เจ้าหน้าที่มูลนิธิชัยพัฒนาได้มีโอกาสเยี่ยมเกษตรกร ที่ทำเกษตรกรรมตามแนวทฤษฎีใหม่ ในโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณวัดมงคลชัยพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสระบุรี และโครงการสาธิตทฤษฎีใหม่ บ้านแดนสามัคคี อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้ข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้
           นายทองสุขและนางสว่าง พิมสาร เกษตรกรคู่สามีภรรยา ซึ่งประกอบอาชีพเกษตรกรรมอยู่ในพื้นที่ตำบลห้วยบง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสระบุรี เป็นเกษตรกรที่มีที่ดินอยู่ติดกับแปลงสาธิตทฤษฎีใหม่ โครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณวัดมงคลชัยพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดำริ แต่ไม่ได้เข้าร่วม ในโครงการขยายผล ทั้งนี้เนื่องจากสามีภรรยาคู่นี้ ได้รับการสนับสนุนการก่อสร้างแหล่งน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นอย่างอื่น จากภาคเอกชนอยู่แล้ว นายทองสุขเป็นคนสระบุรีโดยกำเนิด เมื่อก่อนทำนาอยู่กับบิดาและมารดา หลังจากแต่งงานแล้วจึงได้ย้ายมาอยู่ที่บ้านที่อยู่ปัจจุบันนี้เมื่อปี 2538 มีที่ดินทั้งหมด 19 ไร่ เมื่อก่อนทำนาได้ปีละ 1 ครั้ง ปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมือง ได้ผลผลิตประมาณ 30 ถังต่อไร่ ราคาขายประมาณถังละ 30 - 35 บาท ต่อมาในระยะหลังนี้แห้งแล้งมาก จึงหันมาปลูกข้าวหอมแทน เพราะมีอายุเก็บเกี่ยวสั้นกว่า ได้ผลผลิตประมาณ 30 ถังต่อไร่ แต่ราคาจะสูงกว่าพันธุ์พื้นเมืองเล็กน้อยคือราคาประมาณ 40 - 45 บาทต่อถัง จะแบ่งข้าวที่เก็บเกี่ยวได้ไว้บริโภค ประมาณ 100 ถัง ส่วนที่เหลือจะนำไปขาย พอหมดฤดูทำนาก็ออกไปทำงานรับจ้างนอกบ้าน ส่วนภรรยาอยู่เฝ้าบ้านเลี้ยงวัว เป็ด ไก่ นายทองสุขทำงานนอกบ้านประมาณ 3-4 เดือน รายได้ที่ได้มาก็เอามาเป็นค่าใช้จ่ายประจำวัน ช่วงที่ไม่ได้ทำงานก็เอาของที่มีอยู่กินไป
           จนกระทั่ง ปี 2536 ได้เข้ามาเป็นลูกจ้างของแปลงสาธิต ทฤษฎีใหม่ ทำอยู่ได้ประมาณปีกว่าก็ลาออก เนื่องจากได้มีความคิดว่า "อยากจะทำของตัวเองบ้าง เห็นต้นไม้ในแปลงที่รดน้ำอยู่โตขึ้นทุกวัน ปลูกข้าวก็ดี ปลูกพืชได้หลายอย่าง ถ้าออกมาทำเองก็น่าจะทำได้ เพราะที่ก็อยู่ใกล้ๆกัน" จากนั้นนายทองสุข ได้ออกมาทำการเพาะปลูกในที่ดินของตนเอง แต่ยังไม่ได้ทำตามแนวทฤษฎีใหม่ ในขั้นต้นได้ทดลองปลูกกระเพรา โหระพา และแมงลัก สาเหตุที่เลือกพืชเหล่านี้เพราะมีคนทำน้อย ผลผลิตในตลาดน้อย ราคาสูง สามารถขายได้ประมาณวันละ 200 - 300 บาท ถ้าคิดเป็นเดือนก็ประมาณเดือนละ 5,000 บาท ทั้งนี้โดยใช้เนื้อที่เพียง 1 งาน ใช้น้ำจากสระเดิมที่มีอยู่แล้ว พื้นที่ประมาณครึ่งงาน ส่วนนาข้าวจะทำเฉพาะฤดูฝนเท่านั้น เนื่องจากยังไม่มีเงินทุน และมีน้ำน้อยไม่พอ ที่จะปลูกพืชอย่างอื่นด้วย
           ส่วนสาเหตุที่ได้มาทำตามแนวทฤษฎีใหม่นี้ นายทองสุขได้เล่าให้ฟังว่า "มาเริ่มทำจริงก็ปี 38 เนื่องจากเห็นว่าในแปลงสาธิตปลูกพืชได้หลายชนิด ปลูกได้ตลอดปี ก็อยากลองทำ ช่วงนั้นก็พอมีเงินทุนบ้างแล้ว จึงได้ไปติดต่อผู้รับเหมามาขุดขยายสระให้ใหญ่ขึ้นเป็น 3 งาน โดยขายหน้าดินให้ผู้รับเหมาไปเลย เอาดินมาถมทำบ้านนิดหน่อย แล้วไปซื้อมะลิมาปลูกไว้ 1,000 ต้น เพราะเห็นว่าราคาดีและก็เก็บได้ตลอด" นอกจากนี้นายทองสุขได้เล่าให้ฟังอีกว่า "เมื่อทำไประยะหนึ่ง ก็มีคนมาดูแปลงเรื่อยๆ อยู่มาวันหนึ่งก็มีคนเขามาถามว่า ที่ดินตรงนี้จะขายหรือเปล่า เราก็ตอบไปว่าไม่ขาย จะทำทฤษฎีใหม่ของในหลวง เขาก็ถามอีกว่าทำจริงหรือเปล่า ก็ตอบไปว่าจริง ไม่ขายที่ตรงนี้ ตอนหลังถึงได้รู้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของธนาคารกสิกรไทย มาจากกรุงเทพฯ ได้มาบอกว่าถ้าจะทำจริง ทางธนาคารจะให้การสนับสนุนเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี เราก็ยืนยันว่าทำ เขาก็ได้ช่วยเหลือ มีการวางผังแปลงขุดสระเพิ่ม ขุดบ่อน้ำตื้น สร้างแท็งค์น้ำพร้อมระบบประปาทั่วบริเวณ ขุดคูรอบพื้นที่ พร้อมทำคันดิน และสนับสนุนหาพันธุ์ไม้ให้ด้วย มีพวกมะพร้าว ชมพู่ มะขามหวาน"
           อาจจะกล่าวได้ว่า ความช่วยเหลือหรือการสนับสนุน ที่นายทองสุขได้มาก็เนื่องจากความขยันหมั่นเพียร และมานะอดทนของนายทองสุขเอง ซึ่งช่วยให้สามารถทำการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ ได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
           พื้นที่ทำการเกษตรของนายทองสุข 19 ไร่ แบ่งออกเป็นนาข้าว 5 ไร่ จะปลูกข้าวในฤดูฝน ในฤดูแล้งจะปลูกพืชผักแทน แปลงไม้ผล 6 ไร่ ยังไม่สามารถเก็บผลผลิตได้ แปลงมะลิ 1.5 ไร่ สระน้ำ 1.5 ไร่ สำหรับใช้เพื่อการเพาะปลูก และเลี้ยงปลาไว้กิน พื้นที่ส่วนที่เหลือเป็นพื้นที่บ้าน ถนน ลานอเนกประสงค์ คูน้ำ และคันดิน
           ในส่วนของรายได้ในแต่ละปี ช่วงก่อนที่จะมาทำทฤษฎีใหม่ มีรายได้จากข้าวนาปีเพียงอย่างเดียว ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี แต่หลังจากที่ได้มาทำทฤษฎีใหม่แล้ว มีรายได้จากการขายผลผลิตหลายชนิดเฉลี่ยแล้ว ประมาณ 300,000 บาทต่อปี ซึ่งพอที่จะทำให้สภาพความเป็นอยู่ ของนายทองสุขดีขึ้นกว่าเก่ามาก ความเป็นอยู่ไม่ถึงกับร่ำรวย แต่ก็ไม่ได้ยากจนอดอยาก มีการดำเนินชีวิตแบบ "พอเพียง"
           การที่เกษตรกรจะทำการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ ให้ประสบความสำเร็จนั้น นายทองสุขได้ให้ข้อคิดว่า "อย่างแรกจะต้องมีทุนก่อน เพื่อนำมาปรับปรุงปรับสภาพพื้นที่ จัดหาพันธุ์พืช อย่างที่สอง น่าจะมีเครื่องมือที่ใช้ในการทำงาน รวมไปถึงวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ และอย่างสุดท้ายที่สำคัญที่สุด ก็น่าจะเป็นตัวของเกษตรกรเองจะต้องมีความขยัน มีความอดทน มีความพากเพียรในการทำงาน"
           ทางด้านโครงการสาธิตทฤษฎีใหม่ อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์นั้น นายนิคม อุปชีวะ กำนันตำบลหนองผือ เล่าว่า "แต่ก่อนเกษตรกร ไม่ยอมเสียที่ดินให้ขุดบ่อน้ำเพราะเสียดายที่ พอต่อมาไปเห็นตัวอย่างในแปลงสาธิตของมูลนิธิชัยพัฒนา ที่ดำเนินการได้ผลแล้วก็อยากทำบ้าง"
           เจ้าหน้าที่มูลนิธิชัยพัฒนาได้มีโอกาสเยี่ยมชมแปลงเกษตร ของนายเตียน ไพยสาร ผู้เฒ่าภูไทยวัย 70 ปี และนายใย แลผดุง อายุ 56 ปี ซึ่งได้เล่าถึงประวัติความเป็นมา และผลสำเร็จที่ได้รับขณะที่พาชมแปลงว่า " ในสมัยก่อนทำนาและไร่มันสำปะหลัง ได้ผลบ้างไม่ได้บ้างก็ต้องเสี่ยงเอา อายุก็มากขึ้น แต่แล้วเหมือนฟ้ามาโปรด เมื่อพระเจ้าแผ่นดินเสด็จฯ มาและให้ทำโครงการเกี่ยวกับการเกษตรเป็นตัวอย่าง ราวปี พ.ศ. 2535" ขณะเดินลัดเลาะขอบสระน้ำสำหรับเลี้ยงปลาของลุงเตียน ทั้งสองเล่าให้ฟังต่อว่า "ได้ยิน เค้าพูดกันถึงการทำนาแบบใหม่ แบบ 'ทฤษฎีใหม่' ก็ไปดูเห็นมีบ่อเลี้ยงปลา ขอบบ่อมีผัก แล้วมีคอกเลี้ยงหมู ข้างๆ มีแปลงปลูกข้าวตั้งท้องงาม" นายเตียนและลุงใยได้คุยกับผู้ดูแลและเพื่อนบ้าน ที่ทำโครงการนี้ทำให้ได้รับความรู้มากมาย เขาทั้งสองต้องการจะทำบ้าง จึงไปขอความช่วยเหลือการขุดสระน้ำจากอำเภอเขาวง และทางราชการได้ให้การสนับสนุนขุดสระน้ำขนาด 1 ไร่ ในปลาย ปี พ.ศ. 2539
           หลังจากนั้นจึงได้เริ่มทำการเกษตรที่เรียกว่า "ทฤษฎีใหม่" ในที่ดินข้างๆสระน้ำ คนละ 11 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ปลูกข้าว 8-9 ไร่ พื้นที่รอบๆขอบสระประมาณ 2 ไร่ ปลูกพืชผักจำพวก พริก มะเขือ ข่า ตะไคร้ และไม้ผลต่างๆ อาทิ มะขามหวาน มะพร้าว มะละกอ ฝรั่ง มะม่วง ในสระน้ำก็เลี้ยงปลานิล ปลาไน ปลาตะเพียน นอกจากนี้ยังเลี้ยงไก่พื้นเมืองและเป็ดอีกด้วย
           ในแปลงของนายเตียนและนายใย พืชผักเกือบทุกชนิด ให้ผลผลิต ส่วนพวกไม้ผลมีบางส่วนเริ่มให้ผลผลิตเช่น กล้วย ซึ่งลุงใยยังได้เล่าถึงผลสำเร็จว่า " จากเดิมทำนาอย่างเดียว หมดหน้านา ก็ว่างไม่มีงานทำ แต่พอทำทฤษฎีใหม่ ต้องทำงานตลอดปีไม่ได้ว่าง ยิ่งทำมาก ก็ยิ่งได้เงินมาก ปีที่แล้วขายข้าวได้เงินมา ราวสองหมื่นบาท ขายผักได้เงินอีกหมื่นกว่าบาท เดี๋ยวนี้สบายขึ้นเยอะดีกว่าแต่ก่อน"
           ลุงเตียนยังกล่าวเสริมอีกว่า "ของซื้อของกินไม่ต้องซื้ออะไรมาก เก็บกินในแปลง ขยันมากก็มีกินมาก มีรายได้ด้วยครับ" และพูดติดตลกอีกว่า "แต่ก่อนเดินเตะฝุ่นในแปลง เดี๋ยวนี้เดินเตะต้นไม้ทุกวัน" แล้วหัวเราะด้วยใบหน้าที่เบิกบาน
 
HOME
BACK
English Language
 
mailto:special@mail.rdpb.go.th