|
ลุ่มน้ำปากพนัง ครอบคลุมพื้นที่
ในเขตอำเภอปากพนัง อำเภอหัวไทร
อำเภอเฉลิมพระเกียรติ อำเภอเชียรใหญ่ อำเภอชะอวด
อำเภอจุฬาภรณ์ อำเภอร่อนพิบูลย์ อำเภอพระพรหม
และพื้นที่บางส่วนของอำเภอลานสะกา และอำเภอเมือง
จังหวัดนครศรีธรรมราช รวมถึงบางส่วนของอำเภอระโนด
จังหวัดสงขลา และบางส่วนของอำเภอควนขนุน
จังหวัดพัทลุง มีพื้นที่รวมกันประมาณ 1,900,000 ไร่
ในจำนวนนี้เป็นพื้นที่นากว่า 500,000 ไร่
หรือประมาณร้อยละ 26 ของพื้นที่ลุ่มน้ำทั้งหมด
และมีประชากรอาศัยอยู่รวมกันกว่า 600,000 คน
|
ลุ่มน้ำปากพนัง : อดีตอันมั่งคั่ง
ลุ่มน้ำปากพนัง เป็นดินแดนที่มี
ความอุดมสมบูรณ์มาแต่อดีต ด้วยอาณาเขตของพื้นที่อันกว้าง
ใหญ่ไพศาล ประกอบกับภูมิอากาศที่เหมาะสม
และลักษณะทางกายภาพซึ่งเป็นที่ลุ่ม
ทำให้ผืนดินแห่งนี้มีศักยภาพเต็มในการทำเกษตรกรรม
จนมีสถานะเป็นแหล่งอู่ข้าวอู่น้ำสำคัญแห่งหนึ่งของภาคใต้
ที่สามารถ ผลิตข้าวจนเป็นสินค้าออกไปขายยังต่างประเทศ
เอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์หลายฉบับ
ได้ยืนยันถึงความอุดมสมบูรณ์มั่งคั่งของพื้นที่ลุ่มน้ำ
ปากพนัง โดยเฉพาะพระราชหัตถเลขา รัชกาลที่ 5
เมื่อคราวเสด็จฯ ประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ ในปี พ.ศ. 2449
ได้กล่าวถึงปากพนังว่า
". . . อำเภอปากพนังนี้
ได้ทราบอยู่แล้วว่าเปนที่สำคัญอย่างไร แต่เมื่อไปถึงที่. . .
ยังรู้สึกว่าตามที่คาดคเนนั้นผิดไปเปนอันมาก
ไม่นึกว่าจะใหญ่โตมั่งคั่งถึงเพียงนี้ . . . "
และในการคาดคะเนซึ่งผิดไปนั้น
ยังทรงบรรยายถึงความเป็นเมืองท่าค้าขาย
ซึ่งมีข้าวเป็นสินค้าส่งออก ที่สำคัญว่า
". . . สำเภาจีนค้าขายทอดอยู่กลางน้ำเกือบ 30
ลำ แต่เปนเรือเมืองตรังกานูถึง 18 ลำ สินค้าไม่มีอื่น
สำคัญเท่าเข้า (ข้าว) . . . "
|
ความเสื่อมโทรมของลุ่มน้ำปากพนัง
จากตัวอย่างของหลักฐานทางเอกสารที่ปรากฏ
คงเป็นเครื่องยืนยันว่า ความเจริญมั่งคั่งได้ถูก
สถาปนาขึ้นบนดินแดนที่เรียกว่าปากพนังแห่งนี้มาแต่ช้านาน
ดังความตอนหนึ่งของพระราชหัตถเลขา
ฉบับเดียวกันซึ่งได้กล่าวย้ำถึงเมืองปากพนังในขณะนั้นอีกว่า
". . . บรรดาเมืองท่าในแหลมมลายูฝั่งตวันออก
เหนจะไม่มีแห่งใดดีเท่าปากพนัง . . . "
แต่นั่นคงเป็นเพียงอดีต. . .
อดีตอันมั่งคั่งร่ำรวยของลุ่มน้ำปากพนังที่ปัจจุบัน
คงพบแต่ซากปรัก หักพังของความเจริญที่ยังหลงเหลือ
ให้ปรากฏอยู่คือ โรงสีไฟ ที่ถูกทิ้งร้างเรียงรายอยู่ริมแม่น้ำ
รอวันที่จะ เสื่อมสภาพและผุพังลงไป
ลุ่มน้ำปากพนังได้เสื่อมโทรมลงเป็นลำดับ
ด้วยสาเหตุสำคัญหลายประการ
นับตั้งแต่การบุกรุกทำลายต้นน้ำลำธารของลุ่มน้ำ
ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมในช่วงฤดูฝน ขณะที่ในฤดูแล้ง
ปริมาณน้ำจะมีน้อยจนเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำจืด
เพื่ออุปโภคบริโภค และส่งผลให้พื้นที่ทำนาลดลง
นอกจากนี้น้ำเค็มที่รุกตัวเข้ามาในแม่น้ำปากพนัง
และลำน้ำสาขาก็นับเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมให้ราษฎร
ในพื้นที่หันมาประกอบอาชีพเลี้ยงกุ้งกันมากขึ้น
มีการปล่อยน้ำเสียจากบ่อเลี้ยงกุ้งลงสู่ลำน้ำ
ส่งผลให้พื้นที่เกษตรโดยเฉพาะนาข้าวเกิดความเสียหาย
ไม่สามารถเพาะปลูกได้ จน |