่งก่อสร้างฉะนั้น ต้องทำกสิกรรม..."

พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
พระราชทานแก่คณะผู้นำสหกรณ์การเกษตรและ สหกรณ์นิคม
วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤษภาคม 2521

               ตลอดระยะเวลา 52 ปี นับตั้งแต่เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงประกอบพระราชกรณียกิจด้วยความวิระยะอุตสาหะ เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรสภาพความเป็นอยู่ของพสกนิกรทั่วทุกภูมิภาคของประเทศด้วยพระองค์เอง จึงทำให้ทรงสามารถเข้าใจในสภาพปัญหาของคนส่วนใหญ่ของประเทศที่อยู่ในพื้นที่ชนบทอย่างลึกซึ้งว่า มีเหตุมากมายหลายประการที่เข้ารุมล้อมราษฎรผู้ยากไร้ ให้ตกอยู่ในวังวนแห่งวงจรทุกข์เข็ญ อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงออกมาเองได้

               ปัญหาสำคัญประการหนึ่งของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่อยู่ในพระราชหฤทัยเสมอมา คงหลีกไม่พ้นเรื่องของการเกษตรกรรม เพราะเกี่ยวข้องกับการกินอยู่และการดำรงชีวิตของคนส่วนใหญ่ ซึ่งอาชีพและอาหารหลักที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและสังคมของคนไทยมายาวนาน คือ ข้าว และการทำนาข้าวถือเป็นการเกษตรที่เป็นฐานรากของชีวิต เป็นแหล่งอาหารและวัตถุดิบที่เป็นปัจจัยสนับสนุนสร้างเสริมความอยู่ดีมีสุขของประชาชนในประเทศ

ข้าวขจีที่บางนรา

"...ประเทศไทยยืนยงอยู่ได้อย่างมีอิสระเสรี ไม่ต้องพึ่งพาใคร ก็เพราะพืชพันธุ์ธัญญาหารที่เรามีและผู้ที่ทำให้เรายืนอยู่ได้อย่างเข้มแข็งคือชาวบ้าน คนไทยที่ภูมิใจในการทำไร่นานั่นเอง..."

พระราชดำรัส สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

               ทุกคราวในการเสด็จฯ แปรพระราชฐานมายังจังหวัดนราธิวาส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถจะพระราชทานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและทรงติดตามการดำเนินงานการพัฒนาพื้นที่เกษตรกรรมในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำบางนราอยู่เสมอ ด้วยทรงห่วงใยในสถานการณ์ ชีวิตของประชาชนในที่ราบลุ่มแม่น้ำบางนรา ที่ใช้ชีวิตอยู่ใกล้กับแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ เป็นเงื่อนไขที่ควรจะนำมาใช้เป็นทุนสร้างรากฐานในการดำเนินชีวิตได้เป็นอย่างดี แต่กลับต้องประสบปัญหาเรื้อรังยาวนานจากสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวนี้ ทั้งจากปัญหาน้ำท่วมขัง คุณภาพน้ำ และคุณภาพดิน

               โครงการฟื้นฟูและพัฒนาการเกษตรในเขตลุ่มน้ำบางนรา มีจุดเริ่มต้นจากพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2542 ความโดยสรุปว่า "ลุ่มน้ำบางนรา เกษตรกรมีการใช้ประโยชน์ที่ดินน้อยมาก ให้ฟื้นฟูโครงการพัฒนาลุ่มน้ำบางนราให้ใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ" นับเป็นโครงการหนึ่งในพระราชดำริที่เป็นการปลูกแผ่นดินขึ้นใหม่บนดินผืนเดิมให้เกิดประโยชน์ในทุกตารางนิ้ว เพื่อประโยชน์สุขแห่งพสกนิกรของพระองค์


สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎรบ้านจาเราะ หนึ่งในหมู่บ้านในเขตลุ่มน้ำบางนรา เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2544


เกษตรกรลุ่มน้ำบางนราดำนาปรัง
               การดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ จึงเกิดขึ้น ในรูปแบบของคณะทำงานฟื้นฟูและพัฒนาการเกษตรในเขตลุ่มน้ำบางนรา ภายใต้กลไกของคณะอนุกรรมการดำเนินงานศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยใช้แนวทางการจัดการพื้นที่แบบผสมผสานความร่วมมือ ความรู้ และเทคโนโลยีร่วมกัน ทั้งจากระหว่างหน่วยงานภาครัฐและชุมชนท้องถิ่น เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการพัฒนาให้เกษตรกรลุ่มน้ำบางนราในท้องที่อำเภอเมือง อำเภอตากใบ และอำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส ได้ใช้ประโยชน์จากทุนของทรัพยากรใกล้ตัวทั้งดิน น้ำและพืชพรรณ มาใช้เป็นทุนของชีวิตประกอบกิจการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ด้วยการพัฒนาควบคู่กันไปทั้งการจัดระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านชลประทาน การจัดการน้ำ การพัฒนาที่ดิน การส่งเสริมและจัดการการเกษตรที่อิงฐานความรู้ของภูมิปัญญาและวัฒนธรรมของชุมชน

ผลผลิตข้าวจากการทำนา


หน่วยงานในจังหวัดนราธิวาสร่วมสาธิตการทำนา ณ บ้านจาเราะ
พัฒนาระบบชลประทานและการจัดการน้ำ
      - ระบบชลประทานโดยแรงโน้มถ่วงของโลก
      - ระบบชลประทานโดยการสูบน้ำด้วยไฟฟ้า
      - ระบบชลประทานโดยการสูบน้ำด้วยเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่
ส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร
      - ข้าวนาปี - พืชสมุนไพร
      - ข้าวนาปรัง - ประมง
      - พืชไร่ พืชผัก - ปศุสัตว์
ส่งเสริมและพัฒนากลุ่มและสถาบันการเกษตร
      - กลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทาน - กลุ่มปลูกพืชสมุนไพร
      - กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร - กลุ่มเลี้ยงปลา
      - กลุ่มเยาวชนเกษตร

หมู่บ้านธรรมาภิบาล อู่ข้าว อู่ปลา

               บ้านจาเราะ หมู่ที่ 1 ตำบลไพรวัน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส มีประชากร 72 ครัวเรือน จำนวน 402 คน ร้อยละ 96 นับถือศาสนาอิสลาม มีพื้นที่ทั้งหมด 1,500 ไร่ เป็นพื้นที่การเกษตร 1,030 ไร่ แบ่งการใช้ประโยชน์เป็น

  • พื้นที่ทำนาข้าว 580 ไร่ 
  • พื้นที่สวนยางพารา 180 ไร่
  • พื้นที่สวนผลไม้ 255 ไร่
  • พืชไร่ พืชผัก 15 ไร่

               คณะทำงานฟื้นฟูและพัฒนาการเกษตรในเขตลุ่มน้ำบางนราได้เข้าไปพัฒนาส่งเสริมให้เกษตรกรบ้านจาเราะทำนาปรังและทำกิจกรรมทางการเกษตรควบคู่กันไป ในช่วงหลังเก็บเกี่ยวข้าวนาปีตั้งแต่ปี 2544 ดังนี้

  • ส่งเสริมการปลูกข้าวนาปี พื้นที่ 580 ไร่ ใช้ข้าวพันธุ์ชัยนาท 1 ได้ผลผลิตเฉลี่ย 450 กก./ไร่
  • ส่งเสริมการปลูกข้าวนาปรัง เนื้อที่ 320 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 455 กก./ไร่
  • จัดตั้งกลุ่มเยาวชนเกษตรกร สมาชิก 15 คน ปลูกผักปลอดสารพิษ เนื้อที่ 5 ไร่
  • จัดตั้งกลุ่มแม่บ้านเกษตร สมาชิก 24 คน เลี้ยงเป็ดไข่ จำนวน 1,150 ตัว และทำไข่เค็มพอกดิน
  • จัดตั้งกลุ่มปลูกพืชสมุนไพร สมาชิก 15 คน ปลูกพืชสมุนไพรบนคันสระเก็บน้ำ
  • จัดตั้งกลุ่มเลี้ยงปลา สมาชิก 30 คน เลี้ยงปลาในสระเก็บน้ำของหมู่บ้าน 6 สระ จำนวน 30,000 ตัว
  • กลุ่มใช้น้ำชลประทานบ้านจาเราะ สมาชิก 52 คน ร่วมกันดูแลบำรุงรักษาสถานีสูบน้ำ คลองส่งน้ำและการจัดสรรน้ำ

               จากความขยันขันแข็งที่เป็นทุนเดิมของราษฎรในหมู่บ้าน รวมทั้งรากฐานของทุนสังคมและวัฒนธรรมที่ดีในชุมชนที่มีขีดความสามารถในการผสานความร่วมมือ - ร่วมใจกันสูง ส่งผลให้การดำเนินกิจการเกษตร ทั้งในส่วนบุคคลและส่วนรวมของชุมชนดำเนินไปได้อย่างดีพร้อมๆ กัน ด้วยความ "สามัคคี" สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ถือว่าเป็นทุนทางสังคม (Social Capital) ที่วัดผลสำเร็จได้ด้วยความพึงพอใจและประโยชน์สุขของคนในชุมชน ด้วยเหตุนี้ จังหวัดนราธิวาสจึงได้กำหนดให้บ้านจาเราะเป็นหมู่บ้านนำร่อง "อู่ข้าว - อู่ปลา" เพื่อเป็นตัวอย่างของการพัฒนาที่ประสบผลสำเร็จให้แก่หมู่บ้านอื่นๆ ในปี 2546

ชีวิตที่อิ่มสุข ด้วยพระบารมี

               จากแนวพระราชดำริสู่การฟื้นฟูและพัฒนาการเกษตรในเขตลุ่มน้ำบางนรา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชปณิธานแน่วแน่ที่จะสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารไปพร้อมๆ กับการคืนทุนชีวิตให้แก่เกษตรกร ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันตัวเองได้ในระยะยาว สิ่งเหล่านี้ ได้แก่ ทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์และเงื่อนไขของการพัฒนาที่จะเปิดช่องทางแห่งโอกาส รวมทั้งความรู้ความสามารถของตนเองในการใช้ทุนที่มีอยู่ใกล้มือได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกได้อย่าง "อยู่เย็น เป็นสุข" "เป็นธรรมและเป็นไท" เป็นชีวิตที่อิ่มสุขใต้ร่มพระบารมี