Issue : August 2003      



บรรยายพิเศษในงานนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมายุครบ 48 พรรษา วันที่ 24 มีนาคม 2546 ณ สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล

                 สำหรับพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับเรื่องโภชนาการนั้น บังเอิญได้อ่านหนังสือพิมพ์เมื่อ 2-3 วันก่อน ความว่า มีพระสหายท่านหนึ่งซึ่งต้องขออภัยที่ไม่สามารถจำชื่อท่านได้ ให้สัมภาษณ์ในคอลัมน์เกี่ยวกับโภชนาการเล่าว่า สมเด็จพระเทพฯ ทรงมีกระแสพระราชดำรัสกับพระสหายว่าได้ทรงทำอะไรต่างๆ อย่างมากมาย แต่มี 2 สิ่งเท่านั้นเองที่ทำเพื่อตัวเอง เรื่องแรกนั้น คือ การเรียน ประการที่สอง คือ การกิน ความจริง เรื่องการกินก็ดี การเรียนก็ดีนั้น จะเห็นว่าแท้ที่จริงพระองค์ท่านมิได้สนพระทัยที่จะทำให้พระองค์เองเท่านั้น เรื่องการกินนั้นทรงมีพระเมตตาแพร่ขยายไปสู่ประชาชน และโดยเฉพาะส่วนหนึ่งของประชากรที่เจอปัญหาในเรื่องนี้ ในเรื่องทุพโภชนาการนั้น ได้ทรงเริ่มไว้เป็นเวลานานมาก อาจจะก่อนหน้าที่ได้พบเป็นลักษณะเอกสารก็ได้ การตั้งศูนย์เด็กเล็กนั้น ตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2527 ซึ่งก็ลุล่วงมา 19 ปีแล้ว และระยะถัดมาในอีก 3-4 ปี ได้ตั้งโครงการโภชนาการของเด็กอ่อน ตั้งแต่ 0-60 เดือน ก็ยังสงสัยอยู่เหมือนกันว่า สภาพของเด็กอายุ 0 เดือน จะเป็นอย่างไร แต่ว่าเอกสารทางการเป็นอย่างนั้น จึงต้องกล่าวตาม ก็คือเมื่อศูนย์เสร็จ ก็ตั้งกิจกรรมโภชนาการไปพร้อมเลย

                 สำหรับในวันนี้ อยากจะมองลึกลงไปถึงลักษณะการทรงงานของพระองค์ ซึ่งกล่าวอย่างนี้ถือเป็นการอาจเอื้อมมาก แต่ในฐานะที่ได้ถวายงานและในฐานะพสกนิกรนั้น สิ่งที่มองผ่านทะลุโครงการเข้าไปสู่แนวความคิด ปรัชญา วิธีการนั้น คิดว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจและสมควรที่พสกนิกรชาวไทยควรจะได้ให้ความสนใจและเรียนรู้ เพราะสามารถนำมาใช้ในชีวิตได้ จะเห็นว่าได้ทรงเริ่มโครงการ หรือกิจกรรมต่างๆนั้น ก็เหมือนราชการด้วยเหมือนกัน ขั้นแรกได้ทรงพยายามหาข้อมูล สาเหตุของปัญหาอย่างถี่ถ้วน และแนวทางของราชการทำกับที่พระองค์ทรงทำนั้น อาจแตกต่างกันเล็กน้อย ในฐานะที่เคยเป็นราชการด้วยขอเรียนว่า โดยมากทางด้านราชการนั้น พอพบปัญหาก็รีบวิ่งไปสู่แผนงาน โครงการ และรีบแก้ที่ปลายเหตุเลยทันที ซ้ำแล้วซ้ำเล่าประวัติของการบริหารราชการแผ่นดินก็เป็นในลักษณะนี้ โดยที่ระหว่างขั้นตอนต่างๆ มักมีช่องโหว่ไปเกือบทุกครั้ง จากประสบการณ์ที่รับราชการเหตุซ้ำซากอย่างนั้นโดยมุ่งไปที่ปลายเหตุ แต่พระองค์ได้ทรงดำเนินงานต่างๆ เป็นขั้นเป็นตอนภายหลังจากล่วงรู้ถึงปัญหาต่างๆ แล้วว่า ปัญหาทุพโภชนาของเด็ก โดยเฉพาะเด็กในชนบทมีสาเหตุเกิดขึ้นมาในลักษณะไหน อย่างไร ปัญหาทุพโภชนาของเด็กไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นจากเด็ก แต่หากว่าเกิดขึ้นจากอีกจุดหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับชีวิตเด็กโดยตรง คือ พ่อแม่ สภาพแวดล้อม แม้กระทั่งวัฒนธรรม ประเพณี เป็นเครื่องชี้บ่งเหตุเหมือนกัน เพราะฉะนั้นจะเห็นว่า สิ่งแรกที่พระองค์ได้ทรงทำมาถึงแม้ว่ายี่สิบปีสามสิบปีแล้ว สังเกตเห็นโครงการใดก็ตามก็จะเริ่มอย่างนั้นเสมอ คือ จะทรงสร้างองค์ความรู้ขึ้นมาก่อน คนที่จะทำอะไรนั้นจะต้องเริ่มที่ความรู้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่มีพระราชกระแสว่า รู้ รัก สามัคคี ยังทรงเริ่มด้วยคำว่า "รู้" ก่อน ถ้าไร้คำว่า "รู้" ในตอนต้นแล้วต่อไปนี้จะทำอะไรก็จะหลงทางไปหมด ต้องรู้ ต้องรู้จัก ต้องมีความรู้ จะได้นำไปสู่การบริหารต่างๆ

 


ทอดพระเนตรการเลี้ยงไก่ไข่เพื่อเป็นอาหารเสริม
                 ตัวอย่างเห็นชัดเจนซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 4-5 ปี เมื่อคราวเสด็จฯ ไปทรงทำนิทรรศการและบรรยายที่สวนคิว ได้ทรงนำเอาอาหารแปลกๆ เป็นต้นว่า หนอนไหม ดอกหม้อข้าวหม้อแกงลิงไปใส่ข้าวเหนียวนึ่ง จัดเป็นนิทรรศการและเชิญฝรั่งมา ฝรั่งก็รู้อย่างเดียวว่า exotic food บังเอิญมีจานที่ใส่หนอนไว้ มีหนอน 3 รส หนอนทอดกรอบ และหนอนอีกหลายอย่างวางไว้ ผมได้เข้าไปช่วยจัดงานอยู่ด้วย ฝรั่งเองสติปัญญาก็ใช่ว่าจะเฟื่องสักเท่าไหร่ ผมมีความคิดว่าก่อนที่จะเป็นหนอน ควรจะรู้ว่าก่อนที่จะเป็นหนอน มาจากอะไร ก็เผอิญมีรังไหมด้วย ใส่ถุงไว้อย่างดี ผมมีเจตนาดีก็หยิบถุงด้วยความระมัดระวัง ไม่แกะออกจากถุง แต่ไปวางไว้เหนือจานนั้นเพื่อให้รู้ว่าเป็นรัง ก่อนที่จะเอาหนอนใส่จาน ก่อนที่จะกินเข้าไปในท้อง นี่คือ ต้นตอ และเสร็จแล้วมีคนปรารถนาดียิ่งกว่าผมอีก หลังจากเดินไปรอบๆ แล้ว เหลียวกลับมาปรากฏว่ามีการเอารังมาใส่ไว้ในจานด้วย ท่านทั้งหลายคงจะหลับตานึกออก เดาเหตุการณ์ออกว่าอะไรเกิดขึ้น และเกิดขึ้นจากตัวประธานสวนคิว หรือผู้อำนวยการสวนคิว ซึ่งเป็นท่านเซอร์ด้วย ผมเหลือบมองด้วยความไม่สบายใจ แต่ก็คิดว่าฝรั่งคงไม่หยิบรังหนอนใส่ปาก แต่ที่ไหนได้ท่านเดินโฉบและคว้าหมับ ใครจะไปอดใจได้ สีเหลืองอร่าม ถ้ามันเป็นอาหาร ก็มีทั้งรูป รส สีสันอย่างแน่นอนที่สุด ผมถลาเข้าไปจะเบรก แต่ก็โยนเข้าปากไปแล้ว หลับตาเห็นภาพได้เลย พอไม่ทันแล้วก็เลยตามเลย ก็คิดว่าเคี้ยวหมากฝรั่งก็แล้วกัน คงไม่หนักหนาอะไร คิดว่าคงไม่มีผลอะไรนอกจากบานในท้อง ตอนเย็นอาจจะทาน dinner ได้น้อยลง ตอนเช้าก็อาจมีผลข้างเคียงบ้าง และคิดว่าท่านคงเข็ดไปเอง แต่ที่ไหนได้อีก 2-3 นาทีถัดมา ท่านเดินกลับมาหยิบอีกรังไปทาน และตอนนี้ก็กระตุ้นความอยากของผมแล้ว ผมไม่เคยกินรังนี้เลย ก็อยากลองบ้าง น่าจะได้ลิ้มรสสิ่งนี้ด้วย เชื่อไหมว่าท่านเดินกลับมาถึง 3 หน ทูลกระหม่อมทรงเป็นห่วงมาก ตอนเช้ารับสั่งให้พวกเราไปดูว่าท่านเซอร์เป็นอย่างไรบ้าง อันนี้ก็เนื่องจากฐานความรู้ เพราะสิ่งที่เรามองออกไป ถ้าเราแปลไม่ถูกและไม่มีฐานความรู้ เราก็ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร ซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ทุกสิ่งทุกอย่างต้องเริ่มจากความรู้ก่อน
                 ฉะนั้นจะเห็นว่า โครงการแต่ละโครงการที่พระองค์ทรงเริ่มนั้นจะเริ่มจากผู้รับผิดชอบเด็ก คือ เริ่มจากผู้ปกครอง พ่อแม่ก่อน ให้ความรู้เรื่องทุโภชนา เพราะคนต่างจังหวัด อะไรที่ใส่ปากเคี้ยวได้ คืออาหาร แต่ไม่รู้ว่าภายในอาหารนั้น มีเรื่องวิตามิน มีคุณค่า อาหาร 5 หมู่ประกอบด้วยอะไร ด้วยไม่มีเวลาที่จะมาถามถึงสิ่งเหล่านี้ อาหารคืออาหาร เพราะฉะนั้น ขั้นแรกจะต้องเริ่มเอาความรู้ไปใส่ก่อน ประการที่สอง จะเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นโครงการอาหารกลางวันก็ตาม ทรงมุ่งพยายามที่จะเอาสภาพสิ่งแวดล้อมมาใช้ประโยชน์ หน่วยราชการนั้นมักจะถนัดที่จะเอาของจากภายนอกเข้าไปสู่พื้นที่ เข้าไปสู่กลุ่มเป้าหมาย แต่พระองค์ทรงพยายามในเบื้องต้นให้คนในองค์กรให้ความรู้ และพยายามดัดแปลงสภาพแวดล้อมที่มีอยู่ในโรงเรียนนั้นๆ หรือสถานที่นั้นๆ ให้เป็นประโยชน์ในเบื้องต้นเสียก่อน ลักษณะนี้คิดว่าเป็นแนวทางที่เรียกว่าแนวทางของความยั่งยืน เพราะมีความรู้แล้วและรู้จักใช้ รู้จักทำ

ทรงประกอบอาหารพระราชทาน ณ โรงเรียนเด็กกำพร้าศูนย์หลัก 67 สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

                 เรื่องที่ทูลกระหม่อมทรงเล่า ซึ่งผมจำได้ว่า บางครั้งเราเห็นว่ารอบๆ บ้าน มีเลี้ยงไก่ด้วย มีต้นไม้ ผลไม้ แต่ทำไมเด็กมีทุพโภชนาการ ปรากฏว่าไปอยู่ในท้องถิ่นที่มีวัฒนธรรมไม่เหมือนกับพวกเรา เป็นวัฒนธรรมที่ผู้ชายไม่ทำงาน แม่ไปทำงาน วัฒนธรรมเป็นอย่างนั้นไม่ใช่ความผิดของใคร กว่าแม่จะกรีดยางเสร็จ รีดยางเสร็จ กลับมาก็สิบโมง ลูกก็ร้องไป ฉะนั้นกว่าเด็กจะได้กินอาหารก็สิบโมงไปแล้ว เด็กไม่มีโอกาสได้ทานอาหารเช้าเลยอย่างนี้เป็นต้น ในบางครั้งเรามองปัญหาอย่างผิวเผิน เด็กขาดอาหารก็เอาอาหารให้ แต่ความจริงเมื่อปฏิบัติจริงๆ แล้วไม่ได้เป็นลักษณะนั้น จะต้องมีกระบวนการต่อเนื่อง

                 จะขอยกตัวอย่างวิธีการทำงานเท่าที่ติดตามดูและอ่านเอกสารด้วย หลังจากทราบปัญหาแล้ว และทรงเริ่มแก้ไขปัญหา วางระบบกระบวนการติดตามอย่างแน่ชัด ประเมินผลอย่างครบถ้วนและทำเป็นระยะๆ เด็กทุกๆ ร้อยคนจะมีพี่เลี้ยง หรือมีคนติดตาม ผมทราบเรื่องนี้ดีเพราะมีอยู่ครั้งหนึ่งรถมอเตอร์ไซค์ที่พระราชทานไว้เก่าแล้ว และได้จัดซื้อให้ใหม่ในสมัยที่เป็นเลขาธิการ กปร. ซึ่งทุกคนมีการจัดตารางการเยี่ยม การดู มีบัตรวัด ชั่งน้ำหนักเป็นระยะๆ หมายความว่าติดตามอย่างใกล้ชิด ประเมินผล และไปสู่การปรับปรุงแผนต่อไป เป็นวงจรของการทำงานที่น่าสนใจมาก แม้กระทั่งหน่วยราชการก็ยืนยันว่าไม่มีโครงการไหนที่มีการติดตามละเอียดยิบเป็นรายวัน เป็นรายตัว ซึ่งถือเป็นจุดเด่น และผมคิดว่าทางราชการก็ไม่ได้ทำกัน ขณะที่ผมเป็นประธานตรวจสอบกระทรวงศึกษาธิการนั้น จะเห็นว่าโครงการอาหารกลางวันนั้น ต้องบอกด้วยความเสียใจว่าบริหารกันอย่างไม่ค่อยจะมีประสิทธิภาพ ไม่อยากจะกล่าวให้กระทบกระเทือนจิตใจ แต่เมื่อไปตรวจแล้ว ทั้งเป้าหมาย กระบวนการ วิธีการ ดำเนินการนั้น ไม่อยากใช้คำว่าล้มเหลว แต่ว่าไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่หวังไว้กับเงินที่ลงไป อย่างนี้เป็นต้น เงินทุกบาททุกสตางค์เมื่อดำเนินการตามกระบวนการของพระองค์ไปสู่เป้าหมายทั้งสิ้น และในสภาพการดัดแปลงสิ่งแวดล้อมอย่างโครงการอาหารกลางวัน เมื่อเริ่มต้นยังไม่ต้องไปหาเงินหาทอง เงินทองอยู่รอบๆ อยู่แล้ว ในโรงเรียนทุกแห่งมีพื้นที่อยู่แล้ว ทำอย่างไรถึงจะดัดแปลงสำหรับพื้นที่นั้นให้เอื้อต่อการผลิตวัตถุดิบของอาหาร และโครงการต่างๆ ไม่ได้สอนให้มีการสร้างเท่านั้น แต่มีการสาธิตการปรุงอาหารด้วย คือสอนจบครบทุกกระบวนการ ทูลกระหม่อมก็ทรงสาธิตด้วย มีผัด มีส้มตำ เป็นการสอนให้คนรู้จักวิธี บางทีเอาของมากองไว้ แต่ไม่รู้จักวิธีการปรุงให้ถูกต้อง ให้มีประโยชน์อย่างเต็มที่

                 เพราะฉะนั้นในสิ่งต่างๆ ที่ทรงทำนั้น จะเห็นได้ว่า ประการที่หนึ่ง แสดงให้เห็นถึงวิธีการจัดการที่ดี ประการที่สอง มีการติดตามอย่างถี่ถ้วน ประการต่อไป เป็นการประเมินผลเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงเพิ่มเติมขึ้น ในบางครั้งได้รับรายงานว่า อาหารเสริม นมผง ส่งเข้าไป แต่เด็กยังขาดอาหารอยู่ ปรากฏว่าเด็กไม่ได้กิน พ่อแม่กินหมดก็มี แบ่งปันคนในครอบครัว ผู้ใหญ่แย่งเด็กกิน เด็กเหลือน้ำหนักเท่าไหร่ก็เท่านั้น ก็มีปรากฏอยู่ในรายงานด้วยเช่นกัน

                 เรื่องถัดไปนั้นก็คือ เป็นการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และเมื่อเด็กถูกกำหนดให้อยู่ในระบบตรวจสอบสภาวะโภชนาการแล้ว ทุกคนจะมีบัตรหมด และจะทรงตรวจเยี่ยมด้วยพระองค์เอง ตรวจหมดว่าน้ำหนักเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ นอกจากนั้นโครงการนี้ยังออกไปนอกประเทศด้วย โครงการที่ลาวได้นำโครงการนี้ไปที่ศูนย์หลัก 67 โรงเรียนเด็กกำพร้า และเจ้าหน้าที่ลาวเวลานี้สามารถทำงานด้วยตัวเองได้แล้ว เวลารายงานอาจจะฟังไม่เข้าใจ จัดเป็น 2 หมวดหมู่ คือ เด็กจ้อยหมู่หนึ่ง เด็กพีหมู่หนึ่ง เด็กพี คือ เด็กอ้วน เด็กจ้อย คือ เด็กผอม แทนที่จะใช้คำอย่างเรา ก็ใช้คำว่าเด็กอ้วนเด็กผอมเป็นมาตรวัด และสามารถรายงานได้จากวิธีการชั่งน้ำหนัก มีกระบวนการติดตามอยู่ตลอดเวลา และได้ทรงเข้าไปร่วมกับฝ่ายต่างประเทศ ทางด้านสหประชาชาติ หรือมหาวิทยาลัยบางแห่งด้วย

                 พระองค์มีรับสั่งว่า เรื่องโภชนาการเป็นเรื่องสำคัญ สำคัญเพราะว่าเป็นต้นตอของพลังอำนาจของประเทศก็ได้ถ้าพูดในระดับชาติ เพราะว่าถ้าหากประชากรของประเทศนั้นๆ ไม่มีสุขภาพอนามัยที่ดี ผลกระทบต่อสมองก็ดี ถ้าหากกระทบตั้งแต่เยาว์วัยก็ส่งผลตอนเติบใหญ่ด้วย ประชากรของเราคงมีสติปัญญาไม่เฟื่องฟูแน่ เพราะฉะนั้นถือว่าเป็นการเข้าไปแก้ไขที่จุดเริ่มต้นของชีวิต จนกระทั่งมีหลายคนกล่าวว่า โครงการสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เริ่มตั้งแต่ครรภ์มารดาจนถึงเชิงตะกอน คือ ตามเก็บหมดทุกระยะจนกระทั่งสิ้นชีพ มีโครงการแม้กระทั่งต้วมเตี้ยมเลี้ยงเตาะแตะ พูดง่ายๆ ก็คือ ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่รอบตัว ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรมนุษย์ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด นี่เป็นจุดเด่นของโครงการที่ทรงทำมา

                 ถ้าหน่วยราชการต่างๆ ที่มีความรับผิดชอบในเรื่องดังกล่าวนี้ ถ้าหากได้ปรับกระบวนการทำเสียใหม่ คิดว่าจะมีประโยชน์อย่างยิ่ง และเด็กของเราจะพ้นจากสภาพทุโภชนาอย่างแน่นอนที่สุด ขอเน้นว่า เรื่ององค์ความรู้ การดัดแปลงธรรมชาติ และการสาธิตต่างๆ นำไปสู่กระบวนการลูกโซ่ของการเรียนรู้ ผมคิดว่าเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินโครงการในลักษณะนี้ โครงการที่ไปสู่ชุมชน ปัญหาสำคัญ คือ ถ้าหากว่าเราไม่สามารถทำให้ชุมชนนั้นมาร่วมมือในโครงการนี้ได้ โครงการลักษณะดังกล่าวนี้ก็คงลำบากที่จะได้รับความสำเร็จ เพราะฉะนั้นเมื่อลงไปทำโครงการนี้ จุดเริ่มต้นคือผู้ปกครอง อยากให้ลูกมีความสมบูรณ์ไหม มีจิตใจแจ่มใส มีร่างกายแข็งแรง พ่อแม่จะต้องเข้ามารับผิดชอบด้วย แต่สิ่งนี้อาจจะทำในชนบทได้บางแห่งเท่านั้นเอง แต่ว่าในส่วนวิถีชีวิตของคนเรานั้นได้ปรับเปลี่ยนจากวิถีชีวิตที่เรียกว่าเป็น traditional หรือประเพณีเก่า คือ แม่บ้านที่เคยมีเวลามากนั้น บัดนี้จะเปลี่ยนไป พ่อแม่อาจจะไม่ค่อยมีเวลามากมายนัก องค์ความรู้แทนที่จะให้พ่อแม่ซึ่งไม่มีเวลาดูแลนั้น อาจจะต้องไปสู่ต้วมเตี้ยมอย่างที่พระองค์รับสั่งไว้ เพราะมักจะฝากลูกไว้กับตายาย หรือปู่ย่าอย่างนี้เป็นต้น ความรู้อาจจะต้องกระโดดไปถึงจุดนั้นด้วยซ้ำไป


ตรวจร่างกายเด็กนักเรียนโรงเรียนเด็กกำพร้า ศูนย์หลัก 67 สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
                 เพราะฉะนั้นจะเห็นว่า ปัญหาเรื่องโภชนาการนั้นไม่ได้เป็นเพียงอาหารกับคนเท่านั้น แต่หากว่ามีเรื่องวัฒนธรรมประเพณี สภาพแวดล้อม การบริหารจัดการปัญหาต่างๆ นี้ผสมผสานสลับซับซ้อนมากกว่าที่เราคิดด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้น การที่ขาดอาหารและซื้ออาหารไปให้ ผมคิดว่าคงไม่ใช่การแก้ปัญหาโดยแท้จริงนัก แต่ต้องมีการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรม โดยเฉพาะจะเน้นไปในประการสุดท้ายอีกครั้งว่า เรื่ององค์ความรู้เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เพราะแม้กระทั่งคนระดับผม จบดอกเตอร์มา ก็ไม่มีความรู้เรื่องโภชนาการ ยังรับประทาน สเต็ก medium rare เลือดโชกๆ มาก็ยังรับประทาน คลอเรสเตอรอลก็ขึ้น ไขมันก็เริ่มจะมี โรคภัยก็ตามมา ผมได้รับฟังจากคุณหมอว่า 57% หรือ 60% กว่าๆ ของโรคภัยไข้เจ็บไม่ได้มาจากเชื้อโรค แต่มาจากพฤติกรรม เพราะฉะนั้นเรื่องพฤติกรรมก็มาจากความรู้ จึงไม่ใช่เรื่องเด็กอย่างเดียว ทั้งผู้ใหญ่และเด็กถ้าหากขาดความรู้ว่าอะไรคืออะไร อะไรเป็นพิษ อะไรเป็นภัย ถ้าหากเกินความพอดี เกินความพอเพียงนั้น ก็จะล้น และเมื่อล้นแล้วก็เป็นพิษเป็นภัยต่อร่างกายเราเท่านั้นเอง พร้อมกันนั้น ถ้าหากขาดแคลน ก็จะเกิดโทษเช่นกัน ฉะนั้น ความพอดีจึงเป็นปัจจัยของความสำเร็จ