สารบัญวารสาร
เขื่อนป่าสัก
คลองท่าด่าน
เกษตรรวมตัว
ลุ่มน้ำแม่แจ่ม
ข่าวสั้น

       "วิธีที่จะปฏิบัติเพื่อที่จะให้มีทรัพยากรน้ำพอเพียงและเหมาะสม คำว่าพอเพียงก็หมายความว่า ให้มีพอในการบริโภคในการใช้ทั้งในด้านการใช้บริโภคในบ้าน ทั้งในการใช้เพื่อการเกษตรกรรม อุตสาหกรรม ต้องมีพอ. . ." (พระราชดำรัส 4 ธันวาคม 2536)

       น้ำมีความสำคัญต่อชีวิตของมวลมนุษย์อย่างยิ่ง นับตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย หากขาดน้ำ ชีวิตก็อยู่มิได้ ดังพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ว่า "น้ำคือชีวิต" ดังนั้นน้ำจึงเป็นเสมือนสิ่งหล่อเลี้ยงสรรพชีวิต น้ำมีไว้เพื่อบริโภคและอุปโภค อันเป็นส่วนประกอบสำคัญของชีวิต ปัจจุบันมีการใช้น้ำกันอย่างไร้ขีดจำกัด แหล่งน้ำตามธรรมชาติมีปริมาณน้ำไม่เพียงพอกับความต้องการ ประกอบกับมีการตัดไม้ทำลายป่าและบุกรุกป่าเพื่อทำกิน จนกระทั่งแหล่งน้ำเริ่มลดน้อยลง เมื่อในอดีตได้มีการสร้างแหล่งกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง แต่เป็นเพียงอ่างเก็บน้ำหรือฝายทดน้ำขนาดเล็ก เพื่อแจกจ่ายน้ำให้แก่ประชาชนจำนวนไม่มาก แต่ในปัจจุบันปริมาณความต้องการเพิ่มขึ้น ฝายทดน้ำที่มีขนาดความสูงใหญ่ สามารถเก็บกักน้ำได้ปริมาณมากที่เรียกว่าเขื่อน จึงเข้ามามีบทบาทอันสำคัญในการช่วยเหลือและบรรเทาปัญหาให้แก่ราษฎรในการอุปโภค บริโภค และบรรเทาอุทกภัย ตลอดจนป้องกันการรุกล้ำของน้ำเค็มที่จะเข้ามากระทบต่อความเสียหายให้แก่ราษฎร อันเป็นการบริหารการจัดสรรลุ่มน้ำให้เกิดความสมดุลแก่ชีวิต

23 กุมภาพันธ์ 2537 เสด็จฯ ทอดพระเนตรพื้นที่พัฒนาลุ่มน้ำนครนายก อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก

       "เขื่อน" จึงเป็นแหล่งน้ำที่สำคัญในการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ราษฎร ดั่งพระราชดำรัสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแก่ปวงชนชาวไทยในการปฏิบัติเพื่อให้ราษฎรประสบความสุข มีสภาพชีวิตที่ พออยู่ พอกินอย่างยั่งยืน

ลุ่มน้ำนครนายก : จุดเริ่มต้นแห่งปัญหา
       ลุ่มน้ำนครนายกเป็นลุ่มน้ำสาขาหนึ่งของลุ่มน้ำบางปะกง ครอบคลุมพื้นที่อำเภอเมือง อำเภอบ้านนา อำเภอบางพลี และอำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก เนื้อที่ประมาณ 2,000 ตารางกิโลเมตร ไหลไปบรรจบกับแม่น้ำปราจีนบุรีเป็นแม่น้ำบางปะกง ที่อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทราลุ่มน้ำนครนายกตอนบน มีต้นกำเนิดอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ปริมาณน้ำท่าประมาณร้อยละ 93 ของน้ำท่าเฉลี่ยทั้งปี จะเกิดขึ้นในฤดูฝนระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนตุลาคม น้ำส่วนใหญ่จะไหลทิ้งลงทะเล หรือบางช่วงได้ก่อให้เกิดอุทกภัย ส่วนในฤดูแล้งมักจะเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำและพื้นที่บางส่วนเป็นดินเปรี้ยวไม่สามารถทำการเพาะปลูกได้ จึงเป็นต้นเหตุให้ราษฎรที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่แห่งนี้ได้รับความเดือดร้อน ยิ่งนับวันหากไม่เร่งดำเนินการแก้ไขก็จะทำให้ปัญหาแผ่กระจายวงกว้างไปเป็นผลกระทบต่อสภาพชีวิตความเป็นอยู่ สังคมเศรษฐกิจของประเทศอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

เขื่อนคลองท่าด่าน : สายสัมพันธ์ความห่วงใยจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
       สืบเนื่องจากปัญหาในเรื่องของน้ำทั้งการขาดแคลนน้ำและปัญหาเรื่องน้ำท่วม ได้ส่งผลถึงความทุกข์ยากเดือดร้อนของราษฎรทุกภูมิภาค ด้วยเหตุที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงให้ความสนพระราชหฤทัยในการแก้ไขปัญหา และบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพสกนิกรของพระองค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาในเรื่องของน้ำ ดังที่ได้พระราชทานพระราชดำรัส เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2536 ความตอนหนึ่งว่า

คลองท่าด่าน

       "โครงการนี้คือ สร้างอ่างเก็บน้ำสองแห่ง แห่งหนึ่งคือที่แม่น้ำป่าสัก อีกแห่งที่แม่น้ำนครนายก สองแห่งรวมกันจะเก็บกักน้ำเหมาะสมพอเพียงสำหรับการบริโภค การใช้ในเขตกรุงเทพฯ และเขตใกล้เคียง"
       ". . . อันนี้ที่จะสร้างก็ที่ใกล้บ้านท่าด่าน ที่บ้านท่าด่านนี้ มีคนเค้ามีการคัดค้านบอกว่า มีโครงการพระราชดำริอยู่นั่น มีฝายท่าด่านซึ่งสร้างมาเป็นเวลาเกิน 10 ปีแล้ว บริการเกษตรกรในเขตของนครนายก ทำให้ได้น้ำสำหรับการเกษตรกรรม ประมาณหมื่นกว่าไร่ ฝายอันนั้นเป็นฝายที่ใหญ่ ฝายอันนั้นจะต้องถูกครอบ เพราะว่า อ่างเก็บน้ำนั้นจะสร้างแล้วน้ำจะท่วมฝายอันนั้น คนก็บอกโครงการพระราชดำริแตะต้องไม่ได้ ข้อนี้ก็เป็นสิ่งที่เป็นความคิดที่ผิด ด้วยเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะว่า ถ้าหากว่า โครงการพระราชดำรินั้นแตะต้องไม่ได้ เมืองไทยแย่ เพราะว่า พระราชดำรินั้นก็เป็นความคิดของพระราชา ถ้าหากว่าความคิดของพระราชานั้น จะแก้ไม่ได้ ก็หมายความว่า เมืองไทยไม่มีความก้าวหน้า แต่ว่าฝายอันนั้นตามพระราชดำริได้บริการประชาชนมาเป็นเวลานานแล้ว แล้วก็ได้ผลคุ้มค่าแล้ว ตอนนี้จะสร้างอะไรที่มากลบโครงการพระราชดำรินี้ก็ต้องอนุญาต. . ."

       และเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2537 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรการทำเกษตรธรรมชาติของธุดงคสถานถาวรนิมิต อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก และมีพระราชกระแสเกี่ยวกับจังหวัดนครนายกว่า

       ". . . ในสมัยก่อน รัฐบาลไม่เก็บภาษีที่นา เพราะทำนาไม่ค่อยได้ผล จึงได้ชื่อว่าจังหวัดนครนายก . . . ทางรัฐบาลไม่เก็บภาษี (ที่นา) คือ ยกภาษีของนา เพราะว่าทำอะไรไม่ได้. . . " และทรงขอให้เกษตรจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัด โรงเรียน กองทัพบก พลเรือน และตำรวจ ร่วมมือกันดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาให้แก่ชาวนครนายก เพื่อที่จะได้เป็นจังหวัดนาสมบูรณ์ แล้วคนก็สมบูรณ์คือยิ้มแจ่มใส"

       ด้วยการนี้โครงการเขื่อนคลองท่าด่านอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนครนายก จึงเกิดขึ้น เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาลุ่มน้ำนครนายกตอนบน จากแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2536 เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา โดยให้กรมชลประทานพิจารณาวางโครงการและก่อสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำที่บ้านท่าด่าน ตำบลหินตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในการเกษตรกรรมให้แก่พื้นที่ 185,000 ไร่ แยกเป็นพื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานครนายก 165,000 ไร่ โครงการชลประทานท่าด่านส่วนขยาย 14,000 ไร่ และโครงการท่าด่านเดิม 6,000 ไร่ เกษตรกรที่ได้รับประโยชน์ประมาณ 5,400 ครัวเรือน มีปริมาณน้ำสำหรับการอุปโภค-บริโภค จำนวน 16 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี นอกจากนี้ยังช่วยบรรเทาความเสียหายจากอุทกภัยที่มักจะเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีในจังหวัดนครนายก อีกทั้งสามารถรักษาระดับน้ำใต้ดินจากการมีน้ำชลประทานในการแก้ไขและบรรเทาปัญหาดินเปรี้ยว อันเป็นผลทำให้พื้นที่ทางการเกษตรสามารถทำประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน ตลอดจนพื้นที่แห่งนี้จะเป็นแหล่งน้ำ สำหรับเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่งด้วย

แนวพระราชดำริสู่การปฏิบัต
       นับจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำริ กรมชลประทานได้ว่าจ้างที่ปรึกษาทำการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเขื่อนคลองท่าด่าน เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2537 ซึ่งเสร็จสมบูรณ์ในเดือนมกราคม 2539 และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้ให้ความเห็นชอบโครงการเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2539 จากนั้น คณะรัฐมนตรีจึงได้อนุมัติเปิดโครงการเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2539 และได้ทำการสำรวจออกแบบเขื่อนคลองท่าด่าน เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2539 ซึ่งแล้วเสร็จเมื่อเดือนกันยายน 2541 ในการนี้ ได้ทำสัญญาจัดจ้างบริษัทที่ปรึกษาควบคุมงานก่อสร้างแล้วตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2542

ฝายท่าด่านที่มีอยู่เดิม

       โครงการเขื่อนคลองท่าด่าน เป็นการสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำในลักษณะเขื่อนคอนกรีตบดอัดแน่น หรือ RCC เขื่อนมีความสูง 95 เมตร ยาว 2,600 เมตร ระดับสันเขื่อนที่ +114 ม.รทก. และระดับเก็บกักน้ำที่ +110 ม.รทก. อ่างเก็บน้ำมีขนาดความจุ 224 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยมีพื้นที่อ่างเก็บน้ำ 3,087 ไร่ และมีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการ 3,674 ไร่ แยกเป็นที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์ 764 ไร่ ที่ดินของกรมชลประทาน 500 ไร่ พื้นที่ป่าไม้ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ 1,962ไร่ พื้นที่ป่าถาวรนอกเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ 401 ไร่ ที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ 83 ไร่ โดยมีราษฎรที่ได้รับผลกระทบ จำนวน 263 ครัวเรือน

ยุทธวิธีพิชิตความสำเร็จ
       โครงการเขื่อนคลองท่าด่านมีลักษณะการดำเนินงานด้วยกลวิธีที่ต่างไปจากโครงการพัฒนาด้านแหล่งน้ำที่อื่นๆโดยเริ่มดำเนินการเตรียมงานก่อสร้างเขื่อนของโครงการในปี 2540 และทำการศึกษาและออกแบบการก่อสร้างเขื่อน พร้อมกับการปฏิบัติการป้องกัน แก้ไขและติดตามตรวจสอบผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ปี 2540 ถึง 2551 รวมระยะเวลาถึง 12 ปี อันจะนำมาซึ่งการลดแรงต่อต้านให้พลิกผันสู่ความร่วมมือจากราษฎรอย่างแท้จริง โดยนายกรัฐมนตรีได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2539 แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการเขื่อนคลองท่านด่านอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และเลขาธิการ กปร. เป็นกรรมการและเลขานุการ จากนั้นได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการดำเนินงานด้านต่างๆ 4 คณะได้แก่ คณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ และทำความเข้าใจกับมวลชน คณะอนุกรรมการจัดหาที่ดินและจัดแปลงอพยพ คณะอนุกรรมการก่อสร้างและประสานงาน  และคณะอนุกรรมการแก้ไขและพัฒนาสิ่งแวดล้อม โดยมีผลการดำเนินงานและความก้าวหน้า ดังนี้

บริเวณที่จะสร้างเขื่อนคลองท่าด่าน

ด้านการประชาสัมพันธ์และทำความเข้าใจกับมวลชน
       ผลปรากฏว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาราษฎรได้ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินของโครงการเป็นอย่างดีและไม่มีการต่อต้านแต่อย่างไร อันเป็นผลมาจากการดำเนินงานด้านประชาสัมพันธ์เพื่อเพิ่มความรู้ความเข้าใจ และปลูกจิตสำนึกโดยการใช้สื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ ได้แก่ การจัดนิทรรศการ การผลิตสารคดีเชิงข่าว การผลิตสารคดีเผยแพร่ผ่าน Internet การจัดนำสื่อมวลชนเยี่ยมชมโครงการ การจัดทำวิดีทัศน์เผยแพร่ การจัดทำคัทเอาต์ การทำแผ่นพับประชาสัมพันธ์ ซึ่งได้รับการตอบสนองอย่างดียิ่ง

ด้านการจัดหาที่ดินและแปลงอพยพ
       คณะอนุกรรมการจัดหาที่ดินได้ดำเนินการจ่ายเงินค่าตอบแทนที่ดินและทรัพย์สินไปแล้ว จำนวน 474 แปลง เนื้อที่ 2,949-3-28 ไร่ เป็นเงิน 654.2 ล้านบาท (จากทั้งหมดจำนวน 489 แปลง เนื้อที่ 3,031-0-72 ไร่ เป็นเงิน 679.9 ล้านบาท) คงเหลือค้างจ่าย จำนวน 15 แปลง เนื้อที่ 81-1-44 ไร่ เป็นเงิน 25.7 ล้านบาท

       สำหรับในส่วนของการจัดที่ดินแปลงอพยพให้แก่ราษฎรที่ได้รับผลกระทบ มีครอบครัวที่ได้รับสิทธิ์ในการจัดสรรที่ดินแปลงอพยพ รวมทั้งสิ้น 236 ครอบครัว จำนวนเนื้อที่ประมาณ 1,796 ไร่ โดยนำหลักเกณฑ์การดำเนินงานมาจากโครงการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสักอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มาเป็นแนวทางในการปฏิบัติการจัดที่ดินให้แก่ราษฎร แต่ด้วยปัญหาเรื่องที่ดิน ทางราชการจึงไม่สามารถจัดหาที่ดินให้แก่ราษฎรที่ได้รับผลกระทบได้ ประกอบกับราษฎรมีความประสงค์จะขอรับเงินชดเชยเป็นกรณีพิเศษแทนการจัดที่ดินให้ ซึ่งได้กำหนดราคาที่ใช้เป็นเกณฑ์ในการคำนวณค่าชดเชยกรณีพิเศษไว้ ไร่ละ 32,000 บาทนอกจากนี้ ยังได้ให้ความช่วยเหลือราษฎรที่มีบ้านเรือนแต่ไม่มีที่ดินเป็นของตนเองและได้รับผลกระทบอีกจำนวน 27 ครอบครัว ซึ่งทางราชการได้ดำเนินการจ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่ราษฎรกลุ่มดังกล่าว พร้อมทั้งได้รับความร่วมมือจากจังหวัดนครนายกให้การช่วยเหลือ โดยจัดหาที่ดินให้ราษฎรเข้าไปอยู่อาศัยที่บริเวณที่ดินของวัดนางรอง ซึ่งราษฎรจะเช่าที่ดินได้ในราคาถูกและทางราชการจะให้การช่วยเหลือด้านสาธารณูปโภคและการประกอบอาชีพ อันเป็นผลให้ราษฎรสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างไม่เดือดร้อน และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

การก่อสร้างด้านชลประทาน 
        ได้ดำเนินการก่อสร้างเขื่อนหัวงานและอาคารประกอบอื่นๆ โดยวิธีการประกวดราคาจ้างก่อสร้างเขื่อนคลองท่าด่าน ซึ่งได้ดำเนินการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และคาดว่าจะประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ประมาณปลายปี 2542 เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม 2542 ณ โอกาสนี้ด้วย

ด้านการแก้ไขและพัฒนาสิ่งแวดล้อม
        การทำแนวเขตป่าไม้ ทำไม้ออกและแผ้วถางป่าในพื้นที่อ่างเก็บน้ำ ซึ่งองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ได้ดำเนินการแผ้วถางป่าส่วนแรกในเนื้อที่ประมาณ 1,000 ไร่ แยกเป็นพื้นที่ของราษฎรที่ได้เงินค่าทดแทนจำนวน เนื้อที่ 599 ไร่ และพื้นที่ป่าถาวรนอกเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จำนวน 401 ไร่ ซึ่งกรมป่าไม้อนุมัติให้เข้าทำประโยชน์แล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นดำเนินการสำรวจตีตราไม้ การนำไม้ออกและการแผ้วถางป่าในพื้นที่อ่างเก็บน้ำ เพื่อความถูกต้องและหลีกเลี่ยงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ กรมโยธาธิการยังได้ดำเนินการสำรวจอสังหาริมทรัพย์ของโครงการถนนเลี่ยงเมือง ซึ่งคาดว่าการดำเนินการก่อสร้างถนนเลี่ยงเมืองจะแล้วเสร็จภายในปี 2543

คลองท่าด่าน : อนาคตอันสดใส
       นับเป็นเวลาเกือบ 7 ปี ที่โครงการเขื่อนคลองท่าด่านอันเนื่องมาจากพระราชดำริได้เริ่มปฏิบัติการมาจนกระทั่งสามารถดำเนินการได้ลุล่วง สมดังความคาดหมาย อันจะนำไปสู่อนาคตอันสดใสของเกษตรกร ณ วันนี้ . . . วันที่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรอคอย และมุ่งหวังให้เกิดประโยชน์ต่อประชาราษฎร์กำลังก้าวเข้าสู่ความสำเร็จ ด้วยพระบารมีอันปกแผ่ไพศาลที่ได้พระราชทานหนทางแก้ไขปัญหา กอปรกับได้ทรงชี้แนะแนวทางเสมอมา หลายครั้งหลายหนที่ได้มีพระราชดำรัสด้วยความห่วงใย ในการแก้ไขปัญหาด้านการดำเนินงานต่างๆ ภายใต้โครงการคลองท่าด่านอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อนำไปสู่รูปธรรมแก่ปวงชน

       ภาพสะท้อนจากความห่วงใยของพระองค์ ปวงชนชาวไทยต่างทราบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณยิ่งนัก ยังผลให้เกิดการประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และที่สำคัญคือประชาชน ให้ความร่วมมือด้วยจิตสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณจากเหตุแห่งการรู้รักและสามัคคีของราษฎร ด้วยประสงค์จะช่วยกอบกู้ประเทศชาติให้พ้นภัยพิบัติจากความแห้งแล้ง สมดั่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตั้งพระราชหฤทัยในการพลิกฟื้นความทุกข์ยากกลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์สืบไป

Home 

mail to  Chaipattana Network Webmaster 

Eng