ใต้แผ่นฟ้าสีครามสด ณ เมืองนาทรายทอง นอกกำแพงนครเวียงจันทน์ของสาธารณรัฐ ประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธาน ในพิธีเปิดและส่งมอบอ่างเก็บน้ำห้วยซอน พร้อมระบบส่งน้ำแก่สปป.ลาว หนึ่งในแผนงานหลักของศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตร(หลัก 22) ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานความช่วยเหลือในลักษณะเป็นโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดำริแก่สปป.ลาว ตามที่ ฯพณฯ นายไกสอน พมวิหาน อดีตประธานประเทศ ได้ขอพระราชทานความช่วยเหลือ
        ศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตร(หลัก 22)แห่งนี้ ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 โดยมี ฯพณฯ นายสมสะหวาด เล่งสะหวัด รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สปป.ลาว เป็นประธานการชี้นำฝ่ายลาว และนายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นประธานคณะทำงานฝ่ายไทย ซึ่งแต่เดิมพื้นที่บริเวณที่จะจัดตั้งศูนย์ฯนี้ เป็นชุมชนเล็กๆ ปราศจากบริการสาธารณะ ไม่มีไฟฟ้า การสัญจรไปมาลำบาก ราษฎรส่วนใหญ่มีอาชีพปลูกข้าว ทำสวน ทำไร่ แต่ได้ผลผลิตไม่มากนัก เพราะขาดแคลนน้ำและดินไม่อุดมสมบูรณ์ เมื่อเริ่มดำเนินการ ฝ่ายไทยได้ให้การสนับสนุนและพัฒนาโครงการ ศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตร(หลัก 22)ในด้านต่างๆ เพื่อให้ศูนย์ฯแห่งนี้เป็นแหล่งอำนวยความสะดวกด้านการเกษตร และเป็นศูนย์รวมความรู้วิทยาการสมัยใหม่ โดยมีความก้าวหน้าและผลการดำเนินการที่ชัดเจน ดังนี้
        ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ ที่ทำการ ถนน ระบบไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการเกษตร อาทิ อาคารเพาะเลี้ยงปลา ลานตากเมล็ดพันธุ์ หรือคอกเลี้ยงสัตว์ ฯลฯ ซึ่งดำเนินการเสร็จเรียบร้อย พร้อมจะอำนวยประโยชน์ให้แก่ราษฎรอย่างเต็มที่
        ด้านการเกษตร ได้แก่ การปลูกข้าว ซึ่งสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่เติบโตได้ดี อาทิ พันธุ์กข.10 พันธุ์หางยี71 ให้ผลผลิตสูงประมาณ 500-560 กก./ไร่ รวมทั้งการทดสอบ การปลูกพืชไร่และพืชสวนที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่
        ด้านปศุสัตว์ ได้จัดหาพันธุ์สัตว์ที่มีคุณภาพ เพื่อผลิตและขยายพันธุ์ภายในศูนย์ฯ และสนับสนุนแก่ราษฎร โดยการจัดหาโคพันธุ์ซาฮีวาล พันธุ์เรดซินดี้ และแม่พันธุ์พื้นเมือง เพื่อปรับปรุงพันธุ์ลูกโคผสมที่มีน้ำหนักดีมีคุณภาพ รวมทั้งการจัดหาไก่ไข่และเป็ดไข่พันธุ์ดี ซึ่งในปีที่ผ่านมาสามารถผลิตลูกไก่และลูกเป็ดได้จำนวนถึง 3,000 ตัว และผลิตไข่ไก่ไข่เป็ดได้กว่า 35,000 ฟอง เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรในหมู่บ้านเป้าหมายได้เลี้ยงไว้ในบริเวณบ้าน
        ด้านการประมง ส่งเสริมและสนับสนุนการเลี้ยงปลาแบบผสมผสาน อาทิ การเลี้ยงปลาในนาข้าว หรือการเลี้ยงปลาผสมผสานร่วมกับการเลี้ยงสัตว์ ขุดบ่อเลี้ยงปลาให้เกษตรกรในหมู่บ้านเป้าหมาย เพื่อเป็นแหล่งอาหารโปรตีนสำหรับราษฎร อีกทั้งส่งเสริมการเพิ่มพันธุ์ปลาในแหล่งน้ำ เพื่อการบริโภคและขยายพันธุ์ โดยในปีหนึ่งๆ จะสามารถผลิตพันธุ์ปลาได้กว่า 250,000 ตัว
        ด้านพัฒนาที่ดิน ดำเนินการส่งเสริมการปรับปรุงบำรุงดินโดยใช้ปุ๋ยหมัก เพื่อเพิ่มสารอินทรีย์และแร่ธาตุให้แก่ดิน ตลอดจนการสนับสนุนการปลูกหญ้าแฝก เพื่ออนุรักษ์ดินและป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดิน รวมทั้งการปรับรูปแปลงนาเพื่อปรับระดับพื้นที่เพาะปลูก และการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ
        ในการพัฒนาแหล่งน้ำ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเกษตรกรรม คณะทำงานได้วางโครงการจัดหาแหล่งน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร โดยดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยซอนขึ้นที่หลัก22 ซึ่งได้ก่อสร้างแล้วเสร็จสมบูรณ์เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา และประกอบพิธีเปิดพร้อมส่งมอบอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2541
        อ่างเก็บน้ำห้วยซอนนี้สามารถเก็บกักน้ำได้ถึง 1.8 ล้านลูกบาศก์เมตร มีกำลังส่งน้ำไปสนับสนุนพื้นที่และกิจกรรมต่างๆ ของศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตร รวมทั้งครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกของราษฎรหมู่บ้านนายาง บ้านนาซอน บ้านหัวขัว และบ้านหัวช้าง เป็นเนื้อที่ทั้งสิ้น 2,660 ไร่ ด้วยระบบส่งน้ำซึ่งเป็นคลองดาดคอนกรีต มีความยาว 5.57 กิโลเมตร โดยในฤดูแล้งนี้ จะสามารถส่งน้ำสนับสนุนพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังของเกษตรกรประมาณ 800 ไร่ได้อย่างดี ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ เกษตรกรปลูกข้าวได้เพียงเฉพาะในฤดูฝน และได้ปริมาณข้าวเพียงไร่ละประมาณ 30 ถังเท่านั้น ซึ่งคาดว่า เมื่อมีน้ำสนับสนุนเพียงพอจะสามารถเพิ่มพูน ปริมาณข้าวมากขึ้นเป็นไร่ละ 50 ถัง
        และเป็นความปลาบปลื้มของเจ้าหน้าที่กับผู้บริหารฝ่ายลาวยิ่งนัก ที่เมื่อการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแล้วเสร็จ ก็สามารถเก็บน้ำได้เต็มจำนวนในทันที ยิ่งกว่านั้นราษฎรกว่าหนึ่งร้อยครัวเรือนในบริเวณนั้น ต่างตื่นเต้นดีใจ ต่างขยันขันแข็งปลูกข้าวนาปรัง ทั้งๆที่เป็นช่วงฤดูแล้ง และไม่เคยมีการเพาะปลูกข้าวนอกฤดูมาก่อน แหล่งน้ำจากอ่างห้วยซอนนี้ ทำให้ชาวนาลาวได้ผลิตผลข้าวจากที่นา ประมาณ 370 ตัน ถ้าคิดเป็นมูลค่าเงินบาทของไทย ได้ประมาณกว่า 3 ล้านบาททีเดียว
        จากผืนนากว่า 800 ไร่ ที่เคยปล่อยว่างยามหน้าแล้ง นับจากนี้ไปชาวนาไม่ต้องคอยรอปลูกข้างเพียงหน้าฝนอีกต่อไป เพราะปัจจุบันราษฎรสนใจที่จะใช้ประโยชน์จากนาผืนนี้ โดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายลาวและฝ่ายไทยได้ร่วมกันฝึกอบรมให้ความรู้ และวางแผนการใช้ประโยชน์จากอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ ให้เกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้นต่อไป นี่คือวันเริ่มต้นที่ดีของราษฎรชาวลาวในหมู่บ้านเป้าหมาย ท่ามกลางความปิติยินดี รอยยิ้มที่จะมีน้ำเพื่อการเพาะปลูก และความคาดหวังที่จะได้ผลผลิตข้าวมีคุณภาพและปริมาณมากขึ้น ซึ่งจะทำให้พวกเขามีข้าวเพียงพอแก่การบริโภค และขายเป็นรายได้แก่ตนเองและครอบครัวได้เพิ่มขึ้น
        ภายใต้แผนงานและกิจกรรมดังกล่าว ทำให้ศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตร(หลัก 22) เป็นแหล่งรวมวิทยาการที่เอื้อต่อชีวิตความเป็นอยู่ และพร้อมจะเผยแพร่แก่ราษฎร ในหมู่บ้านเป้าหมาย โดยเฉพาะการสร้างโอกาสการเรียนรู้ และการเข้าถึงเทคนิควิชาการเกษตร สามารถนำตัวอย่างของความสำเร็จนั้นๆ ไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเองได้ เพื่อพัฒนาการประกอบอาชีพและยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้ดีขึ้น
        และด้วยพระเมตตาอันเปี่ยมล้นที่มีต่อเด็กนักเรียนชนชาติลาว สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมโรงเรียนวัฒนธรรมเด็กกำพร้า แขวงเวียงจันทร์(หลัก 67) ณ เมืองโพนโฮง ซึ่งเคยพระราชทานทรัพย์เพื่อก่อสร้างอาคารเรือนนอน และพระราชทานพระราชดำริช่วยเหลือเด็กนักเรียนให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น โดยให้ดำเนินการในรูปแบบโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน เหมือนที่ดำเนินการในประเทศไทย ตลอดจนให้มีกิจกรรมการเกษตรเพื่อโภชนาการและกิจกรรมอื่นๆ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานของการประกอบอาชีพต่อไป
        โรงเรียนวัฒนธรรมเด็กกำพร้าแห่งนี้ อยู่ห่างจากนครเวียงจันทน์ไปทางทิศเหนือประมาณ 67 กิโลเมตร มีโรงประกอบอาหารซึ่งได้ใช้ประโยชน์มาเป็นเวลานาน จนกระทั่งมีสภาพชำรุดทรุดโทรม บริษัท นพวงศ์ก่อสร้าง จำกัด ได้เล็งเห็นถึงประโยชน์และความจำเป็น ในการปรับปรุงโรงอาหารตลอดจนโรงครัว จึงได้ขอสนับสนุนการก่อสร้างและปรับปรุงโรงอาหารดังกล่าวให้มีสภาพที่ดีขึ้น โดยขยายโรงอาหารให้กว้างขวางขึ้น พร้อมติดพัดลมเพดานเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก ทำให้นักเรียนกว่า 700 คน มีสถานที่รับประทานอาหารที่เพียงพอ สะอาดและถูกสุขลักษณะ
        การดำเนินงานของโครงการส่งเสริมกิจกรรม โรงเรียนวัฒนธรรมเด็กกำพร้าสำเร็จลุล่วงได้ด้วยดี จากความร่วมมือร่วมใจของคณะทำงานทั้งฝ่ายลาว ฝ่ายไทย และเหนือสิ่งอื่นใด ด้วยพระเมตตาที่พระราชทานความช่วยเหลือแก่เด็กนักเรียนอย่างไม่แบ่งชนชาติ ทำให้นักเรียนของโรงเรียนวัฒนธรรมเด็กกำพร้า แขวงเวียงจันทน์ ได้รับประทานอาหารที่มีคุณค่า และมีประโยชน์ตามหลักโภชนาการ เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตและสุขภาพอนามัยที่แข็งแรง ส่งผลให้จำนวนการเจ็บป่วยจากโรคต่างๆในเด็กนักเรียนลดลง ทั้งยังเพิ่มพูนประสิทธิภาพการเรียนรู้ให้ดีขึ้น การดำเนินงานตามโครงการฯดังกล่าวได้พัฒนาก้าวหน้าเป็นลำดับ จนกระทั่งมีจำนวนนักเรียนเพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่มีนักเรียนประมาณ 300 คน ปัจจุบันมีเด็กนักเรียนกว่า 700 คน ทั้งยังเป็นที่ปรารถนาของนักเรียนชาวสปป.ลาว ที่จะได้มีโอกาสเข้ามาศึกษา ณ โรงเรียนแห่งนี้อีกด้วย
        เมื่อสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทอดพระเนตรกิจกรรมต่างๆ ภายในโรงเรียนวัฒนธรรมเด็กกำพร้าหลัก67 เรียบร้อยแล้ว ได้เสด็จพระราชดำเนินต่อไปยังเมืองวังเวียง นครโบราณซึ่งมีวัดเก่าแก่สร้างในสมัยศตวรรษที่ 16 และ 17 และได้เสวยพระกระยาหารค่ำที่นายหมุนแก้ว ออละมูน เจ้าแขวงเวียงจันทน์จัดถวาย ในยามเช้าที่วังเวียงนคร เสด็จฯทอดพระเนตรวิถีชีวิตชาวพื้นเมือง ทรงนมัสการพระประธานที่วัดธาตุ ทอดพระเนตรโบราณสถานโบราณวัตถุที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ เพื่อศึกษาวัฒนธรรมท้องถิ่นของนครในอดีต จากนั้น ด้วยน้ำพระทัยที่มิได้มีต่อประชาชนของลาวเฉพาะที่ใดที่หนึ่ง ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมโรงพยาบาล และโรงเรียนชนเผ่าเมืองวังเวียง ซึ่งเป็นโรงเรียนในระดับชั้นประถมและมัธยมอีกด้วย
        จากพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และความมุ่งมั่นตั้งใจจริงของคณะทำงานทั้งสองฝ่าย ทำให้การดำเนินงานของโครงการฯทั้งสองแห่งนี้ประสบผลสำเร็จอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาการประกอบอาชีพเกษตรกรรมด้านต่างๆ หรือการพัฒนาประชากรในวัยเด็ก ล้วนเป็นกิจกรรมที่มุ่งยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ และคุณภาพชีวิตของราษฎรชนชาติลาวให้ดีขึ้น ทางสปป.ลาวจึงได้มอบเหรียญชัยมิตรภาพให้แก่ นายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการ กปร. นายมนูญ มุกข์ประดิษฐ์ รองเลขาธิการ กปร. พร้อมทั้งมอบใบประกาศเกียรติคุณแก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยรวมทั้งสิ้น 23 ราย เป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศสองฝั่งลำน้ำโขง ให้แน่นแฟ้นเพื่อสันติสุขและการพัฒนาที่เป็นไปในระดับเดียวกัน
        นับว่าเป็นการเริ่มต้นวันฟ้าใสสำหรับประชาชนชาติลาว ที่จะมีความเป็นอยู่ดีแบบพอมีพอกิน มีความสุข สมดังพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมุ่งมั่นสร้างความสงบสุขให้เกิดขึ้นในภูมิภาคแห่งนี้
 
HOME
BACK
English Language
 
mailto:special@mail.rdpb.go.th