ปัจจุบันคนทั่วไป
จะคุ้นเคยกับคำว่า"แก้มลิง" อันเป็น
โครงการจัดระบบการบริหารจัดการด้าน
น้ำท่วมในเขตกรุงเทพมหานครและ เขตปริมณฑลตามแนวพระราชดำริ
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแต่
หน่วยงานที่รับผิดชอบพื้นที่ภาคใต้
และคนภาคใต้มักจะคุ้นเคยกับคำว่า
"แกล้งดิน"มาเป็นเวลาหลายปีแล้ว
|
ทำไมถึงต้อง "แกล้งดิน " สืบเนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ได้เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราช
ฐานและทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในภาคใต้
อย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ปี 2516 เรื่อยมา ทำให้ทรง
ทราบว่าราษฎรในพื้นที่แถบจังหวัดนราธิวาส
และจังหวัดใกล้เคียง ประสบปัญหาอยู่นานัปการ
ราษฎรขาดแคลนที่ทำกิน อันเป็นสาเหตุสำคัญใน
การดำรงชีพพื้นที่ดินพรุที่มีการ
ระบายน้ำออกจะแปรสภาพเป็นดินเปรี้ยวจัด
เนื่องจากสารไพไรท์ที่มีอยู่ในดินทำ
ปฏิกริยากับออกซิเจนในอากาศแล้วปลดปล่อย
กรดกำมะถันออกมามากจนถึงจุดที่เป็น
อันตรายต่อพืชที่ปลูกหรือทำให้ผลผลิต
ลดลงอย่างเห็นได้ชัดจึงได้มี
พระราชดำริให้จัดตั้ง" โครงการศูนย์ศึกษา
การพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระ
ราชดำริ" ขึ้น ณ จังหวัดนราธิวาส เมื่อปี 2524
เพื่อศึกษา และปรับปรุงแก้ไขปัญหาพื้นที่พรุให้
สามารถใช้ประโยชน์ทางการเกษตรและด้าน
อื่นๆ ได้ ต่อมาเมื่อวันที่ 16 กันยายน
2527 ณ ศูนย์ ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจาก
พระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่
หัวได้มีพระราชดำริเกี่ยวกับเรื่อง |
"แกล้งดิน" ความว่า
"...ให้มีการทดลองทำดินให้เปรี้ยวจัดโดย
การระบายน้ำให้แห้งและศึกษาวิธีการแกล้ง
ดินเปรี้ยว เพื่อนำผลไปแก้ปัญหาดินเปรี้ยว
ให้แก่ราษฎรที่มีปัญหาเรื่องนี้ในเขตจังหวัด
นราธิวาสโดยให้ทำโครงการศึกษาทดลอง
ในกำหนด2 ปี และพืชที่ทำการทดลอง
ควรเป็นข้าว..." |
แกล้งดินทำอย่างไร
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง
อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้ทำการศึกษาวิจัยและปรับปรุงดิน
โดยวิธีการ "แกล้งดิน" คือ ทำให้ดินเปรี้ยว
เป็นกรดจัดรุนแรงที่สุด กล่าวคือ การทำให้ดินแห้ง
และเปียกโดยนำน้ำเข้าแปลงทดลองระยะหนึ่ง
และระบายน้ำออกให้ดินแห้งระยะหนึ่งสลับกัน
จะเป็นการกระตุ้นให้เกิดกรดมากยิ่งขึ้น
ด้วยหลักการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
จึงทรงให้เลียนแบบสภาพธรรมชาติ ซึ่งมีฤดูแล้งและฤดูฝนเป็นปกติในแต่ละปี
แต่ให้ใช้วิธีการร่นระยะเวลาช่วงแล้ง
และช่วงฝนในรอบปีให้สั้นลง โดยปล่อยให้ดินแห้ง
1 เดือน และขังน้ำให้ดินเปียกนาน 2 เดือน สลับกันไป
เกิดภาวะดินแห้ง และดินเปียก 4 รอบ ต่อ 1 ปี เสมือนกับมีฤดูแล้งและฤดูฝน
4 ครั้ง ใน 1 ปี หลังจากนั้นจึงให้หาวิธีการปรับปรุงดิน
ดังกล่าวให้สามารถปลูกพืชเศรษฐกิจได้ |
แกล้งดินแล้วปรับปรุงดิน
: วิธีการที่สำคัญ
เมื่อดำเนินการตามกรรมวิธี
"แกล้งดิน" แล้วก็ใช้วิธีการปรับปรุงดิน
ซึ่งเปรี้ยวจัดให้สามารถใช้เพาะปลูกได้
โดยมีหลายวิธีการด้วยกันดังนี้
-
ใช้ปูน เช่น ปูนขาว หินปูนฝุ่น ใส่ลงไปในดิน
แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน ปูนจะทำปฏิกริยากับกรดกำมะถันในดิน
เกิดสารสะเทิน ปริมาณกรดในดินจะลดลง
ซึ่งหากใส่ในปริมาณที่มากพอจะช่วย
ให้ดินมีสภาพเป็นกลาง
-
ใช้น้ำจืดล้างกรดและสารพิษออกจากดินโดยตรง
วิธีการนี้ใช้เวลานานกว่าวิธีใช้ปูน
เนื่องจากกรดจะชะล้างออกไปอย่างช้าๆ
แต่ได้ผลเช่นกัน
-
ยกร่อง เพื่อปลูกไม้ผลหรือไม้ยืนต้น
โดยมีคูน้ำอยู่ด้านข้าง ให้นำหน้าดินจากดินในบริเวณที่เป็นคูมา
เสริมหน้าดินเดิมที่เป็นคันร่อง ก็จะได้หน้าดินที่หนาขึ้น
ส่วนดินที่มีสารไพไรท์จะใช้เสริมด้านข้าง
เมื่อใช้น้ำชะล้างกรดบนสันร่อง กรดจะถูกน้ำชะล้างไปยังคูด้านข้าง
แล้วระบายออกไป
-
ควบคุมระดับน้ำใต้ดิน ให้อยู่เหนือชั้นดินเลนตะกอนทะเล
ป้องกันไม่ให้สารไพไรท์ทำปฎิกริยากับออกซิเจน
กรดกำมะถันจึงไม่ถูกปลดปล่อยเพิ่มขึ้น
-
ใช้พืชพันธุ์ทนทานต่อความเป็นกรด
มาปลูกในดินเปรี้ยว
ใช้วิธีการต่างๆ ข้างต้นร่วมกัน
|
การดำเนินงานศึกษาทดลองอย่างต่อเนื่อง
ในโครงการแกล้งดิน
ได้มีการดำเนินการในช่วง ต่างๆ ตามแนวพระราชดำริดังนี้
ช่วงที่ 1 (มกราคม 2529-กันยายน 2530) เป็นการศึกษา
การเปลี่ยนแปลงทางเคมีของดิน เปรียบเทียบระหว่างดินที่ปล่อยทิ้งไว้ตามธรรมชาติ
กับดินที่ทำให้แห้งและเปียกสลับกัน
โดยวิธีการสูบน้ำเข้า-ออก การทำดินให้แห้งและเปียกสลับกัน
ดินจะเป็นกรดจัดรุนแรง และมีผล ต่อการเจริญเติบโตของพืช
พบว่าข้าวสามารถ เจริญเติบโตได้ แต่ให้ผลผลิตต่ำ
ช่วงที่ 2 (ตุลาคม 2530-ธันวาคม 2532) ศึกษาการเปลี่ยน
แปลงทางเคมีของดินโดยเปรียบเทียบระหว่างระยะเวลา
ที่ทำให้ดินแห้งและ เปียกแตกต่างกัน
การปล่อยให้ดินแห้งนานมากขึ้น ความเป็นกรดจะรุนแรงมากกว่าการใช้
น้ำแช่ขังดินนานๆ และการให้น้ำหมุนเวียนโดยไม่มีการระบายออก
ทำให้ความเป็นกรดและ สารพิษสะสมในดินมากขึ้น
ในการปลูกข้าวทดสอบความรุนแรงของกรด
พบว่าข้าวตายหลังจากปักดำได้ 1 เดือน
ช่วงที่ 3 (มกราคม 2533-ปัจจุบัน) ศึกษาถึงวิธีการปรับปรุงดิน
โดยใช้น้ำชะล้างความเป็นกรด ใช้น้ำชะล้างควบคู่กับการใช้หินปูนฝุ่น
ใช้หินปูนฝุ่นอัตราต่ำ เฝ้าติดตามการเปลี่ยนแปลงของดิน
หลังจากที่ปรับปรุงแล้วปล่อยทิ้งไว้
ไม่มีการใช้ประโยชน์ และศึกษาการเปลี่ยนแปลงของดินเปรี้ยวจัด
เมื่ออยู่ในสภาพธรรมชาติ ในปริมาณเล็กน้อย
พบว่าวิธีการใช้น้ำชะล้างดิน โดยขังน้ำไว้นาน
4 สัปดาห์ แล้วระบายออก ควบคู่กับการใช้หินปูนฝุ่นในปริมาณเล็ก
น้อยจะสามารถ |