" น้ำพระทัยที่หลั่งไหลดังสายฝน แปรเปลี่ยนความแห้งแล้ง
ให้ชื่นชุ่ม ความไม่มี เป็นพอมีพออยู่
จากเดือดร้อน ก็กลายกลับเป็นฉ่ำเย็น .
. . " |
สภาพเดิมก่อนเริ่มโครงการ
อดีตที่ผ่านมา ผืนป่าสงวน แห่งชาติในบริเวณ
ตำบลสมเด็จเจริญ กิ่งอำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี
มีสีเขียวสดที่คงความ อุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติ
ที่สมบูรณ์ หากแต่ต่อมา ถูกราษฎรอพยพเข้าบุกรุกแผ้วถางผืนป่า
เพื่อใช้เป็นที่เพาะปลูกทำกิน นานวันเข้าจำนวนป่าไม้ก็ลดลง
ทรัพยากร ก็หดหาย ที่เคยมีน้ำก็แห้ง ความแล้งเริ่มเข้ามาเยือนยิ่งขึ้นๆ
ราษฎรที่เคยยังชีพด้วยการเพาะปลูกพืชหลากหลาย
ทั้งปลูก อ้อย มัน สำปะหลัง ข้าวโพด ฯลฯ ก็ทำไม่ค่อยได้ผล
รายได้ไม่พอยังชีพตนเองและครอบครัว
ถ้าปล่อยให้เป็น เช่นนี้ต่อไป พื้นที่บริเวณนี้
อาจกลายเป็นทะเลทราย ไม่สามารถนำไปใช้
เพาะปลูกพืชอะไรได้อย่างแน่นอน |
แนวพระราชดำริ : คนกับธรรมชาติที่สมดุล
ในปี พ.ศ. 2529 ได้มีพระสงฆ์องค์หนึ่ง
(พระอาจารย์จันทร์ คเวสโก) ได้ออกจาริกธุดงค์มาบำเพ็ญเพียรในเขตพื้นที่นี้
ได้พบเห็นถึงความทุกข์ยากของราษฎร
ซึ่งเป็นชาวบ้านหลายเผ่าอยู่รวมกัน
อาทิ ไทย มอญ และชาวไทยภูเขา แต่ละเผ่าก็มีสภาพความเป็นอยู่
และการประกอบอาชีพเป็นไปตามยถากรรม หน้าฝน
น้ำไหลหลาก อย่างรุนแรง หน้าแล้งก็แห้งแล้ง
ร้อนระอุ ทั้งยังทุรกันดารห่างไกลความเจริญ
พระสงฆ์องค์นี้จึงได้ร่วมกับศิษยานุศิษย์ เริ่มทำการช่วยเหลือราษฎรดังกล่าว
และในเวลาเดียวกันก็ได้นำโครงการ
ขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ
เพื่อทอดพระเนตรและมีพระบรมราชวินิจฉัย |
| ต่อมา เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2533 ด้วยพระอัจฉริยภาพ
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงได้พระราชทานพระราชดำริให้
ดำเนินการจัดหาที่ดินจำนวนหนึ่ง
เพื่อนำมาวางแผนและจัดทำเป็นโครงการ
พัฒนาและช่วยเหลือราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อน
ในพื้นที่บริเวณนั้นอย่างเป็นระบบ และพระราชทานชื่อว่า
" โครงการห้วยองคตอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
" |
| แนวพระราชดำริของพระองค์ ที่ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาพื้นที่โครงการฯนั้น
ทรงเน้นเรื่อง " การบริหารและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ " โดยให้ราษฎรได้อยู่อาศัย
และทำกินร่วมกับการคงอยู่ ของธรรมชาติอย่างเกื้อหนุนกัน
ไม่ทำลายซึ่งกันและกัน ตามหลักการฟื้นฟูและสร้างสมดุลในระบบนิเวศ
ทำให้ทุกชีวิตมีความผาสุก และมีคุณภาพดีขึ้น
ซึ่งจะยังผลให้ราษฎร สามารถพัฒนาชีวิตและความเป็นอยู่
การทำมาหากินให้ดีขึ้น ควบคู่ไปกับการพัฒนา
และฟื้นฟูสภาพป่าไม้ให้กลับคืนสู่
สภาพสมบูรณ์อีกครั้งหนึ่ง |
น้ำตาแห้งการต่อต้าน
" ขาดทุน คือ กำไร (Our loss is our gain) . . . การเสียคือการได้
ประเทศชาติก็จะก้าวหน้า และการที่คนอยู่ดีมีสุขนั้น
เป็นการนับที่เป็นมูลค่าเงินไม่ได้
" |
| ด้วยหลักการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ที่มีต่อพสกนิกรไทยดังกล่าว "การให้"
และ "การเสียสละ" เป็นการกระทำอันมีผลเป็นกำไร
คือความอยู่ดีมีสุขของราษฎร ซึ่งสามารถสะท้อนให้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนได้ |
| จากเดิมพื้นที่โครงการห้วยองคตฯ จำนวน 20,625
ไร่ อันเป็นพื้นที่ป่าสงวนนี้ มีผู้บุกรุกครอบครองอยู่เป็นจำนวนกว่า
800 ราย ในบางราย มีการซื้อขายที่ดินต่อๆ
กันมา อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้ราษฎรต้องได้รับความเดือดร้อน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์
ผนวกกับเงินสนับสนุนจากมูลนิธิชัยพัฒนา จำนวนกว่า
80 ล้านบาท เพื่อจ่ายเป็นเงินชดเชยให้แก่ราษฎร
นอกจากจะจ่ายเงินชดเชยจากการสูญเสีย
หรือเสียโอกาสในที่ดินทำกินแล้ว
ก็ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำที่ดินดังกล่าวมาพัฒนาจัดให้มีระบบ
เป็นระเบียบ เพื่อสามารถรับประโยชน์จากอ่างเก็บน้ำ
และสาธารณูปโภคต่างๆ ที่จะมีการก่อสร้างในโอกาสต่อไปอย่างทั่วถึง
ต่อจากนั้น ก็นำมาจัดสรรให้กับราษฎรเหล่านั้น
ที่เคยอาศัยอยู่เดิม ได้เข้าอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่นี้ต่อไป
โดยมิได้อพยพเคลื่อนย้ายราษฎรไปที่อื่นแต่อย่างใด |
แต่กระนั้นก็ตามในระยะเริ่มต้นโครงการฯ
มีราษฎรที่ครอบครองพื้นที่ไว้จำนวนมากไม่พอใจ
รวมทั้งนายทุนผู้หวังประโยชน์ในที่ดินแปลงใหญ่
เพราะเกรงว่าตนจะได้รับการจัดสรรพื้นที่ลดลง
จึงชักชวนเพื่อนบ้านรายอื่นๆ ร่วมกันต่อต้านโครงการฯ
ราษฎรบางส่วนเข้าร่วม เพราะไม่เข้าใจถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริง
เนื่องจากได้รับฟังข่าวลือที่ไม่ถูกต้อง
ทำให้เกิดความเข้าใจผิดมากยิ่งขึ้น
ชาวบ้านก็เริ่มระส่ำระสาย เดินขบวนร้องเรียนต่อสู้หลายครั้งหลายครา
และหลายรูปแบบ รวมทั้งไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่เข้าไป
ทำการพัฒนาในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ
ทำให้การดำเนินงานล่าช้า |
| รวมใจ ร่วมมือ : นำพาผลที่เป็นรูปธรรม |
| แต่ด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจจริงของคณะทำงาน
และเจ้าหน้าที่ทุกส่วนที่ได้ร่วมมือร่วมแรงกัน
แก้ไขปัญหาให้กับราษฎรอย่างแท้จริง โดยการกำหนดให้มีองค์กรรับผิดชอบ
ในการบริหารโครงการฯ ที่ชัดเจน เป็นขั้นตอน
ขึ้นตรงกับมูลนิธิชัยพัฒนา และเปิดโอกาสให้ราษฎรเข้ามีส่วนร่วม
เป็นคณะทำงาน ที่จะสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างกว้างขวาง
จนทำให้โครงการฯ มีผลดำเนินการก้าวหน้าชัดเจนขึ้นตามลำดับ
ดังนี้ |
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แล้วเสร็จสมบูรณ์ทั้งในด้านเส้นทางคมนาคม
ระบบสาธารณูปโภค ไฟฟ้า ประปา รวมทั้งโรงเรียนระดับมัธยม
และปวช. เพื่อเปิดโอกาสให้บุตรหลานราษฎร
ได้เข้ามาศึกษา เรียนฟรี อยู่ฟรี และก่อสร้างโรงพยาบาล
เพื่อให้บริการรักษาสุขภาพอนามัยให้กับราษฎรในพื้นที่ |
การพัฒนาแหล่งน้ำ ได้ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำพร้อมระบบส่งน้ำ
เพื่อกระจายน้ำไปสู่พื้นที่การเกษตรได้อย่างกว้างขวาง
และทั่วถึงทุกแปลง ปัจจุบันก่อสร้างเสร็จแล้ว
4 แห่ง สามารถส่งน้ำสนับสนุนพื้นที่การเกษตรได้
6,040 ไร่ |
| การจัดสรรที่ดิน ได้จัดสรรที่ดินทำกิน
และที่อยู่อาศัยให้กับราษฎรทุกครอบครัว
รวมทั้งได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์
ให้แก่ราษฎร เพื่อสร้างความมั่นใจว่า
ราษฎรจะได้อยู่อาศัยและทำกิน ในพื้นที่นี้อย่างสงบสุข
ปลอดภัย ไม่มีผู้ใดมาแย่งพื้นที่ทำกินนี้ไปได้ |
การพัฒนาป่าไม้ ได้ปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูสภาพป่าให้กลับคืน
สู่ความอุดมสมบูรณ์อีกครั้งหนึ่ง ในพื้นที่
4,030 ไร่ รวมทั้งป้องกันการบุกรุกทำลายป่าด้วย |
| การพัฒนาและส่งเสริมอาชีพ ด้วยความร่วมมือของส่วนราชการ
ที่เกี่ยวข้องและองค์กรเอกชน เช่น มูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบทของเครือเจริญโภคภัณฑ์
ทำให้การพัฒนาและส่งเสริมอาชีพ ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว
โดยเฉพาะการส่งเสริมการปลูกผักปลอดสารพิษ
การส่งเสริมการเลี้ยงไก่ไข่ การส่งเสริมการปลูกไม้ผลพันธุ์ดี
ทำให้ราษฎรสามารถมีรายได้เพิ่มมากขึ้น
ถึงปีละกว่า 30,000 บาท ต่อครอบครัว รวมทั้งยังส่งเสริมให้แม่บ้านเกษตรกร
ที่มีเวลาว่างได้เข้าร่วมงาน ในศูนย์หัตถอุตสาหกรรม
เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่ง |
| ปีที่เจ็ด . . . สู่รอยยิ้มแห่งความสำเร็จ |
| "การพัฒนาต้องยึดหลัก ความถูกต้อง ความสอดคล้องเหมาะสมกับสภาพสังคม
ของท้องถิ่นเป็นหลัก . . . ควรริเริ่มจากท้องถิ่น
หรือที่เรียกว่า ระเบิดจากข้างใน" |
การดำเนินการตามโครงการฯนั้น ไม่เพียงอาศัยความร่วมมือจากส่วนราชการ
และภาคเอกชนเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงความเข้าใจอันดี
และความสุขสงบของราษฎรด้วย ต้องมีความร่วมมือจากประชาชน
ยิ่งราษฎรไม่เข้าใจเกิดความระส่ำระสาย
สับสน ก็ยิ่งเป็นอุปสรรค คณะทำงานก็ยิ่งทุ่มเท
กำลังกายกำลังสติปัญญา เพื่อผลประโยชน์ของราษฎร
และผลสำเร็จของโครงการฯ ตามพระราชปณิธานที่ต้องการช่วยเหลือผู้ยากไร้ |
บัดนี้ได้เป็นที่ประจักษ์ แก่สายตาราษฎรในพื้นที่นี้แล้วว่า
การดำเนินงานตามโครงการห้วยองคตฯ นี้
ก็เพื่อที่จะสนับสนุนช่วยเหลือ ให้พวกเขาเหล่านั้นได้มีที่ดิน
มีที่อยู่อาศัย ถึงจะไม่มากมายนัก
แต่ก็เพียงพออยู่ เพียงพอกิน มีความเป็นอยู่ดีกว่าเดิม
เช่น |
| นางสาวบุญช่วย กลั่นแฮม วัย 45 ปี เดิมปลูกข้าวโพด
และรับจ้างทั่วไป มีที่ดินอยู่ 20 ไร่
ปีหนึ่งๆ จะได้เงินเพียง 13,600 บาท ได้รับค่าชดเชยจากโครงการฯ
เป็นเงินประมาณ 200,000 บาท และเคยร่วมนำขบวนต่อต้านโครงการฯ
ถึง 3 ครั้ง แต่หลังจากเข้าร่วมโครงการฯ
ได้รับจัดสรรที่ดิน 9 ไร่ และร่วมกิจกรรมปลูกผักกางมุ้งปลอดสารพิษ
ในพื้นที่เพียง 1 ไร่ ก็ทำเงินได้ปีละกว่า
30,000 บาท ซึ่งเป็นรายได้เพิ่มมากกว่าเดิม
2 เท่าตัว ในขณะเดียวกันพื้นที่ดินที่เหลืออยู่
ก็สามารถใช้ประโยชน์ ในทางการเกษตรได้อีกจำนวนมาก
ไม่ว่าจะเป็นการปลูกข้าวโพด กล้วย การปลูกพืชไร่
และการขุดบ่อเลี้ยงปลา นอกจากนี้ ครอบครัวยังได้รับประโยชน์
จากโรงเรียนและโรงพยาบาลในโครงการฯ
อีกด้วย |
นางน้ำวน อำหลิม อายุ 50 ปี มีลูก 6 คน เดิมมีอาชีพปลูกพริก
ข้าวโพด หาฟืนเลี้ยงชีพ มีที่ดินอยู่ 60 ไร่ และได้เงินชดเชยจากโครงการฯ
จำนวน 300,000 บาท ในแต่ละปีจะมีรายได้
30,000 บาท และเป็นผู้หนึ่งที่เคยร่วมต่อต้านโครงการฯ
ปัจจุบัน นางน้ำวน และบุตร ได้รับจัดสรรที่ดินทำกิน
24 ไร่ และได้เข้าร่วมการปลูกผักปลอดสารพิษ
ใช้พื้นที่เพียงนิดหน่อยก็สามารถมีรายได้ถึงปีละ
70,000 บาท และพื้นที่ที่เหลือ สามารถทำการเกษตรอื่นๆ
ได้อีก เช่น การปลูกพืชไร่ ข้าวโพด สามารถส่งลูกให้ได้เรียนหนังสือ
ในโครงการฯ และส่งต่อเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว |
คุณป้าน้ำวน เล่าให้เจ้าหน้า ที่ฟังว่า
"เคยไปร่วมเดินขบวนต่อต้านโครงการฯ
เกือบทุกครั้ง แรกๆ ก็ไม่เข้าใจ กลัวว่าเจ้าหน้าที่จะมายึดที่ดินไปหมด
ต้องร้องไห้ต่อสู้มาตลอด แต่เมื่อได้รับการจัดสรรที่ดินทำกินให้แล้ว
มีเจ้าหน้าที่มาแนะนำให้ปลูกผักกางมุ้ง
ทำให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น ปลูกในพื้นที่เพียง
3 งาน ปัจจุบันแม้จะมีพื้นที่จำนวนมากก็ทำไม่ไหวแล้ว
ทำเพียงเท่านี้ก็พอกิน พอส่งลูกไปเรียนมหาวิทยาลัยได้แล้ว" |
| ในกรณีต่อต้าน "ตนจะไม่ไป ก็ไม่ได้
เดี๋ยวจะหาว่าไม่ให้ความร่วมมือ"
นายสม ช้างกลึง วัย 38 ปี พื้นเพเดิมเป็นคนอำเภอโพนพิสัย
จังหวัดหนองคาย มาได้ภรรยาเป็นคนแม่น้ำแคว
และมีลูกด้วยกัน 2 คน ทำไร่ข้าวโพด หาเลี้ยงครอบครัว
ด้วยเงินเพียงปีละ 30,000 บาท แรกเริ่มก็เห็นด้วยกับโครงการฯ
แต่ร่วมขบวนการต่อต้าน เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ในหมู่บ้านเขาไปกันหมด
ตนจะไม่ไปก็ไม่ได้ เดี๋ยวจะ หาว่าไม่ให้ความร่วมมือ
แต่พอเข้าร่วมโครงการได้รับเงินชดเชย
จำนวน 200,000 บาท และได้รับการจัดสรรที่ดินทำกินอีก
16 ไร่ ปลูกผักกางมุ้งปลอดสารพิษ ตามที่โครงการฯ
ส่งเสริมให้ ปัจจุบัน มีรายได้ปีละกว่า
70,000 บาท พร้อมได้รับบริการระบบสาธารณูปโภค และสาธารณะสุขต่างๆ
ทำให้ครอบครัวมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น
ทั้งยังเชื่อมั่นอีกว่า หากมีน้ำเพียงพอ
และความรู้ในการเกษตรเพิ่มขึ้น พื้นที่ที่มีอยู่เพียงน้อย
ก็สามารถทำให้เกิดประโยชน์ได้ |
| เลิกแร้นแค้น เพิ่มความสงบร่มเย็น : เป็นบทสรุปของโครงการฯ |
เป็นที่น่าปลื้มปิติแก่ราษฎร ตำบลสมเด็จเจริญ
กิ่งอำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อโครงการห้วยองคต
อันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีการดำเนินงานต่อเนื่องก้าวหน้า
เป็นลำดับขั้นตอนมาตลอดร่วม 7 ปี ท่ามกลางเสียงร้องเรียน
ร่ำไห้ ต่อต้าน ที่เข้าใจว่าโครงการฯ
จะเข้ามายึดที่ทำกิน ที่อยู่อาศัยไปจากตน
กลายกลับเป็นเสียงของความชื่นชมยินดี
จากแร้นแค้น ไร้อาชีพ ไร้หลักแหล่งทำมาหากินที่มั่นคง
เปลี่ยนแปรเป็นเพิ่มอาชีพ เพิ่มรายได้ที่เพียงพอและถาวร
จนสามารถเลี้ยงตนเองครอบครัว อีกทั้งบางรายยังเพิ่มโอกาสแก่บุตร
ให้ศึกษาเล่าเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นต่อไปได้ |
ทั้งนี้ก็ด้วย "การให้ การเสีย สละ" ทุ่มเทกำลังกาย
กำลังใจ ความร่วมมือซึ่งกันและกันของ
ส่วนราชการ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง
และเหนือสิ่งอื่นใด ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นของ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ที่ได้โอบอุ้มพวกเขาโดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง
จนบังเกิดความสงบร่มเย็น พอมี พออยู่
อันเป็นผลสำเร็จ เป็นกำไร ซึ่งเป็นที่ซาบซึ้ง
ตื้นตันใจจนน้ำตาซึมด้วยความปิติสุขของราษฎร
ณ ที่นี้ |
| ในก้าวต่อไปของโครงการฯ ก็จะเป็นการขยายผลการดำเนินงาน
ให้แผ่กว้างออกไป เพื่อเป้าหมายราษฎร
ที่ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น
มีความเป็นอยู่ดีขึ้นไปอีก และที่สำคัญที่สุดคือ
พวกเขาต้องช่วยเหลือตนเองในที่สุด |