สภาวะน้ำท่วมและการขาดแคลนน้ำเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเสมอควบคู่กันไปทุกปีสร้างความเสียหายให้แก่พืชผลทางการเกษตร และความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเกษตรกรที่อาศัยน้ำเป็นปัจจัยหลักในการเพาะปลูกต่างได้รับความเดือดร้อน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักถึงปัญหาความทุกข์ยาก และการขาดแคลนน้ำของราษฎรเป็นอย่างดี ในการเสด็จพระราชดำเนินไปในท้องถิ่นทุรกันดาร เพื่อทรงเยี่ยมเยียนและทรงซักถามถึงปัญหาความเดือดร้อนข องราษฎรและทรง ทราบว่า ปัญหาที่สำคัญที่สุด คือ "น้ำ"ด้วยเหตุนี้โครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านการพัฒนาแหล่งน้ำจึงเกิดขึ้น ดังเช่น โครงการเขื่อนคลองท่าด่านอันเนื่องมาจากพระราชดำริจังหวัดนครนายก

นครนายก เป็นจังหวัดที่อยู่ในเขตพื้นที่ราบลุ่มภาคกลางที่ประสบปัญหาภัยน้ำท่วมและความแห้งแล้งที่มาเยือนพร้อมๆ กับปัญหาดินเปรี้ยว ส่งผลกระทบต่อชาวนา ที่ไม่สามารถปลูกข้าวได้ผลผลิตดี ได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชดำรัสเกี่ยวกับจังหวัดนครนายกว่า

"...ในสมัยก่อนรัฐบาลไม่เก็บภาษีที่นาเพราะทำนาไม่ค่อยได้ผลจึงได้ชื่อว่าจังหวัดนครนายก ทางรัฐบาลไม่เก็บภาษีคือ ยกภาษีของนา เพราะว่าทำอะไรไม่ได้..." ประชาชนแถบลุ่มน้ำนครนายกต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ อยู่นานปี และด้วยพระเมตตาที่ทรงห่วงใยราษฎร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงเสด็จพระราชดำเนินไปยังพื้นที่ที่ประสบปัญหาด้วยพระองค์เอง ทรงรับทราบปัญหาและมีพระราชดำริว่า

"การพัฒนาลุ่มน้ำนครนายกตอนบนจะช่วยผ่อนทุกข์หนักให้เป็นเบา ระบบชลประทานจะช่วยควบคุมปริมาณน้ำไม่ให้ไหลท่วมผืนดิน และเก็บกักน้ำไว้ใช้ในยามแล้งรวมทั้งลดปัญหาดินเปรี้ยว เมื่อผืนดินกลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์จะเพาะปลูกอะไรก็ย่อมทำได้ ชาวบ้านจะมีกินมีใช้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น"




           โครงการเขื่อนคลองท่าด่านอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งอยู่บริเวณบ้านท่าด่าน ตำบลหินตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติให้กรมชลประทานดำเนินงานโครงการ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2540-2547 รวมระยะเวลา 8 ปี ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 10,193,000,000 บาท

           เขื่อนคลองท่าด่าน มีคุณลักษณะที่แตกต่างจากเขื่อนทั่วไป คือ เป็นเขื่อนคอนกรีตบดอัดที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีปริมาตรคอนกรีตบดอัด (Roller Compacted Concrete) ถึง 5,470,000 ลูกบาศก์เมตร สูง 93 เมตร ยาว 2,720 เมตร ขนาดความจุ 224 ล้านลูกบาศก์เมตร การก่อสร้างได้อาศัยหลักการของทฤษฎีคอนกรีตบดอัด ซึ่งเป็นเทคโนโลยี ของการผสมผสานระหว่างวิศวกรรมงานคอนกรีตกับวิศวกรรมงานดิน โดยพัฒนาจากการใช้วัสดุคอนกรีตเหลวมาเป็น คอนกรีตแห้งด้วยวิธีการนำเอาเถ้าลอยลิกไนท์ (Fly Ash) ซึ่งเป็นกรด ที่ได้จากเหมืองแม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง มาใช้เป็นส่วนผสมแทนซีเมนต์บางส่วน แล้วบดอัดด้วยรถบดแบบสั่นสะเทือนเหมือนการบดอัดดิน

          วัสดุเถ้าลอยลิกไนท์มีคุณสมบัติช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ทำให้คอนกรีตลื่นไหลได้ดีขึ้น ช่วยเพิ่มแรงยึดเหนี่ยว ในระยะยาว และลดการแตกร้าวที่เกิดจากการหดตัวที่ไม่เท่ากัน ทำให้งานก่อสร้างดำเนินการได้รวดเร็วขึ้น นอกจากนี้ การนำเถ้าลอยลิกไนท์มาเป็นส่วนผสมของคอนกรีตบดอัด ทำให้สามารถลดปริมาณปูนซีเมนต์ลงได้มาก เป็นการประหยัด งบประมาณในการก่อสร้าง


          เขื่อนคลองท่าด่านที่สร้างขึ้นนี้ มีพระราชดำริให้สร้างครอบฝายท่าด่านเดิม ซึ่งเป็นฝายที่ใช้งานมานาน แต่ส่งน้ำ ให้แก่เกษตรกรได้เพียงหมื่นไร่ และจากการดำเนินงานดังกล่าวทำให้สามารถประหยัดงบประมาณในการก่อสร้างได้ จำนวนหนึ่ง เพราะใช้ระบบส่งน้ำเดิมที่มีอยู่แล้วและนำมาปรับปรุงใหม่ และที่ดินที่ใช้ในการก่อสร้างส่วนใหญ่เป็นที่ดิน ของกรมชลประทานประมาณ 500 ไร่ จึงมีการเวนคืนที่ดินจากราษฎรเพียงเล็กน้อย

 


ประโยชน์ที่ได้จากการสร้างเขื่อนคลองท่าด่านมีนานัปการดังนี้  

          1.  ส่งน้ำเพื่อการเกษตรให้แก่พื้นที่ชลประทานรวม 185,000 ไร่ ได้แก่ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานครนายก 165,000 ไร่ โครงการท่าด่านเดิม 6,000 ไร่ และโครงการท่าด่านส่วนขยาย 14,000 ไร่ มีเกษตรกรได้รับผลประโยชน์ ประมาณ 5,400 ครัวเรือน
          2.  ช่วยลดความเสียหายจากอุทกภัยในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำนครนายกลงได้ ร้อยละ 35
          3.  ส่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคปีละ 16 ล้านลูกบาศก์เมตร ให้แก่พื้นที่ชุมชนต่างๆ ของ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง อำเภอปากพลี อำเภอองครักษ์ และอำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก
          4.  การมีน้ำชลประทานจะช่วยชะล้างหน้าดินเปรี้ยวให้มีสภาพความเป็นกรดลดลง ส่งผลต่อการเพิ่มผลผลิต ในเขตพื้นที่ชลประทาน
          5.  ผลพลอยได้ คือ สามารถจับปลาจากอ่างเก็บน้ำได้ปีละ 58,000 กิโลกรัม


          นอกจากจะช่วยแก้ไขปัญหาหลักดังกล่าวแล้ว การก่อสร้างเขื่อนคลองท่าด่านก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางอ้อมอื่นๆ ตามมา เช่น ทัศนียภาพและสิ่งแวดล้อมบริเวณตัวเขื่อนและรอบอ่างเก็บน้ำจะพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว ทั้งในเชิงสันทนาการและการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ในอนาคตพื้นที่อ่างเก็บน้ำจะกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำนานาชนิด รวมไปถึงเป็นแหล่งชุมนุมนกนานาพันธุ์ นอกจากจะสร้างความสมบูรณ์ทางระบบนิเวศน์และความหลากหลายทางชีวภาพแล้ว ยังช่วยสร้างงาน สร้างรายได้กับราษฎรในท้องถิ่นด้วย



       

   เขื่อนคลองท่าด่าน เริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2542 และกำหนดแล้วเสร็จ ในวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2547 รวมระยะเวลา 1,825 วัน
          เมื่อวันเสาร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2544 นับเป็นวันมหามงคลยิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางศิลาฤกษ์โครงการเขื่อน คลองท่าด่านอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ณ บ้านท่าด่าน อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก ซึ่งนับเป็นสิริมงคล และเป็นขวัญกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงประชาชนที่มาเข้าเฝ้าฯ และรับเสด็จเป็นล้นพ้น
          จากวันนี้ ไปอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เมื่อถึงคราวเกิดพายุฝนกระหน่ำ หรือภัยแล้งมาเยือน แม่น้ำนครนายก จะไม่เหือดแห้ง หรือไหลบ่าเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎรอีกแล้ว รวมถึงชาวบ้านที่ครั้งหนึ่งต้องนั่งเฝ้าดูโชคชะตาตนเอง ด้วยความท้อแท้สิ้นหวังจะกลับมายิ้มได้อีกครั้ง "เขื่อนคลองท่าด่าน" จะเป็นผู้สร้างชีวิตและความหวังให้กับประชาชน ในแถบลุ่มน้ำนครนายก ต่อไปนี้ความเป็นอยู่ รวมทั้งคุณภาพชีวิตของราษฎรในจังหวัดนครนายกจะดีขึ้น ภาพน้ำท่วม น้ำแล้ง และปัญหาดินเปรี้ยวจะจางหายไป ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระผู้นำแห่ง การพัฒนา และพระราชทานความเมตตา เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ปวงชนชาวไทยตลอดกาล