ฉบับ เดือน ธันวาคม ๒๕๔๕       

เรียบเรียงโดย :: ปิยะฉัตร ภมรสูต

 

ป่าไม้และชุมชนมีความสัมพันธ์เกื้อหนุนกันและกันมาช้านาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชุมชนในชนบทนับว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับทรัพยากรป่าไม้อย่างใกล้ชิดที่สุด ด้วยเหตุนี้ โครงการป่าชุมชน จึงเกิดขึ้นบนพื้นฐานความคิดที่จะให้คนสามารถอยู่ร่วมกับป่าและมีจิตสำนึกในการหวงแหนป่า ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชน ดังพระราชดำรัส สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่พระราชทานแก่โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ บ้านห้วยไม้หก ตำบลแม่ตื่น อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2542 ว่า

"...ให้ป่าอยู่กับคนได้ มุ่งเน้นให้คนอยู่กับป่าได้อย่างมีความสุขและยั่งยืน..."

ผืนดินที่ ตำบลตกพรม อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี จำนวน 160 ไร่ 1 งาน 86 ตารางวา ที่ครอบครัวลักคุณะประสิทธิ์ น้อมเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และทรงให้นำที่ดินผืนนี้มาพัฒนาให้เป็นป่าชุมชน โดยให้ประชาชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และดูแลป่าเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ชาวบ้านต่อไป


จากผืนดินที่เป็นป่ายางปล่อยรกร้างว่างเปล่ามากว่า 40 ปี บัดนี้ ได้ถูกนำมาพัฒนาให้เป็น "โครงการพัฒนาป่าชุมชน ตำบลตกพรม (บ้านอ่างเอ็ด) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ" โดยมีหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมดำเนินงานสนองพระราชดำริ และได้เริ่มดำเนินการในปี พ.ศ. 2545 เป็นปีแรก ในขั้นต้นได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ กรมวิชาการเกษตร เข้าไปสำรวจพันธุ์ไม้ และพันธุ์พืชที่เจริญเติบโตในพื้นที่ พบว่า ที่ดินแปลงนี้ยังคงความอุดสมบูรณ์ มีไม้ใหญ่ สมุนไพร พันธุ์พืช และผลไม้ขึ้นอยู่ทั่วไปในบริเวณที่ดิน สามารถแบ่งพันธุ์ไม้ออกเป็น 3 ประเภท คือ

  • พันธุ์ไม้ยืนต้น ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากถึง 90% ของพื้นที่ เป็นพันธุ์ประเภทไม้เนื้ออ่อน และมีไม้เนื้อแข็งขึ้นปะปนเพียงเล็กน้อย ได้แก่ ยางพารา นนทรีป่า กระบก กระท้อนป่า อ้อยช้าง โมกป่า คอเหี้ย อินทนิน ยางนา สำรอง เลือดควาย ไทร มะไฟ ชะมวง มะกล่ำต้น มะเดื่อ ไผ่ป่า เป็นต้น
  • พันธุ์ไม้พื้นล่างและมีกล้าไม้จากป่าไม้ธรรมชาติขึ้นหนาแน่นทั่วบริเวณ ได้แก่ ระกำ กล้วยป่า กระพ้อด้วง หวายโสม หวายปลอก หวายขี้ไก่ หวายโป่ง หมากลิง เต่าร้างหนู เข็มป่า เร่วกินลูก กลอย ม้ากระทืบโรง กระวานดิน และเถาวัลย์ชนิดต่างๆ
  • พันธุ์ไม้ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งมีทั้งใช้ประโยชน์จากเนื้อไม้ ได้แก่ ยางพารา นนทรีป่า กระบก ขนุนป่า ยางนา อ้อยช้าง สำรอง อินทนิน มะกล่ำต้น เป็นต้น และใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ เช่น เป็นอาหาร ทำยาสมุนไพร ได้แก่ ระกำ ชะมวง มะไฟ กลอย กระวานดิน เร่วกินลูก เต่าร้าง หวายชนิดต่างๆ หมากลิง ม้ากระทืบโรง เฟิร์นข้าหลวงหลังลาย กล้วยป่า ไผ่ป่า ฯลฯ
ระกำ ยางพาราโบราณ เป็นชนิดพันธุ์ไม้หลักที่พบทั่วไปในพื้นที่

 

 

จากการสำรวจของเจ้าหน้าที่ พบว่า พันธุ์ไม้และพันธุ์พืชที่เจริญเติบโตในพื้นที่นั้น ล้วนแล้วแต่เป็นพันธุ์ไม้ที่มีประโยชน์ต่อชุมชนเป็นอย่างยิ่ง กล่าวคือ ชุมชนสามารถเข้าไปเก็บพืชพันธุ์เหล่านั้นมาใช้อุปโภค บริโภค ทำยาสมุนไพรรักษาโรค รวมทั้งยังเป็นสถานที่ที่ให้เยาวชนและประชาชนได้เข้ามาศึกษาหาความรู้ด้านระบบนิเวศวิทยาของป่าไม้ แต่เนื่องจากทรัพยากรป่าไม้เป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วมีแต่จะหมดไป หากไม่มีการปลูก หรือไม่รู้จักวิธีการดูแลรักษาอย่างถูกวิธี ก็จะทำให้ป่าไม้หมดไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้น การปลูกพืช หรือพันธุ์ไม้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับสภาพพื้นที่จึงเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง และควรจะเป็นวิธีที่ง่ายต่อการทำความเข้าใจ ไม่ยุ่งยากซับซ้อนจนเกินไป เพื่อให้ประชาชนสามารถนำมาปฏิบัติได้ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานแนวทางในการปลูกป่าธรรมชาติ ว่า

"ศึกษาดูก่อนว่าพืชพันธุ์ไม้ดั้งเดิม มีอะไรบ้าง แล้วปลูกแซมตามรายการชนิดต้นไม้ที่ศึกษามาได้
ไม่ควรนำไม้แปลกปลอมต่างพันธุ์ต่างถิ่นเข้ามาปลูกโดยยังไม่ได้ศึกษาอย่างแน่ชัดเสียก่อน"

การดำเนินงานโครงการป่าชุมชนนั้น นอกจากจะต้องศึกษาพันธุ์ไม้ชนิดต่างๆ ที่เจริญเติบโตในพื้นที่แล้ว หลักสำคัญอีกประการหนึ่ง ก็คือ การให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมรับรู้ในการดำเนินงานต่างๆ ตั้งแต่ต้น ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนเกิดจิตสำนึกในการหวงแหนป่าเสมือนเป็นสมบัติของชุมชน ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้เจ้าหน้าที่จากกรมป่าไม้เข้ามาเป็นพี่เลี้ยงในการอบรมให้ความรู้ด้านต่างๆ ในระยะแรก เพื่อให้ชาวบ้านสามารถดูแลพื้นป่าได้อย่างถูกวิธีต่อไป ดังพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ. 2519 คราวเสด็จฯ ไปหน่วยงานพัฒนาต้นน้ำทุ่งจ๊อ จังหวัดเชียงใหม่ ความว่า

"เจ้าหน้าที่ป่าไม้ควรจะปลูกต้นไม้ลงในใจคนเสียก่อน
แล้วคนเหล่านั้นก็จะพากันไปปลูกต้นไม้ลงบนแผ่นดิน และรักษาต้นไม้ด้วยตนเอง"

สภาพพื้นที่โดยทั่วไปมี เร่ว หมาก หวาย ฯลฯ เป็นไม้พื้นล่าง
เจ้าหน้าที่และผู้แทนชุมชนประชุมระดมความคิดร่างแผนงาน / งบประมาณ

 

ปัจจุบันโครงการพัฒนาป่าชุมชน ตำบลตกพรม (บ้านอ่างเอ็ด) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้สำรวจพันธุ์ไม้ พันธุ์พืชในพื้นที่ พร้อมทั้งประชุมชี้แจงให้ผู้แทนชุมชน ตลอดจนชาวบ้านได้ทราบถึงความเป็นมา ความหมาย หลักการดำเนินงานป่าชุมชน รวมไปถึงได้ฝึกอบรมในด้านต่างๆ เพื่อให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมและเกิดความรู้ ความเข้าใจ ในการดูแลรักษาป่า ซึ่งเป็นสมบัติของชุมชนสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี โดยชาวบ้านได้ให้ความสนใจและร่วมมือในการดำเนินงานดังกล่าวเป็นอย่างมาก เห็นได้จากการที่ชาวบ้านได้ร่วมกันนำเอาพันธุ์กล้าไม้ของตนร่วมบริจาคสมทบ เพื่อปลูกป่าในโครงการด้วยความสมัครใจ และในอนาคตเมื่อโครงการป่าชุมชนฯ แล้วเสร็จสำเร็จเป็นรูปเป็นร่าง พืชและผลที่ชาวบ้านช่วยกันหว่านลงดินก็จะเจริญเติบโตออกดอกออกผล กลับกลายเป็นผลกำไรให้พวกเขาเก็บเกี่ยวผลผลิตเหล่านั้นไปจำหน่าย เป็นการเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งนับเป็นประโยชน์ทางอ้อมของป่าชุมชนที่หยิบยื่นให้แก่ชาวบ้านต่อไป

 

จากผืนป่ารกร้างที่ไม่ได้มีการใช้ประโยชน์ในวันก่อน ซ้ำร้ายยังมีกลุ่มมิจฉาชีพเข้าไปลักลอบตัดไม้ทำลายป่า สร้างความเสียหายแก่ธรรมชาติ มาบัดนี้ ได้กลับพลิกสภาพกลายเป็น ป่าชุมชน ที่นำพาความร่มเย็นเป็นสุขมาสู่ราษฎรในชุมชนแห่งนี้ และที่สำคัญโดยหาที่เปรียบไม่ได้ คือ ชาวบ้านทุกคนต่างรู้สึกปลาบปลื้มยินดีเป็นล้นพ้นที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เข้ามาสร้างความเจริญให้แก่ราษฎรตำบลตกพรม ซึ่งถือเป็นขวัญและกำลังใจอันยิ่งยวดที่จะผลักดันให้ชาวบ้านร่วมมือร่วมใจกัน ทำให้โครงการพัฒนาป่าชุมชน ตำบลตกพรม (บ้านอ่างเอ็ด) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ดำรงอยู่คู่กับประชาชนตำบลตกพรม ตลอดไป