จากการประเมินผลโครงการ
ได้นำเอาแนวพระราชดำริบางประการไปใช้ในโครงการ เช่น สร้างฝายชลอน้ำ หรือ
check-dam หรือฝายแม้ว ประมาณ 40 ฝาย เป็นแบบอย่างให้แก่ทางเวียดนามนำไปขยายผลต่อไป
การฟื้นฟูป่า ดำเนินการไปอย่างได้ผล โดยใช้แรงงานของเกษตรกร ซึ่งเป็นพวกเชื้อชาตินุง
พูดไทยได้บ้างแต่ฟังไม่ค่อยออก มีการปลูกไม้ โตเร็ว เช่น กระถินณรงค์
เป็นแนวเพื่อกันดินกัดเซาะ แล้วปลูกไม้สนและไม้ผลระหว่างแนว มีการปลูกพืชคลุมดิน
ซึ่งให้ปุ๋ย ไปพร้อมกันด้วย ชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการมีรายได้เป็นกอบเป็นกำจากค่าจ้างปลูกป่า
ในพื้นที่ส่วนหนึ่งของเกษตรกร มีการปลูกลิ้นจี่ ซึ่งเป็นสินค้าพื้นเมืองของจังหวัดบักจาง
มีการทำลิ้นจี่แห้ง พร้อมทั้งผลไม้อื่นด้วย เช่น ส้มโอ น้อยหน่า เลี้ยงไก่แบบปล่อย
มีควาย และหมูบ้าง ทำนาในพื้นที่ลุ่ม ข้าวที่ปลูกเป็นข้าวพันธุ์เบาเมล็ดสั้นตามความนิยมของคนเวียดนาม
ในบริเวณโครงการมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่พอสมควรที่สร้างมาแล้วประมาณ
20 ปี ภูมิทัศน์สวยงาม รอบๆ เป็นป่าสนซึ่งทางการเวียดนามปลูกฟื้นฟูไว้นานแล้ว
โครงการความช่วยเหลือของไทยก็ปลูกเพิ่มเติมอีก คิดเป็นเนื้อที่ ประมาณ
1,700 ไร่ แต่ขาดกิจกรรมประมงไปอย่างน่าเสียดาย จึงได้เสนอแนะเรื่องประมงหมู่บ้าน
หรืออาจจะเลี้ยงปลา ในกระชัง ทำให้ได้โปรตีนราคาถูก และเกษตรกรมีรายได้เพิ่มเติม
เกษตรกรมีสวนหลังบ้านในลักษณะค่อนข้างปล่อยปละ
หากแนะแนวทางให้เข้าใจการจัดการพื้นที่เกษตรกรรม ตามแนวทางทฤษฎีใหม่คงจะมีชีวิตที่พอเพียงได้ไม่ยากนัก
เพราะเกษตรกรเวียดนามมีความขยันขันแข็งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงได้เสนอแนะกรมวิเทศสหการและผู้ปฏิบัติว่า
บริเวณหน้าเขื่อนซึ่งมองลงไปแล้วบังเอิญมีโครงสร้างพื้นที่ตามแนวทฤษฏีใหม่
อยู่แล้วบริเวณหนึ่ง มีการทำนา มีสระที่ขุดไว้แล้ว ขาดแต่ส่วนของพืชไร่
พืชสวน ไม้ผลเท่านั้น หากปรุงแต่งสักนิด เพิ่มกิจกรรมที่ขาดไป เช่น ไม้ผล
พืชไร่ พืชสวน เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงปลา ก็จะเป็นรูปแบบตามแนวทฤษฏีใหม่ได้เป็นอย่างดี
และยังสามารถจัดเป็นสถานที่อบรม สาธิต ให้เกษตรกรได้เรียนรู้ นำรูปแบบไปปรับใช้กับพื้นที่ตัวเองได้เป็นอย่างดี
ก็จะทำให้ชีวิตดำรงอยู่อย่างพอเพียงยั่งยืน ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับรายได้ที่มาในระยะสั้นๆ
เช่น รับจ้างปลูกป่าเท่านั้น