สารบัญวารสาร
เขื่อนป่าสัก
คลองท่าด่าน
เกษตรรวมตัว
ลุ่มน้ำแม่แจ่ม
ข่าวสั้น

       "โครงการเขื่อนเก็บกักน้ำแม่น้ำป่าสักเป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ที่สมควรจะพิจารณาดำเนินการก่อสร้างโดยด่วน เพราะนอกจากจะเป็นโครงการที่ได้ประโยชน์ต่อพื้นที่เพาะปลูกของลุ่มน้ำป่าสัก และลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างอย่างกว้างขวางแล้ว ยังสามารถช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมและน้ำเน่าเสียให้กับกรุงเทพมหานครได้อีกส่วนหนึ่งด้วย"

       ความตอนหนึ่งจากพระราชดำริที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานไว้เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2532 ซึ่งถ้าจะนับจากวันนั้น จนถึงวันนี้แล้วก็เป็นระยะเวลาประมาณ 10 ปี พอดีที่หน่วยงานราชการต่างๆได้ร่วมกันดำเนินงานสนองพระราชดำริในอันที่จะบำบัดทุกข์บำรุงสุขมวลหมู่ประชาราษฎร์

       การศึกษาเบื้องต้นเพื่อดำเนินงานโครงการเขื่อนเก็บกักน้ำแม่น้ำป่าสักตามแนวพระราชดำริ ปัญหาที่สำคัญคือ มีพื้นที่น้ำท่วมเป็นอาณาบริเวณกว้างประมาณ 120,000 ไร่ บ้านเรือนราษฎรได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ประมาณ 3,800 ครัวเรือน สถานที่สาธารณประโยชน์ที่ถูกน้ำท่วมได้แก่ วัด 16 แห่ง โรงเรียน 14 แห่ง สถานีรถไฟ 2 แห่ง ทางหลวงแผ่นดิน 20.80 กิโลเมตร ทางรถไฟ 25.50 กิโลเมตร และแหล่งโบราณคดี 33 แห่ง ซึ่งก่อให้เกิดความยากลำบากในการดำเนินงานเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบด้านสังคม และสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ดังนั้น เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2534 นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  จึงได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาการศึกษาโครงการเขื่อนเก็บกักน้ำแม่น้ำป่าสัก ซึ่งประกอบด้วยผู้ที่เกี่ยวข้องจากหลายฝ่าย ทั้งภาคราชการ รัฐวิสาหกิจ สถาบันการศึกษา และองค์กรพัฒนาเอกชน เพื่อร่วมพิจารณาความเหมาะสมของโครงการ ตลอดจนแนวทางแก้ไขปัญหาผลกระทบด้านสังคม และสิ่งแวดล้อม โดยมีวิธีดำเนินงานที่สำคัญสรุปได้ ดังนี้

อาคารระบายน้ำล้น (service spillway)

  • รับฟังความคิดเห็นของราษฎร จากการสอบถามราษฎรในพื้นที่ และรับข้อร้องเรียนของราษฎร
  • ประชาสัมพันธ์โครงการ ให้ราษฎร องค์กรเอกชน ผู้ปฏิบัติงาน และสาธารณชนได้รับทราบอยู่โดยตลอด
  • ให้ก่อสร้างคันป้องกันน้ำท่วม เพื่อลดจำนวนราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมให้ต่ำที่สุด ทำให้เหลือจำนวน    ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบเพียง 1,754 ครัวเรือน

อ่างเก็บน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เมื่อมองจากสันเขื่อน

อาคารระบายน้ำล้น (service spillway)

       จนเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2541 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเริ่มเก็บกักน้ำเขื่อนเก็บกักน้ำแม่น้ำป่าสัก ซึ่งสร้างความปลาบปลื้มปิติยินดีแก่บรรดาข้าราชการผู้ที่ปฏิบัติงาน ตลอดจนราษฎรในพื้นที่เป็นอย่างยิ่ง ที่ได้เห็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริโครงการนี้สามารถดำเนินการได้ตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่วางไว้ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อเขื่อนแห่งนี้ว่า "เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์" เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2541

       โครงการเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เป็นโครงการชลประทานขนาดใหญ่ สามารถเก็บกักน้ำได้สูงสุด 960 ล้านลูกบาศก์เมตร มีพื้นที่อ่างเก็บน้ำครอบคลุมทั้งจังหวัดลพบุรี และจังหวัดสระบุรี รวมพื้นที่ 114,000 ไร่ ย่อมก่อให้เกิดผลกระทบในด้านต่างๆ เป็นจำนวนมาก ผลกระทบที่สำคัญประการแรก ได้แก่ ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับราษฎรที่อาศัยอยู่ในบริเวณพื้นที่ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ ซึ่งราษฎรเหล่านี้จะต้องอพยพย้ายถิ่นฐานออกจากพื้นที่ ซึ่งส่วนราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องก็ได้พยายามช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตามได้มีราษฎรบางส่วนที่ไม่เข้าใจถึงเหตุผลของการดำเนินงานโครงการฯ จึงได้พยายามต่อต้านมาโดยตลอด ไม่ยอมย้ายออกจากพื้นที่ มีการเรียกร้องค่าชดเชยต่างๆ มากกว่าที่รัฐสามารถจะจ่ายให้ได้ ตลอดจนในบางครั้งได้ขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ แต่ในที่สุดด้วยเหตุผลและผลประโยชน์ที่จะเกิดแก่ประเทศชาติและส่วนรวม ราษฎรกลุ่มดังกล่าวจึงยินยอมพร้อมใจให้ความร่วมมือกับโครงการฯ ยอมอพยพออกจากพื้นที่ ซึ่งในการเคลื่อนย้ายอพยพเพื่อตั้งถิ่นฐานใหม่นี้ย่อมก่อให้เกิดผลกระทบกับราษฎรเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากต้องมีการย้ายที่อยู่ เปลี่ยนแปลงการประกอบอาชีพ และเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม เป็นต้น ปัญหาในส่วนนี้ทางหน่วยงานต่างๆ ทั้งทางภาครัฐและเอกชนได้ให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดีในอันที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรให้ดีขึ้น มีการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพแก่ราษฎรให้เหมาะสมกับสภาพที่เปลี่ยนแปลงไป สนับสนุนการจัดสร้างสาธารณูปโภค สาธารณูปการแก่ชุมชนที่สร้างขึ้นใหม่ด้วย

       สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์ประธานมูลนิธิชัยพัฒนาได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินจากมูลนิธิฯ จำนวน 857,605.23 บาท ให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กรมโยธาธิการ และสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท ดำเนินการขยายเขตไฟฟ้า เจาะบ่อบาดาลและสร้างระบบประปาให้แก่ชุมชนใหม่บ้านเขาหินกองหมู่ที่ 6 ตำบลม่วงค่อม อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นชุมชนที่ได้อพยพมาจากหมู่ที่ 3 ตำบลมะกอกหวาน อำเภอชัยบาดาล

       ผลกระทบที่สำคัญประการที่สอง ได้แก่ ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านวัฒนธรรม จากการสำรวจบริเวณพื้นที่โครงการพบว่า มีแหล่งโบราณคดีที่ถูกผลกระทบ รวม 28 แหล่ง ตั้งอยู่ในพื้นที่กิ่งอำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี อำเภอชัยบาดาล อำเภอท่าหลวง และอำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี กรมศิลปากรจึงได้เริ่มขุดค้นแหล่งโบราณคดี เมื่อปี พ.ศ.2538 และแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี 2540

อาคารท่อระบายน้ำฉุกเฉิน (Auxiliary Spillway)

       จากการดำเนินงานดังกล่าวทำให้ค้นพบข้อมูล และหลักฐานที่สำคัญก่อให้เกิดประโยชน์ในด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม ของพื้นที่เป็นอย่างยิ่ง ทำให้ทราบถึงวัฒนธรรม การดำรงชีวิต สภาพแวดล้อม ความเป็นไปต่างๆ ตลอดจนความรุ่งเรืองของชุมชนในอาณาบริเวณดังกล่าว กรมศิลปากร จึงได้ดำเนินการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ลุ่มน้ำป่าสักขึ้น เพื่อจัดแสดงมรดกทางวัฒนธรรมที่ขุดพบในพื้นที่โครงการ นอกจากนี้ยังได้รวบรวมข้อมูลด้านการชลประทาน ข้อมูลเกี่ยวกับเขื่อนป่าสักข้อมูลด้านภูมิศาสตร์ และทรัพยากรธรรมชาติ จัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์ด้วย

การขุดค้นแหล่งโบราณคดีในบริเวณที่ถูกน้ำท่วม

       พิพิธภัณฑ์ลุ่มน้ำป่าสักแบ่งการจัดแสดงออกเป็น 6 ส่วน คือ ความเป็นมาของกรมชลประทานในประเทศไทย ย้อนรอยอารยธรรม วัฒนธรรมท้องถิ่นภูมิศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติ และป่าสักวันนี้ โดยมีรายละเอียดสรุปได้คือ
       ส่วนที่ 1 ความเป็นมาของการชลประทานในประเทศไทย : ในส่วนนี้ผู้เข้าชมจะได้รับรู้รับทราบข้อมูล เกี่ยวกับประวัติการชลประทานในประเทศไทย พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชกับการชลประทาน และข้อมูลต่างๆ ของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์  โดยจะจัดแสดงทั้งภาพและเสียงในคอมพิวเตอร์ระบบสัมผัส (Touch Screen Computer) ภาพถ่ายและป้ายต่างๆ

       ส่วนที่ 2 ย้อนรอยอารยธรรม : ในส่วนนี้จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนย่อย

           ส่วนแรก จะเป็นการนำเสนอความรู้เกี่ยวกับวิชาโบราณคดีและการปฏิบัติงานของนักโบราณคดี
           ส่วนที่สอง เป็นการจัดแสดงโบราณวัตถุสำคัญที่พบภายใต้โครงการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสักอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยในส่วนนี้จะมีการตกแต่งเป็นพิเศษให้เหมือนกับผนังชั้นดินในหลุมขุดค้นโบราณวัตถุที่จัดแสดงดูเหมือนว่าอยู่ในหลุมขุดค้นจริง ๆ
           ส่วนที่สาม เป็นการจัดแสดงเรื่องประเพณีการฝังศพในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งในส่วนนี้จะนำโครงกระดูกมนุษย์ และโบราณวัตถุที่ถูกฝังรวมกับโครงกระดูกมาจัดแสดงไว้ร่วมกัน

แหล่งโบราณคดีในบริเวณที่ถูกน้ำท่วม

       ส่วนที่ 3 มรดกวัฒนธรรมท้องถิ่น ชาวไทยเบิ้ง : เป็นการจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับชาวไทยเบิ้ง มนุษย์รุ่นสุดท้ายที่ได้เข้ามาอาศัยในพื้นที่เก็บกักน้ำของโครงการซึ่งจะได้ทราบถึงประวัติ
       ความเป็นมา วัฒนธรรมประเพณี และการดำรงชีวิต การแสดงในส่วนนี้ได้จำลองสภาพเรือนที่พักอาศัยของชาวไทยเบิ้ง และจัดวางของเครื่องใช้ต่างๆ ให้เหมือนจริงมากที่สุด เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกเสมือนว่าได้เดินเข้าไปหาความรู้เรื่องราวจากบ้านของชาวไทยเบิ้งจริง

บริเวณภายในพิพิธภัณฑ์

       ส่วนที่ 4 นิทรรศการข้อมูลด้านภูมิศาสตร์ : ในส่วนนี้จะเป็นการจัดแสดงให้เห็นถึงสภาพภูมิประเทศ และภูมิศาสตร์ของบริเวณพื้นที่โครงการว่า มีสภาพเป็นอย่างไร นอกจากนี้ยังมีการเปรียบเทียบให้เห็นถึงความแตกต่าง ความเหมาะสม และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของที่ตั้งเขื่อนป่าสัก ที่ได้กำหนดไว้ในเบื้องต้นทั้ง 3 แห่งอีกครั้งหนึ่ง
       ส่วนที่ 5 นิทรรศการข้อมูลด้านทรัพยากรธรรมชาติ : การจัดแสดงในส่วนที่จะเป็นการแสดงให้เห็นสภาพธรรมชาติของบริเวณพื้นที่โครงการก่อนที่จะมีการก่อสร้าง เป็นการจำลองสภาพลุ่มน้ำป่าสักและป่าไม้ มีรายละเอียดข้อมูลเกี่ยวกับป่าไม้ พันธุ์ไม้ และสัตว์ป่า ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่โครงการ
       ส่วนที่ 6 ป่าสักวันนี้ : เป็นการจัดแสดงแบบห้องประชุม มีการนำข้อมูล เนื้อหาสาระ ของการแสดงส่วนต่างๆ ทั้ง 5 ส่วนมาสรุป แล้วนำเสนอในลักษณะ "สไลด์มัลติวิชั่น" เป็นการทบทวนเรื่องราว

       "ในปัจจุบันความต้องการน้ำเพื่อการเพาะปลูกในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง และลุ่มน้ำป่าสักมีเพิ่มทวีขึ้นทุกปี อีกทั้งปัญหาอุทกภัยซึ่งทำความเสียหายให้กับกรุงเทพมหานครและปริมณฑล น้ำจากแม่น้ำป่าสักมีส่วนทำให้เกิดความเสียหายรุนแรงด้วยเช่นกัน จึงสมควรที่จะดำเนินการศึกษาถึงความเหมาะสมของโครงการพัฒนาลุ่มแม่น้ำป่าสัก"

       จากพระราชดำริดังกล่าว จะเห็นได้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีความเป็นห่วงเป็นใยราษฎรของพระองค์เป็นอย่างยิ่ง และยังแสดงให้เห็นว่ามีความเป็นอัจฉริยภาพ มีสายพระเนตรยาวไกลจากการก่อสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งมิได้แก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำเพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถแก้ไขปัญหาอื่นๆได้อีกด้วย ซึ่งก็คือ ปัญหาด้านอุทกภัย และปัญหาเรื่องน้ำเน่าเสีย ตลอดจนก่อให้เกิดประโยชน์อื่นๆอีกนานับประการ

       จากการที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เก็บน้ำได้ถึง 960 ล้าน ลูกบาศก์เมตร ก่อให้เกิดประโยชน์มากมาย สามารถส่งน้ำให้แก่พื้นที่การเกษตรที่จะเกิดขึ้นใหม่ในเขตจังหวัดลพบุรี และสระบุรี ได้ถึง 135,000 ไร่ และยังเป็นแหล่งน้ำเสริมสำหรับพื้นที่โครงการชลประทานเดิมในทุ่งเจ้าพระยาตะวันออกตอนล่าง เนื้อที่ประมาณ 2,200,000 ไร่ อีกทั้งในช่วงฤดูฝนเมื่อมีปริมาณน้ำมาก จะสามารถเก็บกักน้ำไว้เพื่อป้องกันการเกิดอุทกภัยในพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำป่าสักในเขตจังหวัดลพบุรีและสระบุรี และยังช่วยบรรเทาอุทกภัยที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังจะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาและแหล่งประมงน้ำจืดขนาดใหญ่ของประเทศและเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกด้วย

Home 

mail to  Chaipattana Network Webmaster 

Eng