| " การเกษตรนี่มีความสำคัญจริง ถ้าไม่มีการเกษตรก็เกือบจะพูดได้ว่าเราจะต้องตายกันหมด
เพราะจะไปอาศัยอาหารวิทยาศาสตร์ก็รู้สึกว่าลำบากอยู่
จะกินไม่อิ่มแต่ว่าทำไมคนถึงนึกว่าการเกษตรนี่เป็น
สิ่งที่ต่ำต้อยที่ไม่สำคัญ ทั้งๆ ที่ความจริง
เราต้องอาศัยการเกษตรเพื่อชีวิตของเรา
ไม่ใช่เฉพาะสำหรับอาหารเท่านั้น สำหรับสิ่งอื่นทั้งหลายด้วยที่เราต้องอาศัยการเกษตร
อันนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่น่าประหลาด ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่น่าประหลาดเหมือนกันคือได้พบว่า
การเกษตรนั้นนะไม่ใช่เฉพาะ การเอาเมล็ดผักไปหยอดในร่อง
แล้วมันจะขึ้นมาเป็นผลผลิตที่เหมาะสมได้
หากแต่ต้องอาศัยวิชา การอย่างอื่นทุกด้าน
ตั้งแต่การหยอดเมล็ดพันธุ์ลงไปในร่อง
จนกระทั่งให้ฝักหรือสิ่งนั้นงอกขึ้นมาเป็นประโยชน์ได้
ต้องอาศัย ทุกอย่างในชีวิตของคน คือทุกสาขาของความรู้ที่ต้องผ่านมา
" |
| จากพระราชกระแสข้างต้น ชี้ให้เห็นว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
ทรงเห็นความสำคัญของการเกษตร และมีพระปรีชาสามารถในด้านนี้เป็นอย่างมาก
อีกทั้งทรงเคยทำการเกษตรมาด้วยพระองค์เอง
และพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณส่งเสริม
และเผยแพร่การเกษตรตลอดมา |
ดังนั้นเมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้รับที่ดินจำนวน 252ไร่ 36 ตารางวา ซึ่งอยู่ที่ตำบลบึงทองหลาง
อำเภอลำลูกกา จังหวัด ปทุมธานี ที่นางพเยาว์ และนางสาวผุสนา
คชาชีวะ ได้น้อมเกล้าฯ ถวายไว้ในนามมูลนิธิชัยพัฒนา
โดยที่สภาพที่ดินดังกล่าวเป็นที่นามี
ถนนตัดผ่านแบ่งแปลงที่ดิน ออกเป็นสองส่วนคือ
ส่วนแรกจากริม ถนนพหลโยธิน-ลำลูกกา
ถึงชายคลอง 11 (รังสิต) มีระยะ 200 เมตร เนื้อที่
37ไร่ ส่วนที่สองจากริมถนนจนสุดที่ดิน
มีระยะ 1,120 เมตร มีเนื้อที่ 210 ไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่ใช้ปลูกข้าว
ซึ่งสามารถปลูกข้าวได้ปีละ 3 ครั้ง ได้ผลผลิตเฉลี่ย
ครั้งละ 70 - 80 ถังต่อไร่ ขณะนี้มีราษฎรเช่าที่อาศัยและทำนาอยู่เดิม
8 ครอบครัว ด้วยทรงมีพระราชประสงค์จะนำที่ดินผืนนี้มาใช้
ให้เกิดประโยชน์ต่ออาณาประชาราษฎร์ของพระองค์
ประกอบกับที่ดินดังกล่าวตั้งอยู่ในจังหวัดปทุมธานี
ซึ่งเป็นจังหวัดที่เป็นแหล่งผลิตทางการเกษตรที่สำคัญ
ของภาคกลางและใกล้กรุงเทพฯ จึงทรงมีพระราชกระแสกับพลเอกเทียนชัย
จั่นมุกดา รองสมุหราชองครักษ์ว่า "ให้มูลนิธิชัยพัฒนา
ร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ศึกษาความเหมาะสมในการจัดตั้ง
ศูนย์บริการวิชาการเกษตร รวมทั้งจัดการระบบชลประทาน"
ด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่เปี่ยมไปด้วยพระเมตตา
โดยเกรงว่าราษฎรที่เช่าที่ดินทำนาอยู่เดิม
จะได้รับความเดือดร้อนไม่มีที่อยู่อาศัยและทำกิน
จึงมีพระราชกระแสเพิ่มเติมว่า "เพื่อไม่ให้ราษฎรที่เช่าที่ดินทำนาอยู่เดิมเดือดร้อน
ให้จัดแปลงที่ดินในลักษณะแปลงทฤษฎีใหม่
แล้วนำราษฎรทั้ง 8 รายเข้ามาอยู่และทำกิน" |
สำนักงานเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา จึงได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
อาทิ จังหวัดปทุมธานี กรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน
กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตรและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
เป็นต้น นอกจากนี้ยังได้ขอความร่วมมือจาก
ภาคเอกชน คือ บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
ให้เข้ามามีส่วนร่วมดำเนินงานสนองพระราชดำริ
และได้มีการประชุมหารือกำหนดแนวทาง
การจัดตั้งศูนย์บริการวิชาการเกษตรดังกล่าว
โดยยึดแนวพระราชดำริในเรื่องของ
ความประหยัดและเรียบง่าย ซึ่ง ได้กำหนดรูปแบบ
(Model) และจัดสรรแปลงที่ดิน ออกเป็นส่วนๆ
คือ |
1) ที่ดินในส่วนแรก (ด้านหน้าติดถนนลาดยาง
ด้านหลังติดคลอง 11) จำนวน 37 ไร่ จะใช้เป็นสถานที่บริการ
โดยมี อาคารสำนักงาน อาคารจำหน่ายผลิตภัณฑ์เกษตร
โรงบรรจุหีบห่อ และอาคารพาณิชย์ ตามความเหมาะสมกับทำเลที่ตั้ง
และอื่นๆ |
2)
ที่ดินในส่วนที่สอง จำนวน 210 ไร่ จะดำเนินการจัดผังแบ่ง
เป็นแปลงต่างๆ ดังนี้ |
(1) จัดทำแปลงทฤษฎี ใหม่ แปลงละ 5 - 7 ไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่
กับจำนวนแรงงานของราษฎรและ ชนิดของพืชที่ปลูก
(2) จัดทำแปลงไม้ผล จำนวน 30 ไร่
(3) จัดทำแปลงพืชผักไม้ ดอกไม้ประดับ
จำนวน 22 ไร่
(4) จัดทำแปลงสมุนไพร และพืชผักพื้นเมือง
จำนวน 5 ไร่
(5) แปลงนาข้าวอินทรีย์ จำนวน 30 ไร่
(6) เหลือที่ดินประมาณ 32 ไร่ สำรองไว้เป็นโรงเรือน
ลานตากข้าว ลานอเนกประสงค์ และอื่นๆ
(7) ถนนรอบพื้นที่กว้าง ขนาด 3 เมตร จะปลูกมะพร้าวน้ำหอม
สะเดา และอื่นๆ
(8) คันดินรอบแปลงต่างๆ จะปลูกตะไคร้ผสมหญ้าแฝก |
3)
สำหรับระบบชลประทาน จะทำคลองรอบแปลงที่ดิน
และแยกระบบน้ำเข้าแปลงพืชแต่ละชนิด
โดยจะตั้งสถานีสูบน้ำ 2 จุด ตรงหัวมุมแปลงที่ดินริมคลอง
11 |
ในอนาคต " ศูนย์บริการวิชาการเกษตร " แห่งนี้ จะเป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้ด้านวิชาการเกษตร
แบบครบวงจรระหว่างเกษตรกรกับเกษตรกร โดยมีหน่วยงานราชการและภาคเอกชนให้การสนับสนุน
ในรูปแบบของการให้บริการเบ็ดเสร็จ และจะยึดถือแนวทางการพัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืน
ซึ่งมีสถานที่จำหน่ายผลผลิตการเกษตรที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
ของผู้บริโภคอีกด้วย |