| อำเภอภูสิงห์เป็นอำเภอเล็กๆ
ชายแดนจังหวัดศรีสะเกษ เพิ่งจัดตั้งขึ้นใหม่โดยแยกออกมาจาก
อำเภอขุขันธ์เมื่อปี 2534 แบ่งการปกครองออกเป็น
7 ตำบล 74 หมู่บ้าน มีประชากรทั้งสิ้น 45,609 คน
แยกเป็นชาย 22,654 คน หญิง 22,955 คน สาเหตุที่ต้องจัดตั้งอำเภอนี้ขึ้นก็เพราะ
ระยะทางที่ห่างไกลจากอำเภอขุขันธ์ ประกอบกับสภาพการคมนาคมที่ยังไม่ได้รับการพัฒนามากนัก
ราษฎรต้องประสบกับความยากลำบากในการเดินทาง
ติดต่อกับอำเภอเดิม |
| แม้ว่าอำเภอภูสิงห์จะอยู่ห่างไกล
และการเดินทางไปถึงจะทุรกันดารสักเพียงใด
ราษฎรที่นี่ก็มีโอกาสได้เฝ้ารับเสด็จ
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่
15 พฤศจิกายน 2537 ในการเสด็จฯครั้งนั้น ได้ทรงเยี่ยมเยียนไต่ถามทุกข์สุขของราษฎร
จึงทรงทราบว่าราษฎรในอำเภอชายแดนแห่งนี้ไม่เพียงแต่ยากจนเท่านั้น
แต่ต้องประสบกับภาวะอดอยากไม่มีแม้แต่ข้าวที่จะประทังชีวิตให้อยู่รอดได้
เนื่องจากฝนทิ้งช่วงติดต่อกันหลายปี
ทำให้การทำนาและทำไร่ซึ่งเป็นอาชีพหลักไม่ได้ผล |
การประกอบอาชีพของราษฎรอำเภอภูสิงห์
และพื้นที่ใกล้เคียงส่วนใหญ่ทำนา
และปลูกพืชไร่บางชนิด ได้แก่ มันสำปะหลัง
ถั่ว ปอแก้ว นอกจากนี้มีการปลูกพืชสวน
เช่น มะม่วง ขนุน และพืชผักสวนครัวบริเวณบ้าน
เพื่อยังชีพในครัวเรือน อย่างไรก็ตาม
การประกอบอาชีพการเกษตรดังกล่าว เป็นไปในลักษณะพึ่งพาธรรมชาติ
ปีใดฝนตกต้องตามฤดูกาล ชาวบ้านก็พออยู่พอกิน
ปีใดฝนฟ้าแห้งแล้งชาวบ้านก็อดอยาก
ต้องทิ้งถิ่นฐานบ้านเรือนไปทำงานรับจ้างในถิ่นอื่น
และที่สำคัญสภาพของความยากไร้ดังกล่าวได้ส่งผลให้เด็กๆ
ในเขตอำเภอภูสิงห์ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ
14 ปี ตกอยู่ในภาวะขาดสารอาหารอีกด้วย |
พระราชดำริ: ศูนย์ศึกษาการพัฒนาและส่งเสริมอาชีพหลากหลาย
สมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงปรึกษาหารือกับเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆที่เฝ้ารับเสด็จ
เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาเพื่อช่วยเหลือราษฎร
และในการนี้ได้มีพระราชดำริให้พิจารณาจัดตั้ง
ศูนย์พัฒนาการเกษตรที่มีการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ
ลักษณะเช่นเดียวกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง
อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส |
| ในโอกาสเดียวกันนี้ได้มีพระราชดำริเกี่ยวกับ
แนวทางการพัฒนาสำหรับราษฎรในแถบนี้ ซึ่งส่วนใหญ่มีพื้นที่ทำกินน้อย
และมีปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนเพื่อเพิ่มพื้นที่ทำกิน
ความตอนหนึ่งว่า |
| ". . . น่าจะลองทำหมู่บ้านทำสวน
ไม่ใช่ทำนา เป็นช่างฝีมือก็จะพออยู่สบายเลี้ยงครอบครัวได้
แต่จะต้องใช้วิชาการเกษตรสูง ในการวางแผนว่าแต่ละช่วงจะปลูกพืชผลอะไร
ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทดลองทำอยู่ที่ภาคใต้
ขณะนี้ที่สุคิริน (จังหวัดนราธิวาส) ทรงสนับสนุนให้ทำการเลี้ยงสัตว์
ทำการฝีมือ เช่น แกะสลัก เป็นช่างวิทยุ . .
." |
| การที่ทรงเปรียบเทียบงานการพัฒนา
และมีพระราชกระแสถึงศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง
และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสนั้น
น่าจะเป็นเพราะการเสด็จฯแปรพระราชฐานไปประทับแรม
และทรงงานในพื้นที่ภาคใต้ เมื่อช่วงเดือนกันยายน
- ตุลาคมที่ผ่านมา ก่อนที่จะเสด็จฯไปทรงเยี่ยมราษฎรในพื้นที่อำเภอภูสิงห์
จังหวัดศรีสะเกษ |
ผลการดำเนินงาน: ระยะแรกต่างคนต่างทำ
หลังจากรับพระราชดำริแล้ว
หน่วยงานต่างๆได้เร่งดำเนินการสนองพระราชดำริ
โดยคณะกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ(กปร.)
มีคำสั่งแต่งตั้งองค์กรดำเนินงานศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์
มีผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษเป็นประธาน
คณะกรรมการประกอบด้วยผู้แทนส่วนราชการ
และปลัดจังหวัดศรีสะเกษเป็นเลขานุการ คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่ในการจัดทำแผน
ควบคุมดูแล และให้คำแนะนำในการปฏิบัติงาน
ของศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ |
| ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์มีที่ตั้งอยู่ที่บ้านตะแบง
ตำบลห้วยตึ๊กชู มีพื้นที่ประมาณ 540 ไร่ พื้นที่นี้เดิมเป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม
ซึ่งจังหวัดศรีสะเกษได้ขออนุญาตกรมป่าไม้
เพื่อจัดทำโครงการระบบผลิตพลังงานชีวมวล
เมื่อปี 2529 แต่ต่อมาโครงการนี้ได้ล้มเลิกไป |
ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา
จำแนกออกเป็นด้านต่างๆได้ดังนี้
งานด้านชลประทาน
ทำการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยตึ๊กชู
ปริมาณกักเก็บน้ำ 6 ล้านลูกบาศก์เมตร คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี
2541 สามารถใช้ประโยชน์เพื่อการเกษตร ในพื้นที่ศูนย์และหมู่บ้านใกล้เคียงประมาณ
20,000 ไร่ และได้ขุดสระน้ำประจำไร่นา
ขนาด 1 ไร่ จำนวน 60 บ่อ และขนาด 1 งาน 208 บ่อ เพื่อสนับสนุนราษฎรในการพัฒนาการเกษตร
ตามแนวพระราชดำริ "ทฤษฎีใหม่"
งานด้านปศุสัตว์และประมง
มีการสาธิตและส่งเสริมการเลี้ยงโค
จัดตั้งศูนย์กระจายพันธุ์สัตว์ปีก และสาธิตและส่งเสริมการเลี้ยงปลา
ในลักษณะการเพาะและอนุบาลปลา การเลี้ยงสุกรและไก่ในคอกบนบ่อเลี้ยงปลา
การเลี้ยงปลาในนาข้าว และการฝึกอบรม
พร้อมกับแจกจ่ายพันธุ์ปลาให้แก่เกษตรกร
งานด้านพัฒนาการเกษตร
สาธิตและส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม
จัดทำแปลงสาธิตระบบการเกษตรแบบผสมผสาน
นอกจากนี้ยังพัฒนาพันธุ์ข้าว พืชไร่ พืชสวน
ยางพารา และหม่อน เพื่อแจกจ่ายให้แก่เกษตรกร
งานด้านพัฒนาที่ดิน
ส่งเสริมการอนุรักษ์ดินและน้ำโดยการปลูกหญ้าแฝก
และผลิตหญ้าแฝกแจกจ่ายให้แก่เกษตรกร
สาธิตและฝึกอบรมการปรับปรุงบำรุงดินโดยใช้ปุ๋ยพืชสด
งานด้านป่าไม้
ฝึกอบรมและแจกจ่ายพันธุ์กล้าไม้ให้แก่ราษฎร
สาธิตการปลูกป่าแบบวนเกษตร และส่งเสริมให้ราษฎรปลูกไม้เศรษฐกิจ |
แผนแม่บท: เครื่องมือเชื่อมประสานการทำงานระยะยาว
แม้ว่าผลการดำเนินงานที่ผ่านมาจะสามารถช่วยเหลือ
ยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของราษฎร
ในพื้นที่อำเภอภูสิงห์ได้ระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆยังไม่มีเครื่องมือในการเชื่อมประสาน
การทำงานในภาพรวมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้เกิดขึ้นในระยะยาว |
ที่เป็นเช่นนี้ในระยะแรกของการทำงาน
ไม่ได้หมายความว่าการดำเนินงานจะไม่มีการประสานงานกัน
แต่เป็นเพราะหน่วยงานที่ร่วมโครงการ
ล้วนแต่เร่งดำเนินการสนองพระราชดำริ
โดยมุ่งหวังให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในเวลาอันรวดเร็ว
เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน จึงยังไม่ได้มีการวางแผนในภาพรวมร่วมกัน
ดังนั้นในปี 2541 นี้ คณะกรรมการดำเนินงาน
ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ จึงได้พิจารณาจัดทำ
"แผนแม่บทโครงการศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์
อันเนื่องมาจากพระราชดำริ พ.ศ. 2541 -
2544" ขึ้น เพื่อเป็นแนวทางร่วมกันในการดำเนินงานในระยะต่อไป
ในแผนแม่บทฉบับนี้ ได้มีการกำหนดบทบาทของศูนย์
และพื้นที่เป้าหมายให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
โดยกำหนดให้ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์
เป็นศูนย์บริการทางด้านวิชาการเกษตร สนับสนุนพันธุ์พืช-พันธุ์สัตว์ให้แก่เกษตรกร
เป็นศูนย์กลางการสาธิต ฝึกอบรม และเป็นตัวอย่างเผยแพร่ความรู้ทางด้านการเกษตร
ให้เกษตรกรนำไปประยุกต์ใช้พัฒนาอาชีพการเกษตรของตนเอง |
|
สำหรับพื้นที่เป้าหมายของศูนย์นั้น
กำหนดให้หมู่บ้านที่ตั้งอยู่รอบศูนย์จำนวน
14 หมู่บ้าน เป็นพื้นที่เร่งรัดพัฒนาและให้บริการเป็นลำดับแรก
ส่วนหมู่บ้านอื่นๆในเขตอำเภอภูสิงห์ หมู่บ้านชายแดนในเขตจังหวัดศรีสะเกษ
รวมทั้งหมู่บ้านในโครงการทับทิมสยาม
เป็นหมู่บ้านเป้าหมายในการให้บริการในลำดับต่อมา |
ภาพอนาคต: ศูนย์บริการและฝึกอบรมการเกษตร
ในปี 2541 นี้ ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ จะค่อยๆก่อรูปก่อร่างขึ้น
โดยจะมีสำนักงานประสานงาน เพื่อเป็นศูนย์กลางในการประสานการทำงานของหน่วยงานต่างๆ
ที่ร่วมโครงการ และเป็นศูนย์กลางในการติดต่อให้บริการแก่ประชาชน
นอกจากนี้จะมีอาคารสถานที่สำหรับการฝึกอบรมแบบค้างแรมได้
เพื่อให้สามารถจัดหลักสูตรฝึกอบรม
ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม
ที่ยังไม่มีอาคารสถานที่ฝึกอบรมเป็นการเฉพาะ
ซึ่งเกษตรกรจะได้รับบริการเพียงการเข้ามาศึกษาดูงาน
กิจกรรมการสาธิตของศูนย์เท่านั้น |
|
ในด้านการยกระดับคุณภาพชีวิต จะมีการปรับปรุงภาวะโภชนาการ
เนื่องจากเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ
14 ปี อยู่ในภาวะขาดสารอาหาร และในด้านการศึกษา
นอกจากเด็กจะไม่มีโอกาสได้เรียนต่อจากการศึกษาภาคบังคับแล้ว
ส่วนใหญ่ไม่สามารถอ่านและเขียนภาษาไทยได้
เพราะราษฎรนิยมสื่อสารกันด้วยภาษาท้องถิ่น
คือภาษาแขม (อ่านว่า ขะแม) ดังนั้น จึงต้องมีการให้การศึกษานอกระบบ
โดยใช้วิธีการฝึกอบรมเพื่อให้ราษฎรมีความรู้
ในการประกอบอาชีพที่หลากหลาย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้ในการใช้ภาษาไทย
ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญของการแสวงหาความรู้ต่อไป |
|
การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจะต้องวางพื้นฐานตั้งแต่วัยเด็ก
ขณะนี้มีการดำเนินงานปรับปรุงศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์วัดตะแบง
ที่ดำเนินการโดยชาวบ้าน พระ และศึกษาธิการอำเภอ
ซึ่งมีสภาพทรุดโทรม ให้เป็นศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
ซึ่งตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าทางเข้าพื้นที่โครงการ
ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ และจะมีการก่อสร้างเพิ่มเติม
อีกแห่งหนึ่งที่บ้านโคกเจริญ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นหมู่บ้านที่ยากจนที่สุดในบริเวณนี้
โดยจะมุ่งเน้นให้ "บ้าน วัด โรงเรียน"
เข้ามามีบทบาทร่วมกันในการพัฒนาสังคม |
|
ภาพในอนาคตของศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์
จะเป็นการดำเนินงานในลักษณะเช่นเดียวกับศูนย์ศึกษาการพัฒนา
อันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆ แต่มีขนาดเล็กกว่า
ไม่ใช้งบประมาณมากนัก และมีบทบาทเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา
การฝึกอบรม และให้บริการทางการเกษตรแก่ราษฎรอำเภอภูสิงห์และพื้นที่ใกล้เคียง
โดยหน่วยงานต่างๆร่วมมือผนึกกำลังกันทำงานภายใต้แผนแม่บท
อันเป็นเครื่องมือเชื่อมประสานในการทำงานที่มีวัตถุประสงค์
เป้าหมาย และแนวทางดำเนินการไปในทิศทางเดียวกัน |
|
บัดนี้ ชีวิตราษฎรชายแดนของจังหวัดศรีสะเกษ
ที่ยากไร้แห้งแล้งกำลังค่อยๆเปลี่ยนแปลงชุ่มชื่นขึ้น
ด้วยสายธารพระมหากรุณาธิคุณแห่งองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ "พระแม่แห่งแผ่นดิน"
ซึ่งชุบชีวิตที่เหี่ยวเฉาอดอยากให้กลับงอกงามอยู่เย็นเป็นสุข |
|
ผลพวงของการพัฒนาอันมีจุดเริ่มต้นมาจากการเสด็จ
พระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรอำเภอภูสิงห์ในครั้งนั้น
ยังตราตรึงอยู่ในดวงใจของเหล่าทวยราษฎร์
ให้จดจำรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณนี้มิเสื่อมคลาย |