คนเราจะมีสุขภาพดีหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ นับตั้งแต่พันธุกรรม สุขภาพจิต วิถีการ ดำรงชีวิต สิ่งแวดล้อม สุขวิทยาอนามัย อุปนิสัยส่วนตัวและโภชนาการ ล้วนแต่มีความสำคัญต่อสุขภาพกายทั้งสิ้น การรับประทานอาหารถ้ามากเกินไปก็ให้โทษ ทำให้เกิดโรคต่างๆได้มากมาย เช่น โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง ไขมันสูง โรคไต ตับ เบาหวาน แต่ถ้ารับประทานน้อยไปก็จะเกิดภาวะการขาดอาหาร ทำให้เกิดโรคเช่นเดียวกัน ซึ่งจะต้องสูญเสียเงินตราไปอีก จำนวนไม่น้อยในการดูแลผู้ป่วยจากภาวะขาดโภชนาการ
        เราสูญเสียเงินไปจำนวนไม่ใช่น้อยจากการรับประทานอาหาร ที่เกินความจำเป็น เช่น รับประทานอาหารแบบทิ้งๆขว้างๆ สูญเสียคุณค่าทางอาหารไปในกระบวนการเก็บ กระบวนการปรุง หุงต้ม ถ้าทุกคนหันมาให้ความสนใจในการรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณ เหมาะสมต่อความต้องการของแต่ละบุคคล เราก็จะได้รับประทานอาหารอย่างมีคุณค่าในราคาประหยัดกันมากขึ้น
        ในเรื่องของคุณค่าของอาหารต่อสุขภาพ จำเป็นที่จะต้องศึกษาหาความรู้ในการคัดเลือกอาหารที่มีคุณค่าและคุณภาพ โดยหลักเกณฑ์ในการเลือกชนิดอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการต่อสุขภาพนั้น ควรเลือกรับประทานอาหารที่เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ควรรับประทานอาหารที่ผ่านกรรมวิธี(Processing) เช่น ข้าวที่ถูกกัดสีจนขาว ควรรับประทานอาหารสด ผักสด ผักใบเขียวทุกชนิดมากกว่าอาหารกระป๋อง อาหารที่ใส่สารกันบูด ถ้าต้องการใช้ผักดองควรดองเอง ทำได้ง่ายๆ ไม่ต้องใส่สารกันบูด เช่น ข้าวโพดอ่อน หัวไชท้าว แตงกวา ผักบุ้ง ถั่วงอก ถ้าสามารถหาน้ำส้มที่ทำจากผลไม้ได้ยิ่งดี ผักดองบางชนิดใช้วิธีโบราณ ดองในน้ำซาวข้าว เช่น ผักบุ้ง ผักกาดเขียว ผักเสี้ยน เป็นต้น เมล็ดธัญพืชต่างๆ เช่น ถั่ว เมล็ดทานตะวัน เม็ดบัว จมูกข้าวสาลี ซึ่งมีคุณค่าอาหารอยู่สูง อาหารที่มีกากใย มีทั้งผักและผลไม้ ซึ่งบางชนิดรับประทานได้ทั้งเปลือก และทั้งเนื้อเยื่อ เช่น แตงกวา แอปเปิ้ล ส้ม มะเขือเทศ ถ้ารับประทานอาหารที่มีกากใยสม่ำเสมอ จะช่วยป้องกันมิให้เกิดโรคอุดตันในลำไส้ใหญ่ ช่วยลดระดับคลอเลสเตอรอลในเส้นเลือด และอาจมีส่วนป้องกันโรคมะเร็งของลำไส้ใหญ่ ประเทศเรามีผักและผลไม้มากพอที่ทุกคนจะรับประทานเป็นประจำได้
        อีกประการหนึ่งก็คือ การเลือกรับประทานผักผลไม้ตามฤดูกาล เช่น หน้าร้อนทานแตงโม สับปะรด ส้ม มะละกอ ซึ่งเป็นผลไม้ที่บรรเทาความร้อนของอากาศ มีน้ำมาก หน้าหนาวผลไม้น้อยจะมีผักมาทดแทน ผักใบแทบทุกชนิดจะเจริญเติบโตให้คุณค่าทางอาหารอย่างเต็มที่ เช่น ผักกาด คะน้า กะหล่ำปลี ซึ่งธรรมชาติได้สร้างสรรค์ สิ่งที่สมดุลให้กับมนุษย์อยู่แล้ว เพียงแต่มนุษย์จะรู้จักนำไปใช้ประโยชน์ได้มากแค่ไหนเท่านั้นเอง
        เนื่องจากการปลูกผักและผลไม้ในปัจจุบันนี้ ใช้สารเคมี ยาฆ่าแมลง ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าหญ้า การล้างผักและการปรุงอาหารเป็นหนทางหนึ่ง ในการช่วยลดพิษภัยจากสารเคมีได้ ซึ่งมีหลายวิธีด้วยกัน เช่น ใช้โซเดียมไบคาร์บอเนต(ผงฟู) 1 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำอุ่น 1 กะละมัง(20 ลิตร) แช่น้ำทิ้งไว้ 15 นาที จะลดปริมาณสารพิษได้ 90-95 % หรืออีกวิธีคือ ล้างผักโดยให้น้ำไหลผ่าน โดยเด็ดผักเป็นใบๆ ใส่ตะแกรงโปร่ง เปิดน้ำให้แรงพอประมาณใช้มือช่วยคลี่ใบผัก ล้างนาน 2 นาที จะลดปริมาณสารพิษได้ 54-63 % แต่จะใช้น้ำค่อนข้างมาก อีกวิธีที่ได้ผลดีมากคือ ใช้ผงคลอรีนแช่ผักเพื่อฆ่าเชื้อโรคและพยาธิ โดยการละลายผงปูนคลอรีนครึ่งช้อนชาต่อน้ำ 20 ลิตร แช่นาน 15-30 นาที จะฆ่าเชื้อโรคได้ดีมาก การลวกผักหรือต้มผักจะลดปริมาณสารพิษได้ 50 % แต่สารพิษอีก 50 % จะตกค้างอยู่ในน้ำแกง
        ก็พอจะทราบกันแล้วว่าการรับประทานอย่างมีคุณค่าในราคาประหยัด ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้นั้น ทำได้ไม่ยากนักแต่ก็ไม่ง่ายเสียทีเดียว การสละเวลาสักเล็กน้อยในการพิถีพิถันทำอาหาร ทำให้เราได้รับประทานอาหารที่มีคุณค่า เหมาะสมกับความต้องการของร่างกายในราคาประหยัด
รวบรวมจากเอกสาร "โภชนาการกับสุขภาพ"
โดย รศ.ดร.สายหยุด นิยมวิภาต


ธรา วิริยะพานิช, วิสิฐ จะวะสิต และประไพศรี ศิริจักรวาล
สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล
  1. แลกเปลี่ยนชนิดอาหารที่ให้คุณค่าสารอาหารเท่ากัน แต่ราคาประหยัดกว่า เช่น กุ้งราคาแพง ใช้เนื้อไก่ เนื้อหมูแทน หรือใช้เต้าหู้แทนเนื้อสัตว์ ผักบางอย่างราคาสูง อย่างเช่น บรอคโคลี่ แอสพารากัสราคาแพง ใช้ผักคะน้า ผักบุ้ง ผักกาดเขียวแทน ผลไม้ของไทยที่มีตลอดทั้งปีอย่างกล้วยราคาถูก มีติดบ้านไว้เป็นประจำจะลดค่าผลไม้ลงไปได้มาก หรือหมวดน้ำนม หากที่บ้านมีเด็กหลายคน ถ้าใช้เฉพาะนมสดหรือนมกล่องยูเอชที กล่องละ 7 บาทกว่า แต่ถ้าบางมื้อหรือวันที่อยู่บ้านใช้นมผงแทน ชงแล้ว 1 แก้วจะราคา 3.50 บาท หรือถ้ากินขนมปังแทนข้าวจะต้องจ่ายมากกว่า 3 เท่า เพื่อให้ได้คุณค่าเท่าๆ กัน
  2. ซื้ออาหารสดตามฤดูกาล โดยเฉพาะอาหารประเภทผักและผลไม้ จะได้ของสด มีให้เลือกมาก และราคาจะถูก ซึ่งถ้าเป็นของนอกฤดูกาล ราคาจะแพงกว่ามาก
  3. ซื้อครั้งละให้มากพอที่จะเก็บรักษาไว้ได้ประมาณ 1 สัปดาห์ หรือนานกว่านั้น แล้วแต่ชนิดอาหาร ซื้อมากเทียบราคา ต่อน้ำหนักอาหาร ราคามักจะถูกกว่า และไม่ต้องไปซื้อบ่อยๆ ให้เสียเวลาและค่าเดินทาง เพียงแต่ต้องรู้จักวิธีเก็บถนอมอาหารสดด้วย มิฉะนั้นจะกลายเป็นแพงเนื่องจากเน่าเสีย
  4. ซื้ออาหารจากตลาดสดใกล้บ้านหรือตลาดนัด ราคาของจะถูกกว่าซื้อตามซุปเปอร์มาร์เก็ตมาก ทั้งผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์และอาหารทะเล เช่น ปลาทูนึ่ง 3 ตัว ขนาดกลาง ตลาดนัดขาย 10 บาท ในซุปเปอร์มาร์เก็ต ราคา 20 บาท เนื้อไก่ซื้อที่ตลาด ราคา 70-75 บาทต่อ 1 กก. แต่ถ้าซื้อในซุปเปอร์มาร์เก็ตไม่ต่ำกว่า 85 บาทต่อ 1 กก.
  5. ทำอาหารกินเองที่บ้าน อย่างน้อยวันละ 1-2 อย่าง อาหารที่ทำง่ายๆ เช่น ต้ม ผัด ทอด ทำเองจะถูกกว่าและอร่อยจากความสดใหม่ สะอาดจากที่ได้ล้างเอง การใช้วัสดุเครื่องปรุงที่ปลอดภัย ใช้เวลาไม่มาก
  6. ซื้ออาหารปรุงสำเร็จ ชนิดที่การหุงต้มยุ่งยาก ใช้เวลาทำมากและรับประทานได้ไม่มาก เช่น แกงเผ็ด, ห่อหมก, ทอดมัน เหลือแล้วต้องทิ้งเก็บนานไม่ได้ อาหารแบบนี้ซื้อที่ทำสำเร็จแล้วจะถูกกว่า
  7. กินอาหารนอกบ้านเป็นครั้งคราว อาหารนอกบ้านนี้ไม่ได้หมายรวมถึงอาหารจานเดียว เช่น ก๋วยเตี๋ยว ข้าวราดแกง ฯลฯ ที่เป็นอาหารมื้อกลางวัน แต่หมายถึงการไปเลี้ยงอาหารเพื่อสังสรรค์ โดยมากจะเป็นอาหารที่มีไขมันสูง การกินอาหารนอกบ้านทำให้ต้องจ่ายค่าบริการเพิ่มขึ้นจึงเป็นการสิ้นเปลือง
  8. กินอาหารแต่พออิ่ม ไม่ตักหรือสั่งมามากเกินไปจนเหลือทิ้ง
  9. กินอาหารพร้อมๆกัน โดยเฉพาะมื้อเย็นที่บ้าน หรืออาหารมื้อกลางวันร่วมกับเพื่อนๆที่ทำงาน หรือนักเรียนที่โรงเรียน โดยทำอาหารคนละ 1 อย่าง ร่วมวงกัน จะทำให้แต่ละคนได้รับอาหารหลายอย่างหลากหลาย โดยไม่ต้องจ่ายค่าอาหารเพิ่ม
  10. ลดหรือเลิกการบริโภคอาหารฟุ่มเฟือย เช่น น้ำอัดลม เบียร์ หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่างๆ ที่ราคาแพงแต่ให้คุณค่าสารอาหารน้อย
  11. รู้วิธีเก็บรักษาอาหารสดไว้กินได้หลายวัน
  12. ปลูกผักสวนครัวไว้ทุกบ้าน การปลูกผักสวนครัว จะได้ทั้งการออกกำลังกาย ได้ความชื่นใจเมื่อผักเริ่มให้เก็บกินได้ หรือแม้แต่เฝ้าดูการเจริญเติบโต ได้ผักสด รสชาติอร่อย สะอาดและประหยัดค่าซื้อผัก

HOME
BACK
English Language

mailto:special@mail.rdpb.go.th