ใต้ร่มพระบารมีที่ทุ่งทะเล
           กว่าสามทศวรรษของการพัฒนาประเทศตามแนวทางของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เราคงมิอาจปฏิเสธได้ว่า ปัจจัยด้านทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างมากมาย ได้เอื้อประโยชน์ให้ประเทศไทย สามารถรักษาอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด
           ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรป่าไม้ นับเป็นหนึ่งในหลายๆปัจจัยที่ถูกนำมาใช้เป็นฐาน ในการพัฒนาประเทศในหลายๆด้าน โดยเฉพาะการขยายการผลิตทางอุตสาหกรรมเพื่อการสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่ประชาชน เมื่อการขยายตัวอย่างรวดเร็วของภาคอุตสาหกรรมส่งผลให้รายได้เฉลี่ยต่อหัว ของคนไทยสูงขึ้น ความต้องการทรัพยากรเพื่อนำมาใช้เป็นปัจจัยในการผลิตก็เพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว
. . . ในขณะที่พื้นที่ป่าไม้ได้ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว แต่
ความต้องการใช้ประโยชน์ทั้งจากไม้ใช้สอย และที่ดินเพื่อ
ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและอื่นๆ กลับเพิ่มขึ้น
ตามอัตราการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร . . .
           ข้อมูลจากกรมป่าไม้ยืนยันได้ว่า จากพื้นที่ของประเทศไทยทั้งสิ้น 320.7 ล้านไร่ พื้นที่ป่า ซึ่งได้หายไปในช่วงเวลา 28 ปี จากปี พ.ศ. 2504-2532 มีจำนวน 85.9 ล้านไร่ หรือหายไปในอัตรา เฉลี่ยปีละ 3.06 ล้านไร่ หากคิดคำนวณกันอย่างคร่าวๆ ปัจจุบันประเทศไทยก็ไม่น่าจะเหลือพื้นที่ป่า อยู่เกินร้อยละ 25.00
           ในขณะที่พื้นที่ป่าไม้ได้ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว แต่ความต้องการใช้ประโยชน์ทั้งจากไม้ใช้สอย และที่เพื่อประกอบอาชีพเกษตรกรรมและอื่นๆกลับเพิ่ม ขึ้นตามอัตราการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร ด้วยเหตุนี้วิกฤตการณ์แย่งชิงทรัพยากรอันจำกัด จึงเป็นปัญหาที่นับวันจะทวีความรุนแรง และขยายขอบเขตกว้างขวางขึ้น ดังเช่นที่ได้เคยเกิดขึ้นที่ป่าทุ่งทะเลแห่งนี้
           ป่าทุ่งทะเล เป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของป่าสงวนแห่งชาติป่าเกาะกลาง ตำบลเกาะกลาง อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ มีเนื้อที่รวมกันทั้งสิ้นประมาณ 4,700 ไร่
           ภูมิประเทศโดยทั่วไปของป่าทุ่งทะเล มีลักษณะเป็นเกาะที่มีสภาพทางธรรมชาติสวยงาม และมีความหลากหลายในชนิดของป่าอยู่ในอาณาบริเวณเดียวกัน ทั้งป่าบก ป่าชายเลน และป่าชายหาด โดยเฉพาะริมฝั่งทะเลด้านทิศตะวันตกของพื้นที่ ได้รับการกล่าวขวัญกันว่า มีหาดทรายขาวละเอียดที่สวยงาม ทอดยาวไปตามแนวชายฝั่งถึง 7 กิโลเมตร ส่วนพื้นที่ถัดมาด้านในจะเป็นทุ่งหญ้าสลับกับไม้พุ่ม บริเวณ กลางพื้นที่เป็นป่าพรุ และด้านในสุดเป็นป่าชายเลน
           จากสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายทางชีวภาพ ประกอบกับภูมิทัศน์ที่สวยงาม ทำให้ป่าทุ่งทะเลถูกหมายตาจากกลุ่มนายทุนที่ต้องการจับจองพื้นที่ไว้ เพื่อประกอบการด้านธุรกิจท่องเที่ยว โดยได้จ้างวาน ชาวบ้านในพื้นที่ซึ่งส่วนใหญ่มีฐานะยากจน ให้เข้าไปบุกรุกแผ้วถางป่าแล้วปลูกไม้ผล เพื่อหวังให้ทางราชการออกเอกสารสิทธิ์ แล้วนำมาขายต่อให้กับพวกตนเพื่อนำไปแสวงหาประโยชน์ต่าง
           ในขณะที่พื้นที่ป่าทุ่งทะเลได้ค่อยๆ เสื่อมโทรมและลดจำนวนลงด้วยสาเหตุดังกล่าว ก็ยังมีชาวบ้านอีกจำนวนหนึ่งที่คงรักและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติของท้องถิ่น ได้พยายามต่อต้านการกระทำของชาวบ้านที่ถูกกลุ่มนายทุนใช้เป็นเครื่องมือในทุกวิถีทาง จนเหตุการณ์ได้ค่อยๆ ลุกลามไปสู่ปัญหา ความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านทั้ง 2 กลุ่ม และเกิดการกระทบกระทั่งกันขึ้นในเวลาต่อมา จนกระทั่งนำไปสู่ การทูลเกล้าฯถวายฎีกาหลายครั้งหลายหน
           จังหวัดกระบี่ ได้พยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าวมาเป็นลำดับ จนมีแนวโน้มว่าเหตุการณ์ต่างๆ น่าจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น แต่ก็ยังปรากฏว่ามีการลักลอบบุกรุกแผ้วถางเพื่อหาประโยชน์จากพื้นที่ ป่าทุ่งทะเลอยู่เป็นระยะๆอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัญหาที่ดูเหมือนว่าจะยุติลงได้โดยง่าย กลับยังคงคุกรุ่นอยู่ และก่อนที่สถานการณ์ดังกล่าวจะพลิกฟื้นกลับคืนสู่ความขัดแย้งอีกครั้ง กลุ่มชาวบ้านที่ต้องการอนุรักษ์พื้นที่ ป่าทุ่งทะเลนี้ไว้ ได้ร่วมใจกันร้องขอให้จังหวัดกระบี่นำพื้นที่ป่าทุ่งทะเล จำนวน 4,700 ไร่ ขึ้นน้อมเกล้าฯ ถวายแด่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ด้วยแรงบันดาลใจที่พวกเขาได้รับรู้และเชื่อมั่นอยู่เสมอมา ว่าพระมหากรุณาธิคุณและพระราชปณิธานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของพระองค์ จะเป็นสิ่งเดียวที่จะปกปักรักษาป่าทุ่งทะเลที่พวกเขารักให้คงอยู่ และรอดพ้นจากชนวนแห่งความขัดแย้ง ได้ตลอดไป
. . . ด้วยพระอัจฉริยภาพของพระองค์ ทำให้ทรงเล็งเห็นถึง
ความสัมพันธ์เชื่อมโยงที่เป็นวงจร ระหว่างชีวิตกับธรรมชาติ
และการอยู่ร่วมกันด้วยดีในระบบนิเวศน์ โดยได้ทรงพยายาม
ที่จะให้ราษฎรมีความรัก ความผูกพันในทรัพยากรธรรมชาติ . . .

           จากการที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปในงานด้าน การพัฒนาในช่วงที่แปรพระราชฐานในท้องที่ต่างๆทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ร่วมกับพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว นั้น พระองค์ได้ทรงพบเห็นและทรงตระหนักดีว่า สภาพแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ของประเทศกำลังถูกทำลายลงอย่างน่าเป็นห่วง และผลจากการนี้เอง ได้กลายเป็นสาเหตุเบื้องต้นของ ความยากลำบากในการดำรงชีวิตของชาวชนบท
           ด้วยพระอัจฉริยภาพของพระองค์ ทำให้ทรงเล็งเห็นถึงความสัมพันธ์เชื่อมโยงที่เป็นวงจร ระหว่างชีวิตกับธรรมชาติและการอยู่ร่วมกันด้วยดีในระบบนิเวศน์ โดยได้ทรงพยายามที่จะให้ราษฎรมีความรัก ความผูกพันในทรัพยากรธรรมชาติ ดังจะเห็นได้ว่าโครงการมากมายหลายด้านอันเกี่ยวเนื่องกับสิ่งแวดล้อม ได้บังเกิดขึ้น โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ การอยู่ร่วมกันได้ด้วยดีของสรรพสิ่งทั้งหลายในระบบนิเวศน์ คือ ป่าและคน ดังความตามพระราชดำริตอนหนึ่ง ที่ว่า. . .
           ". . . คนไร้ที่อยู่อาศัยทำกินก็ต้องรู้สึกว่า พวกที่ต้องการรักษาป่าเป็นศัตรู ขัดขวางความสุข ของเขา ฉะนั้น ป่าก็ต้องเป็นของต้องห้าม ขัดประโยชน์ของพวกไร้ที่ดิน ทางเลือกเดียวก็คือ ทำให้ป่า เป็นที่อยู่ เป็นทางหากินของพวกเขา โดยมีคนของทางราชการช่วยเหลือและดูแลผลประโยชน์. . ."
           จากแนวพระราชดำริที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ "การอยู่ร่วมกันของคนกับป่า" นี้เอง ป่าทุ่งทะเล จึงได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้อยู่ภายใต้ร่มพระบารมีของพระองค์ นับตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2537 เป็นต้นมา พร้อมกับทรงมีพระราชดำริให้ดำเนินการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าไม้ สัตว์ป่าและรักษาไว้ซึ่งระบบนิเวศน์ของป่าทุ่งทะเล ตลอดจนให้ส่งเสริมอาชีพจากทรัพยากรที่มีอยู่เพื่อประโยชน์ของประชาชนที่อาศัยทำกิน อยู่ในพื้นที่ และด้วยพระมหากรุณาธิคุณนี้เอง ได้ทำให้แผ่นดินที่กำลังคุกรุ่นด้วยกลิ่นไอของความขัดแย้ง กลับค่อยๆสงบร่มเย็นขึ้นอีกครั้งอย่างน่าอัศจรรย์ใจ
           ด้วยความร่วมมือร่วมใจจากทุกฝ่าย ในอันที่จะสนองพระราชดำริที่พระราชทานไว้ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ จังหวัดกระบี่ กรมป่าไม้ และ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงาน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) จึงได้ร่วมกันจัดทำแผนแม่บทโครงการฟื้นฟูและ อนุรักษ์ป่าทุ่งทะเลอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ขึ้น มีระยะเวลาดำเนินการรวม 3 ปี (พ.ศ.2542-2544) เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินงานสนองพระราชดำริให้เป็นไปอย่างครบถ้วนและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น โดยเน้นการฟื้นฟูอนุรักษ์พื้นที่ควบคู่ไปกับการพัฒนาคนที่อยู่อาศัยทำกินบริเวณป่าทุ่งทะเลให้พออยู่พอกิน สามารถพึ่งตนเองได้ ซึ่งหากการพัฒนาได้ดำเนินการไปตามแผนที่วางไว้ นอกจากจะทำให้พื้นที่ป่าทุ่งทะเล ได้รับการฟื้นฟูบูรณะจนอยู่ในสภาพที่อุดมสมบูรณ์ดังเดิมแล้ว ผลของการพัฒนายังส่งผลให้ประชาชน ในพื้นที่ได้รับการยกระดับความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น
           นับเป็นเวลาที่ยาวนานต่อเนื่องมาหลายสิบปี จากการที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินตามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ในการพัฒนาและยกระดับชีวิต ความเป็นอยู่ของพสกนิกรในท้องถิ่นทุรกันดาร ภาพที่เราได้ประสบพบเห็นจนเป็นที่รับรู้อยู่ในมโนสำนึกของคนไทยมาเป็นเวลาช้านานก็คือ ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริมุ่งในการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรกรรม การอุปโภคบริโภค สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ก็มีพระราชดำริมุ่งในการอนุรักษ์ทรัพยากร ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม จนอาจกล่าวได้ว่า โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่เกิดขึ้นจากพระอัจฉริยภาพ ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้สนับสนุน สอดคล้อง และเกื้อกูลต่อพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสมือนเป็นดุลยภาพระหว่างการพัฒนากับการอนุรักษ์อย่างแท้จริง


HOME
BACK
English Language
 
mailto:special@mail.rdpb.go.th