|
เช่นเดียวกับลุ่มน้ำโขงที่ถูกกำหนดให้เป็นเส้นกั้นพรมแดนไทย-ลาว ก็ไม่เคยเป็นอุปสรรคในการติดต่อสัมพันธ์กันของเครือญาติสองฟากฝั่งน้ำ
และความสัมพันธ์ระหว่างไทย-ลาว ยิ่งแน่นแฟ้นขึ้นเป็นลำดับ เมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานโครงการศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตร
(หลัก 22) ให้แก่ประเทศลาวตามที่นายไกสอน พมวิหาร อดีตประธานประเทศในขณะนั้นขอพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณ
เมื่อปี พ.ศ. 2537
การทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่ายไทย-ลาว เพื่อพัฒนาราษฎรในหมู่บ้านรอบศูนย์ฯ
ที่กำหนดไว้ในระยะแรก 5 หมู่บ้าน ในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา ได้ก่อให้เกิดการเพิ่มขึ้นของผลผลิตในทุกด้านที่ชัดเจน
คือ การผลิตข้าว ได้เพิ่มจาก 32 ถัง/ไร่ เป็น 46 ถัง/ไร่ เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มจากประมาณ
7,000 บาท/ครัวเรือน/ปี เป็นประมาณ 20,000 บาท/ครัวเรือน/ปี และในด้านขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่ฝ่ายลาวประจำศูนย์ฯ
สามารถผลิตพันธุ์ข้าว พันธุ์พืชไร่-ไม้ผล พันธุ์สุกร โค-กระบือ สัตว์ปีก
และพันธุ์ปลาได้เอง จนเรียกได้ว่าสามารถพึ่งพาตนเองได้แล้วในด้านวิชาการ
เพื่อเป็นศูนย์กลางในการให้บริการปัจจัยการผลิตต่างๆ ให้แก่เกษตรกรอย่างพอเพียงในหมู่บ้านรอบศูนย์
และได้ขยายผลการพัฒนาโดยเพิ่มหมู่บ้านรอบศูนย์ฯ เป็น 9 หมู่บ้านในปัจจุบัน
แม้ว่า ศูนย์หลัก 22 จะมีศักยภาพการผลิตพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ เพื่อให้บริการได้มากขึ้น
และเกษตรกรลาวจะสามารถเพิ่มผลผลิตมากขึ้น แต่ปัญหาที่พบควบคู่กันไป
คือ การใช้สารเคมีในปริมาณสูง ซึ่งนอกจากจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เป็นหนี้สิ้นแล้ว
ยังเป็นผลเสียต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมด้วย ประกอบกับ เกษตรกรลาว เสนอว่า
ปัญหาหลักของการขยายผลการพัฒนา คือ การขาดแคลนทุนประกอบอาชีพ ดังนั้น
คณะทำงานฝ่ายไทย-ลาว จึงเห็นร่วมกันว่าเป็นโอกาสดีที่จะมีการอบรมให้ความรู้ในการจัดตั้งกองทุนหมู่บ้าน
โดยสอดแทรกเนื้อหาของการลดการใช้สารเคมีและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
ซึ่งเป็นแนวทางของการเกษตรแบบยั่งยืนไปพร้อมกัน
นี่เอง จึงเป็นที่มาของ โครงการฝึกอบรมกองทุนหมู่บ้านและสหกรณ์
โดยคัดเลือกผู้นำเกษตรกรลาวจากหมู่บ้านรอบศูนย์ฯ จำนวน
9 คน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ส่งเสริมและพัฒนาชุมชนของศูนย์ฯ อีก 2 คน
เดินทางมาอบรมดูงานในหมู่บ้านที่ผ่านร้อนผ่านหนาวในเรื่องนี้มาแล้วระยะหนึ่งของประเทศไทย
|
สำหรับรูปแบบการอบรมในคราวนี้ มีความเข้มข้นถึงลูกถึงคน
โดยให้เกษตรกรลาวร่วมอยู่ร่วมกินในหมู่บ้านกับเกษตรกรไทย มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิถีชีวิตระหว่างกัน
ตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้าตรู่ ศึกษาว่าเกษตรกรไทยแต่ละบ้านทำกินกันอย่างไร
จนกระทั่งเข้านอนในตอนดึกของทุกคืนอย่างคุ้มค่าทุกนาทีที่อยู่ในประเทศไทย
เริ่มจากบ้านกองนาง อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย
ซึ่งชาวบ้านมีการรวมกลุ่มสหกรณ์ประมงที่เข้มแข็ง มีกลุ่มออมทรัพย์สวัสดิการของชุมชน
รายได้หลักของชาวบ้านมาจากการเพาะเลี้ยงปลา เกษตรกรลาวได้ร่วมลงอวนจับปลา
เพื่อคัดเลือกพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ จากนั้นนำมายังบ่อเพาะฟัก
ฝึกผสมเทียม จนกระทั่งได้เห็นลูกปลาฟักออกมาเป็นตัว การได้ลงมือทำด้วยตนเองเช่นนี้
ทำให้มีความมั่นใจว่าเมื่อกลับไปแล้วจะสามารถผสมและเพาะฟักพันธุ์ปลาได้อย่างแน่นอน
|

พิธีต้อนรับบายศรีสู่ขวัญที่ศูนย์อินแปง
อ.กุดบาก จ.สกลนคร
|
เกษตรกรลาวให้ความสนใจเรื่องประมงมาก เนื่องจากขณะนี้ ปลาในแหล่งน้ำธรรมชาติเริ่มลดน้อยลงและคนลาวนิยมบริโภคปลา
ลูกปลาที่ผลิตได้ยังมีราคาแพง ตัวละประมาณ 1 บาท ดังนั้น อาชีพเพาะเลี้ยงลูกปลาขายจึงมีแนวโน้มที่สดใส
แม้ว่า ศูนย์ฯ จะสามารถเพาะลูกปลาได้ปีละประมาณ 1 ล้านตัวแล้ว แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ
|
|
|
|
ลงอวนคัดเลือกพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์
และฝึกผสมเทียมปลา ร่วมกับสมาชิกสหกรณ์ประมงบ้านกองนาง จ.หนองคาย
|
ศึกษาการแปรรูปผลผลิตการเกษตร
|
จากหมู่บ้านสหกรณ์ประมง ไปสู่วิถีชีวิตของหมู่บ้านการเกษตรยั่งยืนที่ศูนย์อินแปง
อำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร ชาวบ้านที่นี่มีความโดดเด่นในการจัดตั้งกลุ่มและเครือข่ายการบริหารกลุ่มออมทรัพย์
มีการทำแผนแม่บทเพื่อกำหนดทิศทางของชุมชน มีความเชี่ยวชาญในการขยายพันธุ์ไม้ผล
ด้วยวิธีการต่างๆ ตั้งแต่การปักชำ ตอนกิ่ง ติดตา เสียบยอด เสริมราก
ซึ่งเกษตรกรลาวก็ได้ลงมือขยายพันธุ์ไม้กันอย่างสนุกสนาน และมีการมอบพันธุ์ไม้ให้ติดไม้ติดมือเป็นที่ระลึกกลับฝั่งลาวด้วย
เพื่อจะได้คิดถึงกันยามเมื่อปลูกและดูแลต้นไม้ ที่ประทับใจเพื่อนลาวมากที่สุด
เห็นจะเป็นความคิด "ยกป่ามาไว้ที่สวน" โดยการนำไม้ป่ามาปลูกไว้ใช้สอยในชุมชน
เพื่อจะได้ไม่ต้องไปรบกวนป่าธรรมชาติ และสีสันที่สุดของค่ำคืนเป็นพิธีบายศรีสู่ขวัญผูกข้อมืออวยพรกันเสมือนการผูกมิตรนับกันเป็นเพื่อนแท้
ซึ่งสร้างความประทับใจจนน้ำตาซึมกันทั้งสองฝ่าย และอดไม่ได้ที่จะนำแคนมาบรรเลงแลกเปลี่ยนขับกล่อมกันอย่างกลมกลืนรื่นเริง
ที่หมู่บ้านอนุรักษ์และพัฒนาควายไทย อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น
เกษตรกรลาวได้ศึกษาการจัดตั้งกลุ่มและเครือข่ายในการพัฒนาและอนุรักษ์พันธุ์ปศุสัตว์
โดยเฉพาะควาย ซึ่งลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว สำหรับที่ประเทศลาว เกษตรกรจะเลี้ยงวัว-ควายควบคู่ไปกับการทำนา
เพื่อเพิ่มรายได้ เนื่องจากทำนาอย่างเดียวผลผลิตไม่เพียงพอกับการยังชีพ
และที่นี่ยังได้ความรู้โดยการลงมือปฏิบัติเกี่ยวกับการนำมูลสัตว์มาทำปุ๋ยธรรมชาติ
และการทำปุ๋ยชีวภาพ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิต ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
และสิ่งแวดล้อม ขณะที่ฝ่ายลาว ซึ่งมีพื้นฐานความรู้ในการรักษาโรคสัตว์โดยใช้สมุนไพรอยู่แล้วก็นำมาเล่าสู่กันฟัง
จุดเน้นสุดท้ายอยู่ที่ กลุ่มเครือข่ายประชาคมสุขภาพ ในเขตอำเภออุบลรัตน์
จังหวัดขอนแก่น ดำเนินการโดยโรงพยาบาลอุบลรัตน์ ซึ่งเชื่อมโยงเครือข่ายองค์ความรู้ด้านการเกษตร
สิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณี และสุขภาพเข้าด้วยกันอย่างบูรณาการ
โดยมีเป้าหมายสุดท้ายอยู่ที่การมีสุขภาพดีและดำรงชีวิตอย่างมีความสุข
แม้แต่พระสงฆ์ก็มีส่วนร่วมในการเป็นศูนย์กลางของการผนึกกำลังของชุมชนในการพัฒนาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
ซึ่งเกษตรกรลาวประทับใจกับบทบาทของพระสงฆ์ในด้านนี้ และเห็นว่าสถาบันศาสนามีบทบาทสำคัญในการรวมกลุ่มชุมชน
และในประเทศลาวเองก็กำลังฟื้นฟูบทบาทของพระสงฆ์กับการพัฒนาเช่นเดียวกัน
ที่บ้านคำปลาหลาย
หนึ่งในหมู่บ้านเครือข่ายประชาคมสุขภาพ เกษตรกรลาวได้พบกับ
"มาร์ติน" ชาวอังกฤษที่ละทิ้งโลกแห่งความเจริญด้วยวัตถุนิยมมาใช้ชีวิตอย่างถาวรในชนบทที่เรียบง่ายของประเทศไทยเพราะตระหนักรู้ในความต้องการที่แท้จริงของชีวิต
คือการได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี ดิน น้ำ อากาศ ปราศจากมลภาวะ สังคมที่อบอุ่นเอื้ออาทร
มีน้ำใจให้กันและกัน ซึ่งหาไม่ได้แล้วในประเทศอุตสาหกรรม จึงเป็นบทเรียนทั้งของไทย-ลาว
ที่มีพื้นฐานการพัฒนาใกล้เคียงกัน น่าที่จะพิจารณาในการกำหนดอนาคตของการก้าวไปข้างหน้าอย่างถูกทิศทาง
สิบวันของการใช้ชีวิตร่วมกับเกษตรกรไทยผ่านไปรวดเร็ว จนไม่ทันที่จะคิดถึงบ้านและมีเสียงรำพึงลอยลมมาว่าระยะเวลาน้อยเกินไป
สำหรับบทเรียนอันทรงคุณค่ามากมายที่จะได้นำไปปฏิบัติและถ่ายทอดให้แก่เพื่อนบ้านที่ไม่มีโอกาสได้มาสัมผัสประสบการณ์ตรงด้วยตนเอง
|
|
|
|
พระอาจารย์เขียน พระสงฆ์นักพัฒนา
ศูนย์กลางการรวมกลุ่มของเครือข่ายประชาคมสุขภาพ
|
นายเฉลิมเกียรติ แสนวิเศษ
รองเลขาธิการ กปร. กล่าวปิดการอบรมและมอบประกาศนียบัตร
|
แต่ละหมู่บ้านที่ผ่านไปเต็มไปด้วยร่องรอยของมิตรภาพและไมตรีของเกษตรกรที่พูดภาษาเดียวกัน
และต่างถ้อยทีแลกเปลี่ยนกัน ต่างคนต่างอำลากันด้วยของฝากและถ้อยคำเชิญชวน
"แล้วไปเยี่ยมยามกันบ้างเด้อ"
งานนี้มี กรมวิเทศสหการ เป็นเจ้าภาพหลักสนับสนุนงบประมาณ ซึ่งทำให้มั่นใจได้ว่ากิจกรรมในลักษณะนี้
จะได้รับการบรรจุไว้เป็นแผนงานความร่วมมือระหว่างประเทศไทย-ลาวอย่างต่อเนื่อง
เพื่อถักทอสายสัมพันธ์สองประเทศให้หยั่งรากลึกลงไปถึงระดับประชาชน
ซึ่งมีพื้นฐานทั้งภาษาและสังคม วัฒนธรรม วิถีชีวิต การประกอบอาชีพ
ที่มีความคล้ายคลึงกัน ให้ได้มีโอกาสมาแลกเปลี่ยน เรียนรู้ลงมือปฏิบัติร่วมกัน
กอดคอกันก้าวไปข้างหน้า บนฐานรากของเกษตรกรรมธรรมชาติที่เข้มแข็งท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกาภิวัตน์อย่างรอบคอบ
ทันการณ์ ช่วยเหลือเอื้ออาทรเกื้อกูลกัน เพื่อความไพบูลย์อย่างมั่นคงและยั่งยืนร่วมกันตลอดไป
|