หมู่บ้านเล็กๆ ติดทะเลใกล้เขาทีมีรูปร่างลักษณะเหมือนเต่าที่ตำบลหนองแก อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีชื่อที่ เรียกกันว่า "บ้านเขาเต่า"   ชาวบ้านที่นี่มีอาชีพประมงมาแต่ครั้งรุ่นปู่ย่าตายาย    แต่ในสมัยนั้นชีวิตความเป็นอยู่ยากลำบากกว่า ที่เป็นในปัจจุบันมากถนนหนทางก็ลำบาก เป็นดินเลน มีหลุมบ่อเต็มไปหมด ไม่มี "น้ำ" สำหรับดื่มกิน ต้องไปหาบมาจาก "ตาน้ำ" ที่มีอยู่ในหมู่บ้านและยังไม่มีน้ำสำหรับการปลูกพืชอีกด้วย อีกทั้ง "ดิน"ก็ไม่เอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูกเลย            

         ในวันหนึ่งของปี 2496 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปบ้านเขาเต่า โดยรถจี๊บโปโลและรถยนต์ พระที่นั่งจมเลนในตะกาด ทุกคนที่ไปในวันนั้นต้องลงมาช่วยกันเข็น ตะกาดนี้ เป็นภาษาท้องถิ่น หมายถึง เป็นที่ที่น้ำทะเล ขึ้นมาเมื่อถึงเวลาน้ำลง พื้นที่ตรงนั้นก็กลายเป็นเลน ทำอะไรไม่ได้ แม้แต่ต้นไม้ก็ยังขึ้นไม่ได้ มีเพียงปูตัวเล็กๆ ที่เรียกว่า ปูเปี้ยว อยู่เต็มไปหมด

            "หมู่บ้านเขาเต่า" จึงเป็นเสมือนโรงเรียนธรรมชาติแห่งแรก ที่ได้ทรงศึกษาปัญหาทั้งเรื่อง น้ำ และ ดินโดยทรงเริ่ม แก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำจืดของชาวบ้านที่นี่เป็นลำดับแรก โดยพระราชทานพระราชทรัพย์ 60,000 บาท แก่กรมชลประทานก่อสร้างทำนบดินปิดกั้นน้ำทะเลไม่ให้ไหลลงสู่ทะเล ทำให้เกิดเป็นอ่างเก็บน้ำสำหรับชาวบ้านได้ใช้ทั้งการ อุปโภค บริโภค เลี้ยงปลา รวมทั้งเพื่อการเพาะปลูกพืชอีกด้วย

            "อ่างเก็บน้ำเขาเต่า" แห่งนี้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของพระราชดำริเรื่องน้ำที่ทรงเห็นความจำเป็นอย่างยิ่งยวดว่าน้ำคือชีวิต ของประชาชน

          เหตุการณ์ "รถจี๊บโปโลจมเลนในตะกาด" เดียวกันนี้ ยังเป็นจุดเริ่มต้นของ "การพัฒนาปรับปรุงดิน" ที่เสื่อมคุณภาพ ทรงสนพระทัยศึกษาปัญหา "ดินในตะกาด" ของบ้านเขาเต่าที่ไม่สามารถเพาะปลูกได้ ดังนั้น จึงทรงให้ผู้เชี่ยวชาญดิน ชาวต่างประเทศ ตรวจวิเคราะห์ดิน ซึ่งลงความเห็นเมื่อ 40 ปีที่แล้วว่า "เป็นดินที่พืชไม่ขึ้น เป็นดินที่เลวที่สุดในโลก"

          บัดนี้ ... ในบ่ายของวันที่ 6 ตุลาคม 2544 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินมายังสถานที่แห่งนี้ อีกครั้งหนึ่งแต่ในสถานภาพของ "ครู " ผู้เมตตา ทรงสอนเรื่องดินและน้ำและธรณีวิทยาแก่คณะนักเรียนระดับมัธยมต้นและปลาย ผู้โชคดีของโรงเรียนวังไกลกังวล ที่ไม่อาจจะหาช่วงเวลาอันเป็น มงคล ที่ประเสริฐกว่านี้ได้อีกแล้วในชีวิต เพราะ มีครู เป็น "ในหลวง"



          "...ถ้าดินอยู่เฉยๆ ไม่ได้ปลูกอะไร มันไม่ทำงาน นี่มันทำงาน จะเห็นเป็นปมๆ ถ้าอยากให้ดีใส่ถั่ว (ปลูกถั่วปรับปรุงดิน)..." พระราชกระแสนี้ เป็นการสอนนักเรียนโรงเรียนวังไกลกังวลเกี่ยวกับดิน ที่บริเวณหน้าโรงเรียนเทศบาลเขาเต่า เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ที่ใครหลายคนคงเห็นและจำได้ดีว่า วันนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นครูสอนวิชาว่าด้วย "เรื่องดิน"

          การสอนในครั้งนี้เป็นพระราชประสงค์ให้เด็กนักเรียนมีโอกาสได้เรียนรู้จากสภาพความเป็นจริงซึ่งจะเป็นประสบการณ์
ที่นอกจากจะได้ความรู้แล้ว ยังสามารถจดจำได้ดีและเข้าใจมากกว่าการเรียนรู้ภายในห้องเรียน ทำให้นักเรียนได้ฝึกการคิดเป็น ทำเป็นและสนใจใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งนับเป็นกระบวนการเรียน - การสอนแนวใหม่ที่ "การปฏิรูประบบการศึกษา" ที่กำลังจะ เกิดขึ้นในอนาคตควรตระหนักถึงและนำเป็นแบบอย่าง  

          นอกจากนี้ ยังสะท้อนให้เห็นว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทรงหาวิธีการแก้ไขปัญหาดินจาก "ดินที่เลวที่สุดในโลก" กลายเป็นดินที่สามารถ "ปลูกข้าวปลูกผัก" ได้  

         การปรับปรุงคุณภาพดินที่บ้านเขาเต่า ใช้วิธีการง่ายๆ ตามแนวพระราชดำริ           "..เอาทรายมาใส่ ประมาณ 50 ซม. หรือ 1 เมตร แล้วเอาดินเชิงเนินมาใส่..." เพื่อไม่ให้ออกซิเจนเข้าไปในดินและจะได้ พัฒนาดินนั้นได้           "...40 ปีกว่า 50 ปี มานี้เขาใช้อย่างนี้ เจาะลงไปเป็นดินที่เลว ใช้ไม่ได้ ปลูกหญ้าก็ไม่ขึ้น ... หลายปี ดินมันก็สลายไป เปลี่ยนไปเป็นดินที่ใช้ได้ ... ปลูกหญ้า ปลูกต้นไม้ ... ทำให้ดินเปลี่ยนแปลง..."


 

          ต่อมา เมื่อทรงศึกษาถึงศักยภาพของหญ้าแฝกว่ามีผลต่อการปรับปรุงคุณภาพดินด้วย ดังนั้น "...ใส่หญ้าแฝกไป หญ้าแฝกเจาะลงไปแล้วก็พาพวกจุลินทรีย์ลงไปด้วย... ดูดไนโตรเจน แล้วก็เปลี่ยนแปลงไปเป็นปุ๋ยไนโตรเจน เป็นปมๆ ทำให้ดินดีขึ้น..." ที่เขาชะงุ้ม จังหวัดราชบุรี เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ทรงนำมาอธิบายแก่เด็กนักเรียน ว่า "...ที่เขาชะงุ้ม ทีแรกไม่ได้เป็นดิน เป็นหินลูกรัง ... ก็ไปทำกลายเป็นดิน แล้วก็ปลูกพืชอะไรต่างๆ สามารถที่จะใช้ได้ เดี๋ยวนี้สบายมาก..."

          "ยังไม่ได้เรียน" นักเรียนคนหนึ่งพูดขึ้น เมื่อทรงซักถามเกี่ยวกับเคมี   "อ้าว ... ยังไม่ได้เรียน ? เรียนเคมีมีทฤษฎี ...น้ำ H2O H ไฮโดรเจน O ออกซิเจน H มี 2 ... แล้วนี่ S ซัลเฟอร์ มาโดนออกซิเจนเป็น SO ผสมกับน้ำเป็น H2SO4 เป็นซัลฟูริค แอซิค ต่อไป...ถึงว่ามาทำนี่...ดร.พิสุทธิ์ เขาเป็น ผู้เชี่ยวชาญดิน เคมีดิน แล้วก็อันนี้มาใช้อะไรได้...ไม่ได้ ถึงว่าได้นี่ เราต้องปรับปรุง เราอยากทำตรงนี้ให้ดีขึ้น ...ปรับปรุง ให้เป็นดินที่ไม่มี ความละเอียดพิเศษ ต้องใช้เวลาอย่างที่อาจารย์ว่า ดร. พิสุทธิ์ บอกว่ายิ่งใส่น้ำแล้วเอาน้ำออกจะยิ่งเปรี้ยว บอกทำอะไรไม่ได้ ปลูกข้าวปลูกผัก ... ปลูกข้าวไม่ได้"

          ทรงอธิบายเรื่องแกล้งดินเพิ่มเติม ว่า "...เราจะแกล้งดิน แกล้งดินให้ดินนั้นกลายเป็นโรงงานทำซัลฟูริค แอซิค ...แล้วปลูกข้าว ขึ้นมานิดหนึ่ง ... มันใช้ไม่ได้ ... เอาน้ำออก รอให้น้ำเข้าก่อนแล้วปลูกใหม่ ขึ้นสูงสองเท่า ... ทำอย่างนี้ ที่ดินที่เราทำ แทนที่จะทำปีละครั้ง ปลูกข้าวปีละครั้ง เราไปปลูกข้าวปีละสามครั้ง ... ให้ดินพักหน่อย แล้วปีต่อไปทำใหม่..."           และในที่สุด "...โครงการแกล้งดิน กลายเป็นส่งเสริมดินให้ดี..."

          ก่อนเสด็จฯ   กลับในวันนั้นเด็กนักเรียนพร้อมใจกันกราบพระบาทด้วยสำนึกในพระเมตตาและพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงถ่ายทอดวิชาความรู้ เกี่ยวกับการปรับปรุงคุณภาพดิน จากสิ่งที่ทรงประสบและแก้ไขปัญหาด้วยพระองค์เอง ณ ห้องเรียน ธรรมชาติที่บ้านเขาเต่า นับเป็นมงคลแห่งชีวิตที่มิอาจลืมได้เลย