ลุ่มน้ำปากพนัง ครอบคลุมพื้นที่ ในเขตอำเภอปากพนัง อำเภอหัวไทร อำเภอเฉลิมพระเกียรติ อำเภอเชียรใหญ่ อำเภอชะอวด อำเภอจุฬาภรณ์ อำเภอร่อนพิบูลย์ อำเภอพระพรหม และพื้นที่บางส่วนของอำเภอลานสะกา และอำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช รวมถึงบางส่วนของอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา และบางส่วนของอำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง มีพื้นที่รวมกันประมาณ 1,900,000 ไร่ ในจำนวนนี้เป็นพื้นที่นากว่า 500,000 ไร่ หรือประมาณร้อยละ 26 ของพื้นที่ลุ่มน้ำทั้งหมด และมีประชากรอาศัยอยู่รวมกันกว่า 600,000 คน
ลุ่มน้ำปากพนัง : อดีตอันมั่งคั่ง
           ลุ่มน้ำปากพนัง เป็นดินแดนที่มี ความอุดมสมบูรณ์มาแต่อดีต ด้วยอาณาเขตของพื้นที่อันกว้าง ใหญ่ไพศาล ประกอบกับภูมิอากาศที่เหมาะสม และลักษณะทางกายภาพซึ่งเป็นที่ลุ่ม ทำให้ผืนดินแห่งนี้มีศักยภาพเต็มในการทำเกษตรกรรม จนมีสถานะเป็นแหล่งอู่ข้าวอู่น้ำสำคัญแห่งหนึ่งของภาคใต้ ที่สามารถ ผลิตข้าวจนเป็นสินค้าออกไปขายยังต่างประเทศ
           เอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์หลายฉบับ ได้ยืนยันถึงความอุดมสมบูรณ์มั่งคั่งของพื้นที่ลุ่มน้ำ ปากพนัง โดยเฉพาะพระราชหัตถเลขา รัชกาลที่ 5 เมื่อคราวเสด็จฯ ประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ ในปี พ.ศ. 2449 ได้กล่าวถึงปากพนังว่า
           ". . . อำเภอปากพนังนี้ ได้ทราบอยู่แล้วว่าเปนที่สำคัญอย่างไร แต่เมื่อไปถึงที่. . . ยังรู้สึกว่าตามที่คาดคเนนั้นผิดไปเปนอันมาก ไม่นึกว่าจะใหญ่โตมั่งคั่งถึงเพียงนี้ . . . "
           และในการคาดคะเนซึ่งผิดไปนั้น ยังทรงบรรยายถึงความเป็นเมืองท่าค้าขาย ซึ่งมีข้าวเป็นสินค้าส่งออก ที่สำคัญว่า
           ". . . สำเภาจีนค้าขายทอดอยู่กลางน้ำเกือบ 30 ลำ แต่เปนเรือเมืองตรังกานูถึง 18 ลำ สินค้าไม่มีอื่น สำคัญเท่าเข้า (ข้าว) . . . "
ความเสื่อมโทรมของลุ่มน้ำปากพนัง
           จากตัวอย่างของหลักฐานทางเอกสารที่ปรากฏ คงเป็นเครื่องยืนยันว่า ความเจริญมั่งคั่งได้ถูก สถาปนาขึ้นบนดินแดนที่เรียกว่าปากพนังแห่งนี้มาแต่ช้านาน ดังความตอนหนึ่งของพระราชหัตถเลขา ฉบับเดียวกันซึ่งได้กล่าวย้ำถึงเมืองปากพนังในขณะนั้นอีกว่า
           ". . . บรรดาเมืองท่าในแหลมมลายูฝั่งตวันออก เหนจะไม่มีแห่งใดดีเท่าปากพนัง . . . "
           แต่นั่นคงเป็นเพียงอดีต. . . อดีตอันมั่งคั่งร่ำรวยของลุ่มน้ำปากพนังที่ปัจจุบัน คงพบแต่ซากปรัก หักพังของความเจริญที่ยังหลงเหลือ ให้ปรากฏอยู่คือ โรงสีไฟ ที่ถูกทิ้งร้างเรียงรายอยู่ริมแม่น้ำ รอวันที่จะ เสื่อมสภาพและผุพังลงไป
           ลุ่มน้ำปากพนังได้เสื่อมโทรมลงเป็นลำดับ ด้วยสาเหตุสำคัญหลายประการ นับตั้งแต่การบุกรุกทำลายต้นน้ำลำธารของลุ่มน้ำ ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมในช่วงฤดูฝน ขณะที่ในฤดูแล้ง ปริมาณน้ำจะมีน้อยจนเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำจืด เพื่ออุปโภคบริโภค และส่งผลให้พื้นที่ทำนาลดลง นอกจากนี้น้ำเค็มที่รุกตัวเข้ามาในแม่น้ำปากพนัง และลำน้ำสาขาก็นับเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมให้ราษฎร ในพื้นที่หันมาประกอบอาชีพเลี้ยงกุ้งกันมากขึ้น มีการปล่อยน้ำเสียจากบ่อเลี้ยงกุ้งลงสู่ลำน้ำ ส่งผลให้พื้นที่เกษตรโดยเฉพาะนาข้าวเกิดความเสียหาย ไม่สามารถเพาะปลูกได้ จนราษฎรบางส่วน ต้องละทิ้งไร่นาและอพยพย้ายถิ่นไปแสวงหา คุณภาพชีวิตที่ดีกว่า หน่วยงานต่างๆได้พยายามร่วมกัน หามาตรการพลิกฟื้นสถานการณ์อันเลวร้ายนี้ แต่ก็ยังไม่บรรลุผลเท่าที่ควร
พระเมตตาบารมีจะชุบชีวีปากพนัง
           ไม่มีความทุกข์ใดๆของราษฎร ที่จะไม่ล่วงรู้ถึงพระเนตรพระกรรณ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
           พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการขจัดปัดเป่าปัญหาความยากจนของ ราษฎร ดังปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมด้วยโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำนวนหลายร้อยหลายพัน โครงการตลอดระยะเวลาที่ทรงครองสิริราชสมบัตินั้น คงเป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดีถึงความห่วงใย ในความทุกข์ร้อนของพสกนิกรของพระองค์ จนอาจกล่าวได้ว่าความหมายที่แท้จริงของโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดำรินั้นก็คือ ความหมายของพระราชดำรัสที่ทรงรับสั่งอยู่เสมอว่า
           "ทุกข์ของประชาชน ก็คือทุกข์ของแผ่นดิน"
           เป็นที่ทราบกันดีว่า วิกฤตการณ์อันเกิดขึ้น จากความล่มสลายทางธรรมชาติของพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง เป็นวิวัฒนาการที่สั่งสมมาเป็นลำดับ ทั้งสาเหตุที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ และสาเหตุที่เป็นไปตามธรรมชาติ ซึ่งความเหล่านี้ทรงทราบถึงพระเนตรพระกรรณ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาโดยตลอด นายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (เลขาธิการ กปร.) และเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เคยกล่าวถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับปัญหา ของพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังว่า ในช่วงแรกๆ ที่ปัญหาความเสื่อมโทรมของพื้นที่เริ่มส่อเค้าให้เห็น พระองค์ทรงได้รับฎีกาเกี่ยวกับความเดือดร้อนของราษฎร เป็นระยะๆอยู่ตลอดเวลา และได้ใช้เวลาอยู่ระยะหนึ่ง ในการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ โดยเฉพาะหน่วยราชการที่กราบบังคมทูลถวายรายงานเข้ามา จนกระทั่งเวลาผ่านมานานพอสมควร พระองค์จึงเริ่มรับสั่งเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหา เรื่องปากพนังอย่างลักษณะเป็นรูปธรรมมากขึ้น
           วันที่ 24 ธันวาคม 2531 อาจถือได้ว่า เป็นนิมิตหมายเริ่มต้น ที่อดีตอันอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ ลุ่มน้ำปากพนังกำลังจะถูกเรียกกลับคืนมาอีกครั้ง เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริให้กรมชลประทานดำเนินการแก้ไข และบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่เพาะปลูก บริเวณลุ่มน้ำปากพนังโดยเร่งด่วน จากการที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย ฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน โดยการขุดคลองธรรมชาติและ ปรับปรุงคลองระบายน้ำสายต่างๆ ตลอดจนขุดคลองใหม่เป็นช่องแนวลัดเพื่อระบายน้ำ ในแม่น้ำปากพนังลงสู่ทะเลให้เร็วขึ้น
           และหลังจากนั้นเป็นต้นมา ยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาทั้งระบบลุ่มน้ำ ก็เริ่มถูกถ่ายทอดออกมาจากพระอัจฉริยภาพของพระองค์ ในวโรกาสและสถานที่ต่างๆกันหลายครั้ง โดยเฉพาะครั้งที่ถือว่าเป็นเสมือนจุดเริ่มต้น ของโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ก็คือพระราชดำริ เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2536 ที่รับสั่งกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส สรุปว่า
           ". . . ควรให้ดำเนินการก่อสร้างประตูระบายน้ำ ปากพนังให้เสร็จโดยเร็ว เพราะงานนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นและจุดหลักสำคัญ ในการแก้ไขปัญหา จากนั้นจะสามารถทำโครงการต่อเนื่อง ช่วยเหลือราษฎรได้โดยเร็วต่อไป . . . "
           และเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ในปีเดียวกัน ก็ได้ทรงเน้นย้ำแสดงให้เห็นถึงพระราชปณิธาน อันแน่วแน่ที่จะแก้ไขปัญหาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังว่า
           ". . . ต้องเร่งทำโครงการลุ่มน้ำปากพนัง เพราะลุ่มน้ำปากพนังนั้นมีพื้นที่ทำนาหลายแสนไร่ และก็มีการทำนากุ้งอยู่มาก จำเป็นต้องดูแลและจัดการ เรื่องน้ำกร่อยและน้ำจืดให้ดี และจะต้องร่วมมือกันทำ ตั้งแต่เดี๋ยวนี้ . . ."
           พระบรมราโชบายนี้เป็นเสมือน ยุทธศาสตร์การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม และการจัดระเบียบทางสังคมเพื่อลดความขัดแย้ง กล่าวคือ เมื่อฟื้นฟูและสามารถจัดระบบ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังได้แล้ว ก็ทรงพยายามวางแนวทางการจัดการผลประโยชน์ ของประชาชนให้เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างกันน้อยที่สุด อันเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการ ได้มีโอกาสเลือกทางออกของตัวเอง โดยทรงมีเจตนาที่จะรักษาประโยชน์ส่วนใหญ่ให้คงอยู่ แต่ก็ไม่ได้ละทิ้งประชาชนส่วนน้อยที่เสียประโยชน์ ซึ่งจากพระบรมราโชบายนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับใส่เกล้าใส่กระหม่อม นำมาเป็นแนวทางในการดำเนินโครงการในเวลาต่อมา
บูรณาการ : นิมิตหมายใหม่ของการทำงานร่วมกัน
           โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง เป็นการบริหารจัดการทรัพยากรทั้งระบบลุ่มน้ำที่ครอบคลุม พื้นที่เป้าหมายกว่า 1.9 ล้านไร่ โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ การจัดสรรผลประโยชน์ จากการจัดการ ทรัพยากรนั้นๆ ให้แก่ประชาชนในพื้นที่โครงการ ให้มีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นโดยถ้วนหน้า ด้วยเหตุนี้ ลักษณะของโครงการ จึงไม่ใช่เป็นการก่อสร้างระบบชลประทาน แต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายรวมถึง การพัฒนาการเกษตร การพัฒนาอาชีพ การพัฒนาชุมชนและอื่นๆ ซึ่งต้องประกอบด้วยหลายหน่วยงาน เข้ามาร่วมโครงการ โดยร่วมกันดำเนินกิจกรรมสนองพระราชดำริ ในส่วนที่เกี่ยวข้องไปพร้อมๆกัน เพื่อนำไปสู่เป้าหมายในภาพรวมคือ การแก้ไขปัญหาให้พื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ฟื้นคืนสู่สภาพเดิมอีกครั้ง
           การทำงานร่วมกันในลักษณะบูรณาการ ของโครงการนี้ จะดำเนินงานภายใต้การบริหารงาน ของคณะกรรมการบริหารโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ซึ่งแต่งตั้งขึ้นโดยนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2536 มี ฯพณฯ นายจุลนภ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา องคมนตรี เป็นประธาน พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เป็นกรรมการและมีเลขาธิการ กปร. เป็นเลขานุการ คณะกรรมการบริหารโครงการนี้ จะรับผิดชอบในการกำหนดนโยบาย และแนวทางการดำเนินโครงการ โดยส่วนรวมตามแนวพระราชดำริ สำหรับการดำเนินงานในรายละเอียด ได้กำหนดให้กรมชลประทานเป็นหน่วยงาน รับผิดชอบหลักด้านการก่อสร้างระบบชลประทาน และมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและกองทัพบก รับผิดชอบงานด้านการพัฒนาการเกษตร การพัฒนาอาชีพ และการประชาสัมพันธ์
           ด้านการก่อสร้างระบบชลประทาน ประกอบด้วยประตูระบายน้ำและคลองระบายน้ำสายต่าง ๆ แผนงานนี้ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี ให้เปิดโครงการไปตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2538 กิจกรรมแรกที่ได้เริ่มดำเนินการขึ้น คือการก่อสร้างประตูระบายน้ำปากพนังที่บ้านบางปี้ ตำบลหูล่อง อำเภอปากพนัง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้รับสั่งว่า
           "จะเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นหลักในการแก้ไขปัญหาของปากพนัง"
           ปัจจุบันการก่อสร้างได้คืบหน้าไปมาก โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จตามแผนงานที่วางไว้ภายในปี 2543
           นอกจากนี้กิจกรรมหลักที่สำคัญอีกกิจกรรมหนึ่งคือ การก่อสร้างคลองระบายน้ำสายต่างๆ รวม 4 สาย โดยเฉพาะสายคลองชะอวด-แพรกเมือง ระยะทางยาว 26 กม. ซึ่งจะเป็นทั้งคลองระบายน้ำ และแหล่งเก็บกักน้ำจืดขนาดใหญ่ ให้แก่ลุ่มน้ำปากพนังอีกแหล่งหนึ่ง กิจกรรมคลองระบายน้ำนี้จะกำหนดแล้วเสร็จ ทั้งระบบภายในปี 2544
           ด้านการพัฒนาการเกษตร มีแผนพัฒนาการเกษตรพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2540-2544) เป็นแผนงานหลัก เพื่อการเตรียมคนเตรียมพื้นที่สำหรับรองรับ การปรับสภาพทางกายภาพของพื้นที่ ภายหลังประตูระบายน้ำปากพนังแล้วเสร็จ โดยได้มีการกำหนดพื้นที่เป้าหมายการพัฒนา อย่างชัดเจนระหว่างเขตน้ำจืดและน้ำเค็ม โดยใช้ถนน รพช. ที่มีอยู่เดิมทำหน้าที่เป็นคันแบ่งเขต สำหรับการดำเนินงานที่สำคัญ ขณะนี้กำลังเริ่มปรับระบบการผลิตทางการเกษตร ให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม ความต้องการของตลาด และให้มีการกระจายการผลิตในระดับไร่นามากขึ้น นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการอนุรักษ์พื้นที่ป่าธรรมชาติที่เหลือ และวางแนวทางป้องกันแก้ไขปัญหามลพิษ จากกิจกรรมทางการเกษตร พร้อมทั้งการเสริมสร้าง ความเข้าใจอันดีและความร่วมมือของราษฎร องค์กรประชาชน และองค์กรอิสระ
           ด้านการประชาสัมพันธ์ ได้เริ่มดำเนินการมา ตั้งแต่ปี 2536 ก่อนหน้าที่จะเปิดโครงการ โดยยึดหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน ในพื้นที่โครงการเป็นแนวทางการดำเนินงาน มีการสร้างความเข้าใจให้ประชาชนทราบ ถึงเป้าหมายของโครงการ และขั้นตอนต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอาณาบริเวณอันกว้างใหญ่ ของลุ่มน้ำปากพนัง โดยใช้สื่อในรูปแบบต่างๆ เป็นเครื่องมือสำคัญในการปฏิบัติงาน
           แม้การดำเนินงานของโครงการ จะประสบปัญหาบ้างในบางกิจกรรม เนื่องจากเป็นโครงการ ขนาดใหญ่ ที่มีขอบเขตการดำเนินงานกว้างขวาง และมีหน่วยงานรับผิดชอบหลายหน่วยงาน ประกอบ กับภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่ถดถอย ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ทำให้การดำเนินโครงการต้องล่าช้า กว่าแผนที่กำหนด อย่างไรก็ตามเมื่อมองในภาพรวม ของโครงการแล้วอาจกล่าวได้ว่า ประสบความสำเร็จ อย่างดียิ่งในด้านการได้รับความร่วมมือสนับสนุนจากทุกฝ่าย ทั้งภาคราชการ ภาคเอกชนและประชาชน โดยจะเห็นได้จากการได้รับการสนับสนุนงบประมาณ และผ่านขั้นตอนการวิเคราะห์ผลกระทบ ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างรวดเร็ว ทั้งที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ และมีผลกระทบอย่างกว้างขวาง ซึ่งความสำเร็จที่บังเกิดขึ้นนี้นับเป็นผลมาจากพระบารมี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างแท้จริง
ปากพนังเมื่อวันฟ้าใส
           ภาพของโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ภายหลังการก่อสร้างระบบชลประทาน ได้แก่ เมื่อประตูระบายน้ำและคลองระบายน้ำสายต่างๆ แล้วเสร็จในปี 2545 ความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ ก็จะเริ่มเกิดขึ้น คือ น้ำในแม่น้ำปากพนังเริ่มมีคุณภาพดีขึ้น ราษฎรในพื้นที่โครงการจะมีน้ำจืดไว้ใช้อย่างเพียงพอ ด้วยปริมาณน้ำที่กักเก็บไว้เหนือประตูระบายน้ำประมาณ 73 ล้านลูกบาศก์เมตร นอกจากนี้ประตูระบายน้ำ ยังจะช่วยป้องกันน้ำเค็มจากทะเลไม่ให้รุกตัว ซึ่งจะส่งผลให้พื้นที่เกษตรกรรม สามารถที่จะทำการเพาะปลูกได้ ในขณะเดียวกันก็จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อระบบนิเวศน์ และสภาพแวดล้อมของอ่าวปากพนัง เพราะประตูระบายน้ำจะช่วยควบคุมปริมาณน้ำจืด ไม่ให้กระทบต่อคุณภาพน้ำเค็มอันจะเป็นผลดี ต่อแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำเค็ม อีกทั้งระบบระบายน้ำก็จะช่วยลดระยะเวลา ในการระบายน้ำท่วมออกจากพื้นที่โครงการ เมื่อเกิดอุทกภัยได้เร็วขึ้น
           การจัดการด้านสิ่งแวดล้อมข้างต้น จึงเปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นตามที่ได้มีพระราชดำรัสไว้
           ". . . จากนั้นจะสามารถทำโครงการต่อเนื่องช่วย เหลือราษฎรได้โดยเร็วต่อไป . . . "
           สำหรับการสนองพระราชดำริดังกล่าวนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้เริ่มจัดเตรียมแผนงานต่างๆ ไว้รองรับแล้ว
พระมหากรุณาธิคุณสถิตไว้ในแผ่นดิน
           หลายครั้งหลายคราวที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งถึงปากพนังนั้น ประชาชนคนไทยทั้งหลายได้สดับตรับฟังอยู่ ด้วยความปลื้มปิติยินดี และเฝ้าคอยความเปลี่ยนแปลง ที่จะเกิดขึ้นบนพื้นที่แห่งนี้ และนับตั้งแต่โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้เกิดขึ้นด้วยพระอัจฉริยภาพในการวางแผนของพระองค์ จึงไม่แปลกใจเลยที่ทุกฝ่าย ไม่ว่าภาคราชการ ภาคเอกชน และประชาชน ได้หันมาประสานความร่วมมือกัน อย่างเข้มแข็ง ด้วยพลังศรัทธาที่จะร่วมกันพลิกผืนดิน.
           . . สู่ชีวิตใหม่ของชาวลุ่มน้ำปากพนัง
           และนับจากวันนี้ไปอีกไม่กี่เพลา เค้าโครงแห่งความรุ่งเรืองในอดีตของปากพนัง ก็กำลังจะถูกร้อยเรียงขึ้นให้ปรากฏเป็นหลักฐาน เพื่อคนไทยจะได้รจนาไว้ในแผ่นดินอีกวาระ ถึงพระมหากรุณาธิคุณ ของพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่พระองค์นี้ อย่างที่มิอาจจะหาสิ่งใดมาเทียบแทนได้
 
HOME
BACK
English Language
 
mailto:special@mail.rdpb.go.th