"> หนึ่งในแนวพระราชดำริ

       "…เขื่อนป่าสักฯ อย่างที่ นายกฯ กล่าว มีประโยชน์มาก แม้ยังไม่ส่งน้ำสำหรับการเกษตรแท้ ๆ  แต่ได้ทำประโยชน์ ปีนี้เดือนตุลาคม-พฤศจิกายน เขากลัวน้ำท่วม แล้วบอกไปแล้วว่าโครงการป่าสักฯ มีไว้สำหรับน้ำแห้ง และน้ำเปียก  น้ำมาก น้ำเกิน  ทำให้มีความเสียหายทั้งเกษตร คือ ที่เพาะปลูกถูกน้ำท่วมก็เน่า  เมื่อเน่าเจ้าของคือเกษตรกรก็ไม่มีรายได้  ต้องช่วยเขา  เขาก็ต้องช่วยตัวเองด้วย  เสียหายมาก
       ด้านอื่นในกรุง ในเมืองก็มีน้ำมากไม่ได้ประโยชน์ ตรงข้าม มาท่วมถนนการจราจรติดขัด  ธุรกิจต่าง ๆ หยุดชะงักเสียหาย  ความเสียหายเหล่านี้คำนวณดู หมื่นล้านบาท…"

1 นายชวน  หลีกภัย  นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น

       ความตอนหนึ่งที่ได้อัญเชิญมาจากพระราชกระแสรับสั่งที่พระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานเมื่อวันที่ 23 ธันวา
คม 2542  ซึ่งเกี่ยวข้องกับประโยชน์ของเขื่อน ป่าสักชลสิทธิ์ ที่นอกจากจะเป็น
ประโยชน์ทางด้านเกษตรกรรมแก่ราษฎรโดยรอบพื้นที่แล้ว  ยังสามารถเป็น
กลไกหนึ่งที่ช่วยในการชะลอปริมาณน้ำประมาณ 800 ล้านลูกบาศก์เมตร  จาก
ลุ่มน้ำป่าสัก  ซึ่งในอดีตจะไหลมาบรรจบกับน้ำเหนือที่หลากลงมาทางแม่น้ำเจ้า
พระยา ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  ในช่วงประมาณเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกา
ยน อันเป็นสาเหตุของวิกฤตการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นกับกรุงเทพมหานครตลอด
มา

สถานีสูบน้ำชลหารพิจิตร

       การเกิดภาวะน้ำท่วมขังในพื้นที่กรุงเทพมหานคร    โดยมากมักเกิดในราวเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน  ซึ่งมาจากสาเหต
ุประการแรก  คือ  เป็นช่วงที่ปริมาณน้ำจำนวนมากจากตอนบนของประเทศจะหลากลงสู่พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา   เนื่องจากฝนที่
ตกชุกในช่วงก่อนหน้านั้น  และไหลลงมาปะทะกับระดับน้ำทะเลที่หนุนสูงขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุประการที่สองที่ทำให้น้ำปริมาณ
ดังกล่าวไม่สามารถระบายออกสู่ทะเลได้   จึงทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และเมื่อผนวกกับสาเหตุ
ประการสุดท้าย คือ ปริมาณน้ำฝนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล  โดยรอบเองที่มีปริมาณสูงเป็นปกติอยู่แล้ว จะยิ่ง
สนับสนุนให้เกิดปริมาณน้ำจำนวนมหาศาลที่จะเพิ่มสูงขึ้นในแม่น้ำเจ้าพระยาจนสามารถเอ่อท้นตลิ่ง และหลากเข้าท่วมขังสร้าง
ความเสียหายให้แก่พื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งตั้งอยู่สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาได้ในที่สุด

       ที่ผ่านมาในปี  2542  กรุงเทพมหานครสามารถรอดพ้นจากวิกฤตการณ์
น้ำท่วมขัง  ดังที่เคยประสบมา   ได้ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ในพระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว   ที่ได้พระราชทานแนวพระราชดำริ เพื่อเป็นแนวทางใน
การดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าว  อาทิ  โครงการแก้มลิงทั้งฝั่งตะวันออก
และตะวันตก การก่อสร้างคันกั้นน้ำป้องกันน้ำล้นตลิ่ง การขุดลอกและกำจัด
วัชพืชในคูคลองต่าง ๆ การขยายท่อลอดถนน การติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ
เครื่องสูบน้ำ และการก่อสร้างประตูระบายน้ำ    เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการ
ระบายน้ำออกจากพื้นที่กรุงเทพมหานคร   ให้สามารถรับมือกับปริมาณน้ำฝนท
ี่ตกลงมาได้ทันท่วงที   ทั้งนี้ ยังประกอบด้วยแนวพระราชดำริที่สำคัญเกี่ยวกับ
การบริหารจัดการน้ำที่เป็นต้นเหตุให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร  ซึ่ง
ทรง     พระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานไว้เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2542  
เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงานแก่เจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้อง  ณ พระราช
วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์    โดยสรุปแนวทางได้ดังนี้

  • น้ำเหนือ : เป็นน้ำที่มีปริมาณมากที่สุด เมื่อหลากมาถึงบริเวณทุ่งรังสิต
     มีรับสั่งให้พยายามผันน้ำให้ไหลไปลงยังคลอง 14 จากนั้นให้ผ่านไป
    ยังคลองแสนแสบ แต่ต้องสกัดกั้นมิให้ลงไปทางรามคำแหง ซึ่งจะเข้า
    ท่วมพื้นที่กรุงเทพฯ ได้ ทั้งนี้ ให้ปล่อยมาทางหนองจอกแทน โดยจะ
    มีคลองเชื่อมต่อไปลงยังแม่น้ำบางปะกง ซึ่งในช่วงเวลานั้นจะมีน้ำน้อย
     และนอกจากนั้นให้ผันเข้าสู่คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต และคลอง
    ชายทะเล อันเป็นแก้มลิงฝั่งตะวันออก เพื่อชะลอปริมาณน้ำจำนวน
    มากและทำการสูบระบายออกสู่ทะเลต่อไป

สถานีสูบน้ำตำหรุ

สระเก็บน้ำพระราม 9

  • น้ำทะเลหนุน : หลักการในการควบคุมและจัดการน้ำที่ได้พระราชทาน คือ ทรงให้คำนึงถึงความสัมพันธ์จากน้ำ 2
    ทาง คือ น้ำเหนือจากเขื่อนเจ้าพระยา ที่จังหวัดชัยนาท กับระดับน้ำทะเลที่หนุนสูง ซึ่งมักจะมาปะทะกันที่บริเวณตอน
    เหนือของกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ ทรงให้คำนวณถึงความสัมพันธ์และสอดคล้องของปัจจัย 2 ด้านคือ

ปี 2538 เปิดคันกั้นน้ำให้ไหลเข้า
พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย

       1. การคำนวณระยะเวลาการเดินทางของน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา ที่จะลง
มาก่อนถึงตอนเหนือของกรุงเทพฯ เพื่อนำมาใช้ควบคุมการปล่อยน้ำของเขื่อนฯ
 ให้สามารถหลีกเลี่ยงการปะทะกันของน้ำ  โดยพยายามผันน้ำเหนือไปลงทาง
แก้มลิงฝั่งตะวันออก
       2. การคำนวณวัน-เวลา และปริมาณการขึ้น-ลง ของระดับน้ำทะเล  เพื่อ
สามารถปิดกั้นน้ำทะเลที่หนุนสูง  มิให้มาสมทบกับน้ำจากทางเหนือได้เช่น
เดียวกัน
       นอกจากนี้ยังประกอบด้วยแนวพระราชดำริเพิ่มเติมในการก่อสร้างโครง
การเก็บกักน้ำในลักษณะ "แก้มลิง"  ที่จะช่วยเสริมให้การแก้ไขและบรรเทา
ปัญหาน้ำท่วมให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น  อาทิ

  • โครงการสระเก็บน้ำพระราม 9ฯ จังหวัดปทุมธานี สามารถช่วยชะลอ
    และเก็บกักน้ำในช่วงที่ไหลผ่านจังหวัดปทุมธานี   ได้ประมาณ 16 ล้าน
    ลูกบาศก์เมตร
  • โครงการพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย จังหวัดพระนคร
    ศรีอยุธยา สามารถช่วยชะลอและเก็บกักน้ำในช่วงที่ไหลผ่านจังหวัด
    พระนครศรีอยุธยาได้ประมาณ 1.2 ล้านลูกบาศก์เมตร

       โครงการดังกล่าวข้างต้น อาทิ โครงการเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ โครงการแก้ม
ลิง โครงการสระเก็บน้ำในที่ต่าง ๆ เป็นต้นนั้น   นอกจากจะเป็นประโยชน์เพื่อ
ช่วยสนับสนุนการบรรเทาปัญหาอุทกภัยแล้ว ยังสามารถเป็นแหล่งเก็บกักน้ำ
เพื่อนำมาใช้สนับสนุนการเกษตรกรรม อุปโภค-บริโภค แก่ราษฎรโดยรอบพื้นที่
ได้ซึ่งแม้ว่าจะเป็นการลงทุนที่สูง หากแต่เมื่อพิจารณาไกลออกไปถึงประโยชน์
มหาศาลอันจะเกิดขึ้นในอนาคต ก็นับเป็นสิ่งที่คุ้มค่าอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินการ
    ดังความบางตอน จากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระ
ราชทานเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2542  ความว่า

       "…ถ้านับดูปีนี้น่าจะมีความเสียหายหมื่นล้าน  ไม่ต้องเสีย 
และที่ไม่ต้องเสียก็ทำให้มีผลผลิต  โดยเฉพาะอย่างเกษตรกรเขาก็
มีผลผลิต  แม้จะปีนี้ซึ่งเขื่อนยังไม่ได้ทำงาน ไม่ได้ทำงานในด้าน
กิจการในด้านชลประทานก็ทำให้ป้องกันไม่ให้มีน้ำท่วม  ทำให
้เกษตรกร เพาะปลูกได้  ก็เป็นเงินหลายพันล้านเหมือนกัน  ฉะนั้น
ในปีเดียวเขื่อนป่าสักฯ นี้ได้คุ้มแล้ว คุ้มค่าที่ได้สร้าง…"

บริเวณพระราชานุสาวรีย์สมเด็จ
พระสุริโยทัย เมื่ออุทกภัย ปี 2538

บริเวณพระราชานุสาวรีย์
สมเด็จพระสุริโยทัยในปัจจุบัน

แผนที่โดยสังเขป : การจัดการปัญหาน้ำท่วมพื้นที่
กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ตามพระราชดำริ

Home 

Mail to Chaipattana Network 

Thai Language