ฉบับ เดือน ธันวาคม ๒๕๔๕       

ฝันร้ายของชาวนาไทย …

"ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว แผ่นดินของเรานี้แสนอุดมสมบูรณ์…"

เสียงเพลงในสมัยเด็กยังดังกึกก้องอยู่ในความทรงจำ ประเทศไทยเรามีความอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญมาอย่างช้านาน เสียงเพลงในสมัยเด็กยังดังกึกก้องอยู่ในความทรงจำ ประเทศไทยเรามีความอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญมาอย่างช้านาน

ความเปลี่ยนแปลงของสังคมและวิวัฒนาการของโลกได้ชักนำเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามาสู่สังคมไทย ก่อให้เกิดผลกระทบต่อมวลมนุษย์และทรัพยากรธรรมชาติ

ในน้ำที่เคยมีปลา ได้ลดจำนวนลงจากฝีมือของมนุษย์ การจับสัตว์น้ำที่ผิดวิธีทำให้วงจรชีวิตเริ่มสูญเสียไป

ในนามีข้าว ทุ่งข้าวที่เคยออกรวงสีทองสวยงามชูช่อเล่นลม ขณะนี้ได้ลดจำนวนลง เนื่องจากพื้นที่เกษตรกรรมถูกนำไปใช้เพื่อความเจริญด้านอื่น อาทิ หมู่บ้านจัดสรร ถนน โรงงานอุตสาหกรรม ฯลฯ
ยิ่งไปกว่านั้น ผลจากความเจริญทางวัตถุ และการนำเข้าของสารเคมี เป็นต้นตอของความสูญเสียที่เกิดขึ้นอย่างไม่รู้ตัว

จากตัวเลขการนำเข้าสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ตั้งแต่ปี 2520 มีจำนวน 6,844 ตัน มูลค่า 579 ล้านบาท และในปี 2542 เพิ่มขึ้นถึง 33,918 ตัน คิดเป็นมูลค่าถึง 11,045 ล้านบาท และจากสถิติ พบว่า โรคที่ทำให้มีผู้ป่วยและผู้ตายสูงสุด คือ โรคสารกำจัดศัตรูพืชปีละกว่า 4,000 ราย นับเป็นตัวเลขที่สูงมิใช่น้อยเลยทีเดียว แสดงให้เห็นว่าการใช้สารเคมีในปัจจุบันมีจำนวนสูงขึ้น และต่อไปก็จะยิ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ หากไม่มีการป้องกัน หรือยังมีค่านิยมที่ผิดเช่นนี้

ฝึกวิเคราะห์ระบบนิเวศน์หลังสำรวจแปลงนา
เมื่อฟางเริ่มสลายเตรียมดินโดยใช้เครื่องยนต์เล็ก

 

ในปีหนึ่งปีหนึ่ง รัฐบาลต้องจ่ายเงินเป็นจำนวนมากในการรักษาสุขภาพของประชาชนจากปัญหานี้ ดังนั้น ต้องหาแนวทางในการป้องกัน ซึ่งสามารถป้องกันได้โดยการลดการใช้และการนำเข้าสารเคมี รวมถึงมีมาตรการควบคุมการซื้อให้มากขึ้น เนื่องจาก การฉีดพ่นสารเคมีในแต่ละครั้ง ให้ผลเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือ 99 เปอร์เซ็นต์ เป็นการสูญเสีย แต่จะไปสะสมในธรรมชาติ อากาศ แหล่งน้ำ ดิน สิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่ศัตรูพืช อันเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขให้ถูกหลักการ วิธีการ และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมอันเป็นผลนำไปสู่ระบบนิเวศที่สมบูรณ์ต่อไป

ปัญหานานัปการที่บังเกิดขึ้นจากการทำการเกษตรอย่างผิดวิธีของเกษตรกร ล้วนเกิดจากการขาดความรู้ในระบบการผลิตที่ถูกต้อง มีการใช้ปุ๋ยเคมี และสารเคมีเกินความจำเป็น ทำให้เกษตรกรเสี่ยงต่อการขาดทุนหากราคาผลผลิตตกต่ำ ดังนั้น วิธีการที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหา ก็คือ การถ่ายทอดความรู้ที่ถูกต้องให้แก่เกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้ ความชำนาญ และสามารถตัดสินใจในการใช้ปัจจัยการผลิต รวมถึงเลือกวิธีการควบคุมศัตรูพืชอย่างถูกต้อง ประหยัดและปลอดภัย ที่สำคัญที่สุด คือ สนับสนุนให้เกษตรกร คิดเป็น ทำเป็น และแก้ไขปัญหาได้ด้วยการพึ่งพาตนเองได้เป็นเบื้องต้น

และในยุคสมัยที่จิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมกำลังตื่นตัวและนำไปสู่ขบวนการควบคุมอย่างเข้มงวด ผลผลิตที่เจือปนสารพิษจะไม่สามารถขายได้ และจะส่งผลกระทบไปสู่ระบบการผลิตของประเทศทั้งระบบ

 

 

นับเป็นความโชคดีของชาวนาไทยที่มีพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รัก ที่ทรงเปี่ยมด้วยน้ำพระราชหฤทัย และพระเมตตาที่ชะโลมความชุ่มชื้นและร่มเย็นให้แก่เกษตรกรไทย พระองค์ได้พระราชทาน โครงการแปลงนาสาธิตแบบชีววิธีในที่ดินของมูลนิธิชัยพัฒนา ตำบลลาดบัวหลวง อำเภอลาดบัวหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จากความศรัทธาของนางประหยัด สาดแจ่ม ได้น้อมเกล้าฯ ถวายที่ดิน จำนวน 57 ไร่ 1 งาน 80 ตารางวา แด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อทรงใช้ประโยชน์ตามพระราชอัธยาศัย ต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำริให้มูลนิธิชัยพัฒนา สำนักงาน กปร. และกรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกันจัดทำ โครงการส่งเสริมเกษตรชีวภาพและโรงเรียนเกษตรกร   ในโครงการแปลงนาสาธิตแบบชีววิธีในที่ดินของมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจในกระบวนการควบคุมศัตรูพืช หรือที่เรียกว่า การควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธี ซึ่งเป็นหลักในการบริหารศัตรูพืช โดยวิธีผสมผสานผ่านกระบวนการเรียนรู้ของโรงเรียนเกษตรกร

วัตถุประสงค์ของโครงการ เพื่อสาธิตการผลิตข้าว โดยใช้การควบคุมศัตรูพืชแบบชีววิธีให้ได้ข้าวที่มีคุณภาพ ไม่มีสารพิษตกค้าง ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และลดต้นทุนการผลิต เพื่อเป็นแบบอย่างแก่เกษตรกรบริเวณใกล้เคียงและเกษตรกรทั่วไป โดยที่เกษตรกรผู้ร่วมโครงการจะได้รับความรู้ความเข้าใจในการควบคุมศัตรูพืชแบบผสมผสาน (Integrated Pest Management - IPM) คือ การควบคุมศัตรูพืชโดยใช้วิธีการต่างๆ ร่วมกัน เช่น วิธีเขตกรรม วิธีกล วิธีชีววิธี เป็นต้น

หัวใจของการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน คือ การควบคุมแมลงศัตรูพืชโดยชีววิธี ซึ่งใช้ปัจจัยที่มีอยู่ในธรรมชาติ ได้แก่ แมลงที่เป็นศัตรูพืช ที่เรียกว่า ศัตรูธรรมชาติ เช่น พวกแมลงห้ำ แมลงเบียน และเชื้อจุลินทรีย์ ศัตรูธรรมชาติเหล่านี้ดำรงชีวิตอยู่ด้วยการกินศัตรูพืชเป็นอาหาร หรืออยู่อาศัยบน หรือในตัวศัตรูพืช ทำให้ศัตรูพืชตาย เป็นการช่วยควบคุมปริมาณศัตรูพืชตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นกลไกที่สร้างสมดุลของสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ประหยัดและยั่งยืน

สำหรับโรงเรียนเกษตรกรนั้น เป็นกระบวนการเรียนรู้ ที่เน้นให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ โดยนำประสบการณ์ของผู้เรียน ผนวกกับความรู้ทางวิชาการมาปรับใช้ตามสถานการณ์ และกำหนดวิธีการเรียนรู้เพื่อการตัดสินใจที่ถูกต้อง ซึ่งระบบการเรียนรู้อาจแตกต่างจากวิธีการส่งเสริมที่เกษตรกรคุ้นเคย เพราะใช้ การเรียนรู้ด้วยการ ค้นพบ คิด พิสูจน์ทราบ และตัดสินใจ ซึ่งเป็นแนวทางที่สำคัญในการผลักดันให้เกิดการเรียนรู้อย่างยั่งยืน

 

 

การสนองพระราชดำริที่มูลนิธิชัยพัฒนา สำนักงาน กปร. และกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ร่วมจัดขึ้นประกอบด้วย

  • จัดทำแปลงนาสาธิตในที่ดิน จำนวน 49 ไร่ เพื่อใช้เป็นแปลงสำหรับปฏิบัติการและเรียนรู้ในแปลงนาจริง
  • จัดสร้างโรงเรียนเกษตรกร เพื่อฝึกอบรมเกษตรกร จำนวน 30 คน
  • ฝึกอบรมเกษตรกรตามรายการ ดังนี้
    - ฝึกอบรมปรับพื้นฐาน 5 วัน
    - ศึกษาดูงานบริหารศัตรูพืชโดยชีวภาพ 2 ครั้ง
    - ฝึกอบรมโรงเรียนเกษตรกรสัปดาห์ละ 1 ครั้ง รวม 16 ครั้ง
  • ติดตามผลและประเมินผล
  • เก็บเกี่ยวผลผลิตและจำหน่ายผลผลิต

การถ่ายทอดความรู้ให้แก่เกษตรกร ผ่านกระบวนการโรงเรียนเกษตรกร ในโครงการแปลงนาสาธิตแบบชีววิธีในที่ดินของมูลนิธิชัยพัฒนา ดำเนินการเริ่มแรกจากสมาชิก 30 คน ได้มีการเรียนรู้ตั้งแต่การปลูกข้าว จนกระทั่งเก็บเกี่ยวตลอดฤดู มีการดำนาพร้อมกันในวันที่ 22 เมษายน 2545 และเก็บเกี่ยวพร้อมกันในวันที่ 13 สิงหาคม 2545 ควบคู่กับให้การอบรมปรับพื้นฐานเกษตรกร ค้นหาปัญหาด้วยตนเองและหาวิธีแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง พัฒนาความคิดตนเอง การฝึกอบรมจะมุ่งเน้นให้เกษตรกรรู้วิธีการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลการปลูกข้าว เพื่อร่วนกันวางแผนในการจัดทำแปลงศึกษา และแปลงพิสูจน์ทราบที่ตรงกับความต้องการของเกษตรกรอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ได้จัดทำแปลงสาธิต เพื่อ เป็นแปลงเรียนรู้ ของเกษตรกร โดยใช้ชีววิธีในการควบคุมศัตรูข้าวและใช้สารเคมีในการควบคุมศัตรูข้าวที่เกษตรกรนิยมปฎิบัติ ซึ่งเรียกแปลงเรียนรู้นี้ว่า "แปลงศึกษาหลัก"    เพราะเป็นแปลงที่เกษตรกรจะต้องเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงของแมลงศัตรูข้าวและแมลงศัตรูธรรมชาติ เพื่อเปรียบเทียบปริมาณสิ่งมีชีวิตในนาทุกสัปดาห์ แปลงศึกษาหลัก แบ่งออกเป็น 2 แปลง คือ

แปลงเกษตรกร พื้นที่ 2 ไร่ มีวิธีการและจัดการตามแบบที่เกษตรกรเคยปฏิบัติมาตั้งแต่ปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว มีการใช้สารเคมีกำจัดแมลง 6 ครั้ง และใช้ปุ๋ยเคมี 2 ครั้ง จำนวน 50 กิโลกรัม/ไร่

แปลงไอพีเอ็ม (IPM) พื้นที่ 2 ไร่ ซึ่งจะใช้หลักการควบคุมศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน เน้นการควบคุมศัตรูพืชแบบธรรมชาติ ปฎิบัติตั้งแต่เริ่มเตรียมการปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว ไม่มีการใช้สารเคมีกำจัดแมลงใดๆ ทั้งสิ้น และใช้ปุ๋ยเคมีจำนวน 45 กิโลกรัม/ไร่

แปลงเปรียบเทียบ (Control) เป็นแปลงศึกษาเฉพาะเรื่องตามที่เกษตรกรสนใจอยากทราบ คือ เรื่อง "ไม่ใช้สารเคมีกำจัดแมลง" ซึ่งเกษตรกรได้ให้ความสนใจ ร่วมเรียนรู้ สำรวจตรวจนับ วิเคราะห์ระบบนิเวศน์ทุกสัปดาห์ เพื่อตัดสินใจร่วมกัน

จากการอบรมและปฏิบัติในแปลงนาสาธิต สามารถสรุปผลเปรียบเทียบผลผลิตที่ได้ คือ แบบชีววิธีได้ข้าวเปลือก 60 ถัง/ไร่ ได้ผลกำไร 1,215 บาท/ไร่ ส่วนวิธีเดิมของเกษตรกรได้ข้าวเปลือก 75 ถัง/ไร่ มีผลกำไรเพียง 941 บาท/ไร่ แสดงให้เห็นว่า การทำนาแบบชีววิธีถึงแม้จะได้ข้าวปริมาณที่น้อยลงกว่าเดิม แต่ต้นทุนการผลิตต่ำกว่า จึงทำให้เกษตรกรมีกำไรเพิ่มขึ้น และที่สำคัญเหนืออื่นใด ก็คือ เกษตรกรมีสุขภาพดีขึ้น และสิ่งแวดล้อมไม่เป็นพิษ เพราะไม่ใช้สารเคมี

 

ภาพเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และการร่วมแรงร่วมใจกัน พร้อมกับความใคร่รู้ที่จะเข้าร่วมโครงการของเกษตรกรรอบพื้นที่และบริเวณใกล้เคียง คือ บทพิสูจน์แห่งความสำเร็จที่บังเกิดขึ้น ณ พื้นที่นาแห่งนี้

และเมื่อครั้งพิธีปิดการอบรมและมอบประกาศนียบัตรแก่เกษตรกรที่เข้ารับการอบรมในโครงการฯ เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2545 โดยนายสุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เป็นภาพที่แสดงให้เห็นประจักษ์แก่สายตาผู้ร่วมงานทุกคน ได้รับรู้ถึงความร่วมมือ ความตระหนัก และเห็นคุณค่าของสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน ดังที่ นางวารี เรืองศรี หนึ่งในเกษตรกรที่เข้ารับการอบรมและเจ้าของแปลงปฏิบัติในโรงเรียนเกษตรกร บ้านตะพังโคลน อำเภอลาดบัวหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงที่ดังฟังชัดปนเสียงหัวเราะแห่งความสุขและสดชื่น ว่า

"…ดิฉันได้เรียนรู้หลายอย่าง รู้จักแมลงที่มีประโยชน์และแมลงศัตรูพืชมากขึ้น แมลงที่มีประโยชน์ เช่น ด้วงดิน ด้วงก้นกระดก มวนพิฆาต มวนเพชรฆาต แมงมุม แมลงปอด แตนเบียน ซึ่งแมลงพวกนี้มันช่วยทำลายศัตรูข้าว เช่น เพลี้ยไฟ หนอนกอ บั่ว เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล แมลงสิง เป็นต้น ดิฉันได้เรียนรู้ว่าการใช้สารเคมีก็ไม่มีประโยชน์ และร่างกายของดิฉันก็ไม่ต้องเสี่ยงต่อสารพิษ เหตุที่โรคข้าวเกิดขึ้นในแปลงข้าว ก็เพราะเราใช้เมล็ดพันธุ์มากเกินความจำเป็น ทำให้ข้าวแน่น พวกแมลงก็มาอยู่อาศัยและระบาดอย่างรวดเร็ว ไม่สามารถควบคุมได้ และดิฉันได้เรียนรู้คุณประโยชน์ของฟางข้าว ธาตุอาหารที่ข้าวต้องการและการทำงานเป็นกลุ่ม สมาชิกทุกคนสามัคคีกันมาก…"

"…รู้สึกปลาบปลื้มที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานวิธีการทำนาแบบชีววิธี ทำให้รู้จักแมลงที่ให้คุณและไม่ให้คุณต่อต้นข้าว เดิมเกษตรกรทำนาแบบไม่รู้ว่าอะไรประหยัดต้นทุน ส่วนการมาอบรมที่โรงเรียนเกษตรกร ดีใจที่ชาวนาได้รับความรู้การกำจัดศัตรูข้าวทางธรรมชาติ และมีนกช้อนหอยกินหอยเชอรี่ ทุ่นเงินของชาวนาไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง ลดต้นทุนเยอะ…"

นายไพฑูรย์ ไกรวงษ์ กล่าวจากความรู้สึกที่ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ

คำบอกเล่าถึงโครงการแปลงนาสาธิตแบบชีววิธีแห่งนี้ของเกษตรกรที่เข้ารับการอบรมพร้อมกับใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส ได้บ่งบอกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้พระราชทานแนวทางการพัฒนาการเกษตรผสมผสานที่ยั่งยืนแก่ชาวนาไทย ทรงจุดฝันเกษตรกรไทยให้มีอาชีพที่ยั่งยืนควบคู่กับการอนุรักษ์ ดิน น้ำ ลม ไฟ ให้แก่ผืนแผ่นดินไทยให้คงอยู่อย่างยั่งยืน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสอยู่ตลอดเวลาว่า ธรรมชาตินั้นถูกสร้างกำหนดขึ้นมาอย่างสมดุลพอดีแล้ว แต่มนุษย์เป็นผู้ทำลายห่วงโซ่ของความสมดุลนี้ ส่งผลกระทบต่อสภาพสิ่งแวดล้อมอย่างมากมาย

นับแต่นี้ต่อไป เกษตรกรไทยจะได้ทำหน้าที่น้อมนำและสานต่อแนวพระราชปณิธานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และมุ่งสร้างฝันแผ่นดินไทย จากกระบวนการเรียนรู้ที่ถูกวิธี นอกเหนือจากผลผลิตที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังเป็นการบริหารจัดการในลักษณะที่ยั่งยืนตามแนวพระราชดำริ ที่จะทำให้มนุษย์อยู่คู่กับธรรมชาติอย่างผสมกลมกลืนตลอดไป