เมื่อปี 2536 นายโด เหม่ย เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามได้มาเมืองไทยและได้มีโอกาสไปดูงานที่ศูนย์ศึกษา การพัฒนา ห้วยฮ่องไคร้ฯ ดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ผมได้มีโอกาสบรรยาย และนำนายโด เหมื่อย เยี่ยมชมกิจกรรมต่างๆ ของศูนย์ฯ นายโด เหม่ย มีความประทับใจมากและขอร้องให้ช่วย เวียดนามในการฟื้นฟูป่า ตามแนวพระราชดำริ ตามที่ได้เห็นจากศูนย์ห้วยฮ่องไคร้ ต่อจากนั้น รัฐบาลเวียดนามจึงขอความร่วมมือจากรัฐบาลไทยภายใต้งบช่วยเหลือ ผ่านกรมวิเทศสหการ เมื่อฝ่ายไทยได้อนุมัติโครงการ ความช่วยเหลือ ดังกล่าวแล้วกรมวิเทศสหการได้มอบหมายให้กรมป่าไม้ เป็นผู้รับผิดชอบ และเริ่มโครงการฟื้นฟูป่าที่ อำเภอควนตัน จังหวัดบักจาง (Bac Giang ) ซึ่งอยู่ห่างจากฮานอยประมาณ 50 กิโลเมตร

           หลังจากดำเนินการมา 3 ปี ในปีหน้าซึ่งเป็นปีสุดท้ายของโครงการ กรมวิเทศสหการจึงอยากจะทำการประเมินผล โครงการ โดยคณะวิชาการอิสระ จึงขอความร่วมมือจากคลังสมอง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ และได้ทาบทามขอให้ผมเป็นหัวหน้าคณะประเมินผลจัดทีมงานปฏิบัติภารกิจดังกล่าว

           เมื่อผมตกลงแล้ว จึงจัดตั้งทีมงานประกอบด้วย ดร. วีระชัย ณ นคร ด้านป่าไม้ คุณปณิธาน ยามวินิจ ด้านชุมชน จากสภาพัฒน์ คุณดนุชา สินธวานนท์ ผู้อำนวยการภาคเหนือของสำนักงาน กปร. ดูแลศูนย์ห้วยฮ่องไคร้ฯ และคุณศุลีพร บุญบงการ ทำหน้าที่ เลขานุการคณะทำงาน

           เมื่อจัดทีมงานได้แล้ว จึงกำหนดตารางเวลาทำงานคือ ระหว่างวันที่ 10 กันยายน - 14 กันยายน 2544 เป็นเวลา 5 วันทำการโดยมี เจ้าหน้าที่กรมวิเทศสหการ คือ คุณสายัณห์ กองโกย และคุณเตชภาส ฉั่ววิเชียร ตลอดจนคุณพยงค์ ฉัตรวิรุฬ ผู้อำนวยการโครงการ และคุณปิยะพิณ ปัญญาชีวะ จากสถานทูตไทย เดินทางไป ปฏิบัติงานในพื้นที่โครงการ โดยมีภารกิจ 3 ประการ คือ

           - ประเมินผลสำเร็จของโครงการตลอดจนผลกระทบต่อประชาชนในบริเวณโครงการ
           - เสนอแนะแนวทางการปรับปรุงกิจกรรมต่างๆ ในปีสุดท้ายที่เหลือ
           - เสนอแนะแนวนโยบายในความร่วมมือของเงินช่วยเหลือไทย-เวียดนามในอนาคต



          จากการประเมินผลโครงการ ได้นำเอาแนวพระราชดำริบางประการไปใช้ในโครงการ เช่น สร้างฝายชลอน้ำ หรือ check-dam หรือฝายแม้ว ประมาณ 40 ฝาย เป็นแบบอย่างให้แก่ทางเวียดนามนำไปขยายผลต่อไป การฟื้นฟูป่า ดำเนินการไปอย่างได้ผล โดยใช้แรงงานของเกษตรกร ซึ่งเป็นพวกเชื้อชาตินุง พูดไทยได้บ้างแต่ฟังไม่ค่อยออก มีการปลูกไม้ โตเร็ว เช่น กระถินณรงค์ เป็นแนวเพื่อกันดินกัดเซาะ แล้วปลูกไม้สนและไม้ผลระหว่างแนว มีการปลูกพืชคลุมดิน ซึ่งให้ปุ๋ย ไปพร้อมกันด้วย ชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการมีรายได้เป็นกอบเป็นกำจากค่าจ้างปลูกป่า ในพื้นที่ส่วนหนึ่งของเกษตรกร มีการปลูกลิ้นจี่ ซึ่งเป็นสินค้าพื้นเมืองของจังหวัดบักจาง มีการทำลิ้นจี่แห้ง พร้อมทั้งผลไม้อื่นด้วย เช่น ส้มโอ น้อยหน่า เลี้ยงไก่แบบปล่อย มีควาย และหมูบ้าง ทำนาในพื้นที่ลุ่ม ข้าวที่ปลูกเป็นข้าวพันธุ์เบาเมล็ดสั้นตามความนิยมของคนเวียดนาม

          ในบริเวณโครงการมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่พอสมควรที่สร้างมาแล้วประมาณ 20 ปี ภูมิทัศน์สวยงาม รอบๆ เป็นป่าสนซึ่งทางการเวียดนามปลูกฟื้นฟูไว้นานแล้ว โครงการความช่วยเหลือของไทยก็ปลูกเพิ่มเติมอีก คิดเป็นเนื้อที่ ประมาณ 1,700 ไร่ แต่ขาดกิจกรรมประมงไปอย่างน่าเสียดาย จึงได้เสนอแนะเรื่องประมงหมู่บ้าน หรืออาจจะเลี้ยงปลา ในกระชัง ทำให้ได้โปรตีนราคาถูก และเกษตรกรมีรายได้เพิ่มเติม

          เกษตรกรมีสวนหลังบ้านในลักษณะค่อนข้างปล่อยปละ หากแนะแนวทางให้เข้าใจการจัดการพื้นที่เกษตรกรรม ตามแนวทางทฤษฎีใหม่คงจะมีชีวิตที่พอเพียงได้ไม่ยากนัก เพราะเกษตรกรเวียดนามมีความขยันขันแข็งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงได้เสนอแนะกรมวิเทศสหการและผู้ปฏิบัติว่า บริเวณหน้าเขื่อนซึ่งมองลงไปแล้วบังเอิญมีโครงสร้างพื้นที่ตามแนวทฤษฏีใหม่ อยู่แล้วบริเวณหนึ่ง มีการทำนา มีสระที่ขุดไว้แล้ว ขาดแต่ส่วนของพืชไร่ พืชสวน ไม้ผลเท่านั้น หากปรุงแต่งสักนิด เพิ่มกิจกรรมที่ขาดไป เช่น ไม้ผล พืชไร่ พืชสวน เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงปลา ก็จะเป็นรูปแบบตามแนวทฤษฏีใหม่ได้เป็นอย่างดี และยังสามารถจัดเป็นสถานที่อบรม สาธิต ให้เกษตรกรได้เรียนรู้ นำรูปแบบไปปรับใช้กับพื้นที่ตัวเองได้เป็นอย่างดี ก็จะทำให้ชีวิตดำรงอยู่อย่างพอเพียงยั่งยืน ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับรายได้ที่มาในระยะสั้นๆ เช่น รับจ้างปลูกป่าเท่านั้น



           ทางฝ่ายเวียดนามมีเจตนารมณ์ที่จะพัฒนาการท่องเที่ยวในจังหวัดบักจางด้วย และเนื่องจากบริเวณ โครงการฟื้นฟูป่า มีภูมิประเทศสวยงามอยู่แล้ว มีอ่างเก็บน้ำคล้ายทะเลสาบ มีป่าสน จึงขอเพิ่มกิจกรรมโดยปรับปรุง เกาะเล็กๆ เป็นสวนรุกขชาติ และสร้างจุดรับนักท่องเที่ยวและแสดงนิทรรศการต่างๆ เป็นรูปทรงเรือนไทย ก็คงจะเป็นสิ่งที่ดีและน่าชื่นชมที่ได้แสดง สถาปัตยกรรมไทยเป็นสัญญลักษณ์อยู่ในโครงการ

          จะเห็นได้ว่า แนวพระราชดำริต่างๆ ตลอดจนต้นแบบ หรือตัวอย่าง ที่ทรงแสดงให้พวกเราพสกนิกรชาวไทย ได้เห็นได้เรียนรู้ และนำไปปฏิบัติกันนั้นแม้ต่างชาติมาพบมาเห็น ก็รู้สึกประทับใจ และใคร่อยากจะนำไปใช้ประโยชน์ ในบ้านในเมืองของตนด้วย ดังเช่น มีโครงการพระราชดำริของพระองค์เกิดขึ้นในลาว และแนวพระราชดำริด้านฟื้นฟูป่า ก็ได้นำไปใช้ในเวียดนาม นอกจากนั้น ในแต่ละปีที่ผ่านมามีชาวต่างชาติเข้ามาดูงาน มาฝึกงานในโครงการพระราชดำริ ในศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ จำนวนมากมายหลาย สิบประเทศ พระอัจฉริยภาพของพระองค์นั้นได้แพร่ขจรขจายไปไกล สร้างประโยชน์ให้ไม่เพียงประชาชนชาวไทยเท่านั้น แต่มวลมนุษย์โลกด้วย ภูมิทัศน์บริเวณโครงการฯ ตามที่ลาด มีกิจกรรมปลูกป่าโดยมีการปลูกพืช หรือต้นไม้กันการกัดเซาะพังทลาย ไว้ด้วย แต่ยังไม่ใช้แฝก Check Dam หรือฝายชลอน้ำ สร้างเป็นต้นแบบให้แก่ชาวเวียดนามดู พื้นที่บริเวณหน้าเขื่อนซึ่งควรจะปรับ เป็นพื้นที่สาธิต แปลงทฤษฎีใหม่ได้ เพราะมีสระเก็บน้ำ นาข้าว อยู่แล้ว เพิ่มเติมกิจกรรม ผัก ไม้ผล และเลี้ยงสัตว์ ก็จะสมบูรณ์ เกษตรกรชาวเวียดนามที่เข้าร่วมโครงการ เคยมาดูงานและอบรมที่เพชรบุรี เลยใส่เสื้อยืดมาต้อนรับด้วยคณะประเมินผลกำลัง สัมภาษณ์เกษตรกรชาวเวียดนามในโครงการ