ฉบับ เดือน ธันวาคม ๒๕๔๕       

 


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานกังหันน้ำชัยพัฒนา
แก่เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเบลเยียมประจำประเทศไทย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชวโรกาส ให้นายสุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และนายกิจจา ผลภาษี อธิบดีกรมชลประทาน นำ นายปิแอร์ เวซอง (Mr. Pierre Vaesen) เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเบลเยียมประจำประเทศไทย เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานกังหันน้ำชัยพัฒนา ในวันศุกร์ที่ 27 กันยายน 2545 เวลา 17.30 น. ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2543 คณะกรรมการนานาชาติและกรรมการประจำชาติในงานนิทรรศการ Brussels Eureka 2000 ครั้งที่ 49 ณ กรุงบรัสเซลส์ ราชอาณาจักรเบลเยียม ได้มีมติทูลเกล้าฯ ถวายถ้วยรางวัล เหรียญรางวัล และประกาศนียบัตร แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ

  • ถ้วยรางวัล Minister J Chabert สำหรับผลงานด้านสิ่งประดิษฐ์ดีเด่น มอบโดย Minister of Economy of Brussels Capital Region
  • ถ้วยรางวัล Grand Prix International สำหรับผลงานด้านการประดิษฐ์ดีเด่นสูงสุด มอบโดย International Council of the World Organization of Periodical Press
  • เหรียญรางวัล PRIX OMPI Femme Inventeur Brussels Eureka 2000 พร้อมประกาศนียบัตร สำหรับผลงานด้านสิ่งประดิษฐ์ดีเด่นระดับโลก มอบโดย World Organization of Intellectual Property
  • ถ้วยรางวัล Yugoslavia เป็นรางวัลสรรเสริญในพระอัจฉริยภาพในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ
  • เหรียญรางวัล Gold Medal พร้อมประกาศนียบัตร เป็นรางวัลสรรเสริญในพระอัจฉริยภาพแห่งการใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ


ส่วนการเสด็จฯ ไปโครงการฟาร์มตัวอย่างบ้านแม่ตุงติงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอสะเมิง โครงการฟาร์มตัวอย่างบ้านขุนแตะอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ได้ทอดพระเนตรการปลูกข้าวสาลีและผลิตภัณฑ์จากข้าวสาลี การเลี้ยงเป็ดอี้เหลียง เป็ดเทศ เป็ดไข่ ห่านและไก่งวง การเลี้ยงหมูจินหัวและผลิตภัณฑ์จากหมูจินหัว การเลี้ยงหมูป่า เก้ง เนื้อทราย กระต่ายเนื้อ และแกะ การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม กาแฟ การทำไวน์หม่อน และการเพาะเห็ด โดยผลสำเร็จของฟาร์มตัวอย่างในอนาคตจะเป็นแหล่งผลิตอาหารที่ราษฎรสามารถดำเนินการได้เอง และเป็นศูนย์ถ่ายทอดข้อมูลทางการเกษตรที่ได้ผลอีกแห่งหนึ่ง

สวนสาธารณะโวลูเว แซงต์-ปิแอร์ แห่งนี้ อยู่ในเขตชุมชนโวลูเว แซงต์-ปิแอร์ (Woluwe Saint-Pierre) เช่นเดียวกับสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำราชอาณาจักรเบลเยียม เป็นเขตชุมชน 1 ใน 19 แห่งของกรุงบรัสเซลส์ ตั้งอยู่ที่ทางแยกของถนนสายสำคัญ 2 สาย คือ ถนนแตวูรอง (The Tervueren Avenue) และถนนซูเวอแรง (The Boulevard of the Sovereign) ถนนแตวูรองนี้ สร้างโดยกษัตริย์เลโอโปล ที่ 2 (King Leopold II) ทรงครองราชสมบัติในระหว่าง ปี ค.ศ. 1865-1909 ทรงเป็นกษัตริย์ที่ได้รับการเทิดพระเกียรติว่าเป็น "กษัตริย์ผู้สร้าง" (King-Builder) ทรงปรับปรุงกรุงบรัสเซลส์ เมืองหลวงของราชอาณาจักรเบลเยียม โดยการสร้างถนนและสวนสาธารณะขึ้นใหม่มากมาย ถนนสายนี้มีพิพิธภัณฑ์หลายแห่ง เช่น พิพิธภัณฑ์ศิลปะ พิพิธภัณฑ์ทางทหาร และพิพิธภัณฑ์รถยนต์ เป็นต้น ส่วนถนนซูเวอแรงเป็นที่ตั้งของปราสาทวาล ดูซเชส (Val Duchesse) ซึ่งปัจจุบันเป็นทำเนียบรัฐบาลเบลเยียม ปราสาทแซงต์ อานน์ (Saint Anne) ตลอดแนวยาวของถนนประดับไปด้วยต้นไม้และสระน้ำขนาดเล็กหลายสระ สวนสาธารณะโวลูเว แซงต์-ปิแอร์ จึงเป็นสถานที่ที่ชาวบรัสเซลส์ และนักท่องเที่ยวนิยมมาเดินเล่น พักผ่อนหย่อนใจ และเล่นกีฬาอยู่เป็นประจำ

ภายหลังการเข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานกังหันน้ำชัยพัฒนา เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเบลเยียมประจำประเทศไทย จะได้นำกังหันน้ำชัยพัฒนาพระราชทานไปติดตั้ง ณ สวนสาธารณะแห่งนี้ ซึ่งจะเป็นการเผยแพร่ผลงานแห่งพระอัจฉริยภาพที่ทรงคุณค่าอย่างอเนกอนันต์ ตลอดจนให้เป็นที่ประจักษ์และเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ประชาชนทั่วโลกได้ตระหนักและเห็นถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม และร่วมกันรักษาให้ดำรงอยู่ต่อไป


สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
เสด็จฯ ไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในเขตพื้นที่ภาคใต้

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ แปรพระราชฐาน ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ในระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม - 17 กันยายน 2545 เพื่อทรงติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ งานศิลปาชีพ และเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎรในหมู่บ้านต่างๆ ในเขตจังหวัดนราธิวาส ยะลา ปัตตานี พัทลุง และนครศรีธรรมราช พร้อมทั้งพระราชทานพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาและแนวทางในการดำเนินงานแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย

การเสด็จฯ ไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในเขตพื้นที่ภาคใต้ในครั้งนี้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ไปยังศูนย์ศิลปาชีพ เพื่อทอดพระเนตรผลงานศิลปาชีพของราษฎรหมู่บ้านต่างๆ พร้อมทั้งพระราชทานพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาและขวัญกำลังใจแก่สมาชิกศิลปาชีพ ได้แก่ ศูนย์ศิลปาชีพวัดพระพุทธ ตำบลพร่อน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ศูนย์ศิลปาชีพวัดชนาราม หมู่บ้านไทยสุข ตำบลลาโละ อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส กลุ่มสมาชิกศิลปาชีพบ้านละเวง ตำบลดอนทราย อำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี กลุ่มศิลปาชีพบ้านบลูกาสนอ ตำบลตะปอเยาะ อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส ศูนย์ศิลปาชีพบ้านหัวป่าเขียว ตำบลทะเลน้อย อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง ศูนย์ศิลปาชีพบ้านกาหลง ตำบลกาหลง อำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส และศูนย์ศิลปาชีพบ้านคลอแระ ตำบลบาเระใต้ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส

นอกจากนี้ ได้เสด็จฯ ไปทรงติดตามความก้าวหน้าของโครงการฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดปัตตานีและจังหวัดนราธิวาส โดยการจัดวางปะการังเทียม ซึ่งใช้ตู้สินค้ารถไฟเก่า และท่อซีเมนต์วางในทะเล จากการติดตามผลโดยการใช้กล้องถ่ายภาพใต้น้ำ พบว่ามีปลา เช่น ปลากะรัง ปลากะพง ปลาอินทรีย์ และปลาหลังเขียวมาอยู่อาศัยเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ชาวประมงสามารถจับปลาได้มากขึ้น ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงพอพระทัยและชื่นชมคณะทำงานที่สามารถดำเนินการโครงการให้เกิดประโยชน์ได้อย่างรวดเร็ว

ส่วนที่โครงการพัฒนาพื้นที่บ้านเนินธัมมังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลแม่เจ้าอยู่หัว อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นการบริหารจัดการที่ดินเพื่อการเกษตรให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมนี้ได้พระราชทานพันธุ์ข้าวพัทลุง 1 แก่เกษตรกร ข้าวพันธุ์ดังกล่าวนี้ เป็นพันธุ์ที่ทนต่อดินเปรี้ยว ให้ผลผลิตสูง สามารถปลูกได้ทุกฤดูกาล


สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จฯ ไปยังโครงการพัฒนาพื้นที่บ้านยูโยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลขุนทอง อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส เพื่อทอดพระเนตรวิธีการแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยว และได้พระราชทานพระราชดำริในการพัฒนาโครงการฯ ความว่า "...ให้ตีกรอบการดำเนินงานให้เห็นเป็นรูปธรรม โดยประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านทราบ เห็นด้วยตา ทำด้วยมือ และฟังด้วยหู จับมือมาทำ..." ส่วนที่โครงการพัฒนาแหล่งน้ำบ้านโคกมาแจ ตำบลลูโบ๊ะบือซา อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นแหล่งเก็บกักน้ำเพื่อการเกษตรและเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดในหมู่บ้านนั้น ได้เกิดน้ำท่วมในปี 2541 ทำให้ทำนบขาดและอาคารพังเสียหาย ได้พระราชทานพระราชดำริให้ช่วยเหลือราษฎร เพื่อจะได้มีน้ำเพื่อการเกษตรและแหล่งเพาะพันธุ์ปลาต่อไป นอกจากนี้ ราษฎรที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร เช่น ราษฎรหมู่บ้านธนูศิลป์ ตำบลโคกสะตอ อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส และราษฎรบ้านแหลมโตนด ตำบลแหลมโตนด อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เป็นต้น ได้พระราชทานพระราชดำริให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดหาน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค รวมทั้งการปรับปรุงซ่อมแซมในส่วนที่ชำรุดเสียหาย ส่วนราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อนในการทำการเกษตร ได้พระราชทาน "คลีนิกเกษตรเคลื่อนที่" ให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรในหมู่บ้าน ทั้งในด้านวิชาความรู้และบริการด้านการเกษตรต่างๆ เช่น ตรวจสอบดิน พืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ดูแลรักษาสัตว์ และแนะนำเกี่ยวกับปศุสัตว์ต่างๆ เพื่อให้เกษตรกรได้รับความสะดวก ไม่เสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางมายังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่ทรงอาทร ห่วงใย ในความทุกข์ยากของราษฎร และทรงหาแนวทาง วิธีการแก้ไขปัญหาที่สอดคล้อง เหมาะสมกับวิถีชีวิตของราษฎร สภาพพื้นที่ เพื่อให้ปัญหานั้นหมดสิ้นไปอย่างแท้จริง



สมเด็จพระเทพรัตราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
เสด็จฯ ไปทรงปักดำข้าวนาปี ณ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า

เมื่อวันอังคารที่ 6 สิงหาคม 2545 สมเด็จพระเทพรัตราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปยังแปลงนาสาธิต โครงการทำนาในพื้นที่ว่างเปล่า โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จังหวัดนครนายก เพื่อทรงปักดำข้าวนาปีในแปลงนาสาธิต โดยมี นายสุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา พลโทชาตรี ศิรศรันย์ ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า นายเชิดวิทย์ ฤทธิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ กรรมการและรองเหรัญญิกมูลนิธิชัยพัฒนา และเลขาธิการ กปร. หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง นักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า และเกษตรกร เฝ้าฯ รับเสด็จ

การเสด็จฯ ในครั้งนี้ ได้พระราชทานข้าวสารแก่ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เพื่อจัดทำเป็นโครงการอาหารกลางวันแก่นักเรียนในพื้นที่ใกล้เคียง เป็นสวัสดิการแก่นักเรียนนายร้อยพระจุล จอมเกล้าและครอบครัวข้าราชการชั้นผู้น้อย และพระราชทานพันธุ์ข้าวเปลือกแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก เพื่อให้เกษตรกรนำไปเพาะปลูกต่อไป ซึ่งข้าวสารและข้าวเปลือกที่ได้พระราชทานในครั้งนี้ เป็นข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1 ที่ได้มาจากครั้งที่ได้เสด็จฯ ไปทรงเกี่ยวข้าว ณ แปลงนาสาธิตแห่งนี้ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2544 โดยได้ผลผลิตทั้งสิ้น 4,390 กิโลกรัม ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานีได้จัดเก็บเป็นเมล็ดพันธุ์ 2,590 กิโลกรัม และนำไปสีเป็นข้าวสาร 1,800 กิโลกรัม

ส่วนพันธุ์กล้าที่ใช้ในการปักดำในปีนี้ เป็นข้าวพันธุ์สุพรรณบุรี 1 มีอายุในการเก็บเกี่ยวประมาณ 125 วัน ให้ผลผลิตค่อนข้างสูง เนื้อข้าวมีลักษณะร่วน หุงขึ้นหม้อ เป็นที่นิยมของผู้บริโภค โดยเฉพาะในประเทศแถบตะวันออกกลางและแอฟริกา มีความต้านทานต่อโรคสูง ทำให้ลดการใช้ยาปราบศัตรูพืชได้

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯ ไปทรงปักดำนา 2 แปลง โดยแปลงที่ 1 ทรงนำข้าราชการ นักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า และกลุ่มเกษตรกร ดำนาร่วมกัน ส่วนในแปลงที่ 2 ทรงใช้เครื่องปักดำกล้าข้าวแบบเดินตาม ยี่ห้อโกลด์สตาร์ ใช้เครื่องยนต์ดีเซล ผลิตในประเทศเกาหลีใต้ เป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อทดแทนแรงงานคน น้ำหนักเครื่อง 180 กิโลกรัม มีสกีพลาสติกช่วยในการพยุงตัวรถไม่ให้จมเลน สามารถปักดำได้ 4 แถว ช่วยให้ปลูกข้าวได้เป็นแนว ส่งผลให้สามารถควบคุมวัชพืชได้ง่ายและลดการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ผลผลิตต่อไร่สูงและมีความแน่นอน ทั้งยังเป็นการประหยัดเวลาในการปักดำและช่วยลดปัญหาในกรณีที่ไม่มีแรงงานคนได้

โครงการพัฒนาพื้นที่ว่างเปล่าให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยการจัดทำเป็นแปลงนาสาธิตนี้ เป็นประโยชน์แก่เกษตรกรในด้านการเพิ่มผลผลิตและหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี ส่วนนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าและประชาชนในสาขาอาชีพอื่นๆ จะได้รับความรู้และเห็นความสำคัญของอาชีพทำนา อาชีพสำคัญที่สามารถผลิต "ข้าว" ซึ่งเป็นอาหารหลักของประชาชนในประเทศ


 

      

สมเด็จพระเทพรัตราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
เสด็จฯ ไปโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชเกาะแสมสารฯ จังหวัดชลบุรี



เมื่อวันศุกร์ที่ 27 กันยายน 2545 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปทรงติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชเกาะแสมสารอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชเกาะแสมสารฯ เป็นโครงการในพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งพระราชทานพระราชดำริแก่ นายสุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ในโอกาสนำคณะเจ้าหน้าที่มูลนิธิโททาล (TOTAL) และเจ้าหน้าที่ป่าไม้จากสาธารณรัฐฝรั่งเศส เข้าเฝ้าฯ เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2541 สรุปใจความว่า ให้จัดทำโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชที่เกาะแสมสาร โดยให้มีรูปแบบการดำเนินงานคล้ายคลึงกับที่เกาะปอคโคโร (Porquerolles) สาธารณรัฐฝรั่งเศส คือ เป็นทั้งแหล่งศึกษาหาความรู้และสถานที่ท่องเที่ยว มีการรวบรวมพันธุ์ไม้นานาชนิด ทั้งพืชบนดินและพืชน้ำ รวบรวมสัตว์ต่างๆ เน้นการจัดระบบนิเวศน์ทั้งระบบ จัดทำป้ายชื่อและประโยชน์ของพันธุ์พืชแต่ละชนิด ให้มีการศึกษาด้านภูมิศาสตร์ ธรณีสังคม จัดตั้งพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย พร้อมทั้งชักชวนให้ราษฎร ชุมชน และองค์การบริหารส่วนตำบลแสมสารเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ของโครงการ เพื่อจะได้มีจิตสำนึกในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ

การดำเนินงานที่ผ่านมา มีการสำรวจ อนุรักษ์ เพาะขยายพันธุ์พืช ตั้งแต่ยอดเขาจนถึงใต้ท้องทะเลในบริเวณหมู่เกาะแสมสารและเกาะต่างๆ ในทะเลไทย ซึ่งประกอบด้วย พืชชายหาด พืชป่าชายเลน พืชป่าดิบแล้ง พืชหน้าผา และพืชป่ารุ่น ป่าเหล่า หรือป่าใสอ่อน จัดสร้างสระเก็บน้ำและอ่างเก็บน้ำบนเกาะแสมสารและเกาะต่างๆ ส่วนเกาะแสมสาร ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนอนุรักษ์ ได้จัดสร้างโรงเรือนเพาะชำ เพื่อเก็บรักษาและปลูกพันธุ์พืชต่างๆ ให้คงอยู่ต่อไป

ส่วนพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย ซึ่งกำลังก่อสร้างบริเวณเขาหมาจอ ตำบลแสมสาร อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ในพื้นที่ 400 ตารางเมตร คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2546 จะเป็นสถานที่รวบรวมพันธุ์พืชจากเกาะต่างๆ เพื่อให้ผู้สนใจได้เข้ามาศึกษาหาความรู้ ก่อนเดินทางไปศึกษาพื้นที่จริงบนเกาะ และยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดความรักและหวงแหนในทรัพยากรธรรมชาติอีกด้วย

การเสด็จฯ ในครั้งนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชดำริ สรุปความว่า "การดำเนินงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชบริเวณเกาะแสมสารนี้ ควรดำเนินการเฉพาะในเกาะนี้เท่านั้น ไม่ควรขยายงานไปอีก" และได้ทอดพระเนตรปาเหล่าพลอง สวนรุกขชาติ สวนพฤกษศาสตร์ ป่าชายเลน อ่างเก็บน้ำ และสถานที่ที่จะจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย พร้อมนี้ ได้ทรงปล่อยลูกเต่ากระ 4 ตัว ซึ่งแม่เต่าได้ขึ้นมาวางไข่บนเกาะแสมสารเมื่อครั้งที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ มาทรงงาน ณ เกาะแสมสาร ในปี 2541


องคมนตรีและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา บรรยายพิเศษเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง และนำคณะเอกอัครราชทูตไทยและกงสุลใหญ่เยี่ยมชมศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ จังหวัดเพชรบุรี

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2545 คณะเอกอัครราชทูตไทยและกงสุลใหญ่ที่ประจำการในประเทศต่างๆ ได้เดินทางไปศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เพื่อรับฟังคำบรรยายพิเศษและศึกษาดูงานภายในศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ

สืบเนื่องมาจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชวโรกาส ให้คณะเอกอัครราชทูตไทยและกงสุลใหญ่ เข้าเฝ้าฯ ในวันที่ 15 กันยายน 2542 และพระราชทานพระราชดำรัสเกี่ยวกับทฤษฎีใหม่และเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งได้พระราชทานพระบรมราโชวาทเกี่ยวกับหน้าที่ในต่างประเทศของเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ ที่ต้องทำให้ชาวต่างประเทศรู้ว่าไทยมีศักยภาพ ต้องทำให้ชาวต่างประเทศพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือด้านเทคโนโลยีด้านต่างๆ แก่ไทย ตลอดจนต้องเรียนรู้ในวิทยาการหลายๆ ด้าน

โอกาสนี้ ฯพณฯ นายอำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี กรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา ได้บรรยายพิเศษ เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง แก่คณะเอกอัครราชทูตไทยและกงสุลใหญ่ ณ โรงแรมฮิลตัน-หัวหิน อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

นายสุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ได้บรรยายพิเศษในเรื่องที่เกี่ยวกับแนวพระราชดำริ และความเป็นมาในการจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ แนวทางในการดำเนินงานสนองพระราชดำริ ตลอดจนประโยชน์ที่ราษฎรในพื้นที่จะได้รับจากการดำเนินงานของศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ และนำคณะเยี่ยมชมการดำเนินงานภายในศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

การดูงานจากสถานที่จริงและรับฟังคำบรรยายพิเศษในคราวเดียวกันนี้ ทำให้คณะเอกอัครราชทูตไทยและกงสุลใหญ่ได้รับทราบข้อมูล เพื่อนำไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติต่อไป


 

เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา มอบประกาศนียบัตรแก่เกษตรกรในโครงการแปลงนาสาธิตแบบชีววิธี ในที่ดินมูลนิธิชัยพัฒนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2545 นายสุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เป็นประธานในพิธีปิดและมอบประกาศนียบัตรแก่เกษตรกรในโครงการแปลงนาสาธิตแบบชีววิธี อำเภอลาดบัวหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

โครงการแปลงสาธิตแบบชีววิธีในพื้นที่ของมูลนิธิชัยพัฒนา อำเภอลาดบัวหลวง จังหวัดพระนคร ศรีอยุธยา เป็นโครงการหนึ่งที่ช่วยในการแก้ไขปัญหาการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีมากเกินความจำเป็น และการขาดความรู้ในระบบการผลิตที่ถูกต้องของเกษตรกร โดยการถ่ายทอดความรู้ที่ถูกต้องให้แก่เกษตรกร โดยผ่านกระบวนการโรงเรียนเกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้ ความชำนาญ และตัดสินใจในการใช้ปัจจัยการผลิต รวมทั้งเลือกวิธีการควบคุมศัตรูพืชอย่างถูกต้อง ประหยัด และปลอดภัย และยังเป็นการทำให้เกษตรกรคิดเป็น ทำเป็น และแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง หรือของกลุ่ม โดยมิต้องรอเจ้าหน้าที่ หรือหันไปพึ่งพาพ่อค้าสารเคมีเท่านั้น

เกษตรกรที่เข้าร่วมในโครงการนี้ ได้มีส่วนร่วมในการเสนอประเด็นที่อยากเรียนรู้ เช่น แมลง ธาตุอาหารดิน พืชสมุนไพร วัชพืชในนา พันธุ์ข้าวและพัฒนาการของข้าว น้ำและระดับน้ำในนา การทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพ และการจัดทำแปลงขยายพันธุ์ไว้ใช้เอง เป็นต้น สิ่งที่เกษตรกรได้รับจากการเข้าร่วมในโครงการนี้ นอกจากได้รับความรู้แล้ว ยังทำให้เกษตรกรเกิดความตระหนัก และเห็นคุณค่าความสำคัญของสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญ คือ เกษตรกรมีสุขภาพที่ดีขึ้น



รองเหรัญญิกมูลนิธิชัยพัฒนา เป็นประธานในการประชุมเชิงปฏิบัติการ โครงการศึกษาทดลองการแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยวฯ จังหวัดนครนายก

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2545 นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ กรรมการและรองเหรัญญิกมูลนิธิชัยพัฒนา เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อสรุปและประเมินผลงานโครงการศึกษาทดลองการแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยวอันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านหนองคันจาม อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมสัมมนา ประกอบด้วย ผู้แทนจากกรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร กรมป่าไม้ กรมปศุสัตว์ กรมประมง สำนักงานจังหวัดนครนายก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำนักงาน กปร.

โครงการศึกษาทดลองการแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยวอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นโครงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชดำริให้จัดทำขึ้นในที่ดินของมูลนิธิชัยพัฒนา ที่อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก ซึ่งประสบปัญหาดินเปรี้ยว เพาะปลูกพืชได้ผลผลิตน้อย การดำเนินงานที่ผ่านมา ได้แบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 แปลง โดยแปลงที่ 1 ทรงเน้นให้ใช้วิธีการทางธรรมชาติในการแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยว แปลงที่ 2 ให้จัดทำแปลงทฤษฎีใหม่ เพื่อสาธิตให้แก่ราษฎรในพื้นที่ดินเปรี้ยวได้เข้ามาศึกษาดูงาน และจัดทำแปลงไม้ป่าพรุจำลองและไม้ป่าบึงน้ำจืด ในแปลงที่ 3 จัดทำศูนย์ฝึกอาชีพเพื่อสร้างรายได้เสริมแก่ราษฎร นอกจากนี้ ยังจัดทำแปลงทดลอง เพื่อศึกษาผลกระทบของการใช้เถ้าลอยลิกไนต์ในการแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยว เมื่อสามารถสรุปผลการทดลองโครงการฯ ได้แล้ว จะได้นำไปปรับใช้ในพื้นที่ดินเปรี้ยวของจังหวัดนครนายกได้หลายแสนไร่ และเมื่อการก่อสร้างโครงการเขื่อนคลองท่าด่านอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่จะแล้วเสร็จในปี 2547 จะส่งผลให้มีน้ำเพียงพอแก่การนำมาแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยวได้อีกด้วย


 

กรรมการมูลนิธิชัยพัฒนาวางพวงมาลาในวันปิยะมหาราช

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2545 คณะกรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา ประกอบด้วย พลเอกเทียนชัย จั่นมุกดา นายปราโมทย์ ไม้กลัด นายมนูญ มุกข์ประดิษฐ์ และนายพิมลศักดิ์ สุวรรณทัต พร้อมด้วยนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ เลขาธิการ กปร. และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กปร. ได้เข้าร่วมในพิธีวางพวงมาลาถวายบังคมพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันปิยะมหาราช ณ พระบรมรูปทรงม้า ลานพระราชวังดุสิต